“ฟืด” เสียงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดของเด็กชายคนหนึ่งดังขึ้น เขาลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความใใน่เช้าตรู่ของวันฝันร้ายที่ค่อย ๆ เริ่มเลือนหายไปทีละนิดในความทรงจำแต่กระนั้นเด็กชายก็ไม่อาจข่มตาหลับลงต่อได้ในที่สุดเมื่อพบว่าไม่สามารถที่จะกลับไปนอนต่อได้หลังจากลองมาหลายวิธีสุดท้ายเด็กชายก็ลุกขึ้นออกจากเตียงไปเดินไปมาอยู่ภายในห้องโดยหวังว่าจะช่วยอาการนอนไม่หลับของเขาดีขึ้นบ้าง
“ติ๋ง” เสียงหนึ่งดังขึ้นในเช้าตรู่ที่เงียบสงัดทำให้เด็กชายที่เดินอยู่ต้องหยุดการกระทำนั้นลงเพื่อฟังเสียงนั้นอีกครั้ง
“ติ๋ง” เสียงแปลกประหลาดยังคงดังอยู่เด็กชายจึงเริ่มเดินหาต้นตอของเสียงภายในห้อง แต่ก็ไม่พบสาเหตุ
“ติ๋ง” เสียงคงดังขึ้นอีกครั้งและดังเรื่อย ๆ จนเด็กชายค่อย ๆ เงี่ยหูฟัง แล้วเดินตามเสียงนั้นไป
“แอ๊ด” เด็กชายค่อยๆ ผลักประตูหน้าห้องออกไปอย่างช้า ๆ แล้วมองไปทั้งซ้าย และขวาก็ไม่พบใครเลยแต่เสียงแปลก ๆ นั้นก็ยังคงดังต่อไปเรื่อย ๆ ทำให้เด็กชายก้าวเท้าออกมาจากห้องเดินตามเสียงนั้นไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
หลังจากเดินมาได้ซักพักหนึ่งบนทางเดินไม้ซึ่งสองข้างทางประกอบด้วยห้องของบรรดาผู้ที่เข้าพักคนอื่น ๆ เมื่อมองไปยังสุดทางเดินก็แลเห็นเป็เงาสีดำทมิฬขนาดใหญ่กำลังยืนอยู่ก่อนความมืดจะค่อย ๆ ขยายเข้าหาตัวเด็กชายตัวน้อยอย่างช้า ๆ
เด็กชายจะพยายามที่จะหันหลังวิ่งหนีแต่ก็ไม่สามารถขยับตัวได้ แม้แต่จะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ไม่สามารถทำได้ความกลัวเริ่มกลืนกินจิตใจของเด็กชายไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด ทุกอย่างก็ดับวูบลงแล้วทางเดินก็กลับมาเป็เหมือนเดิม เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
“แจ็ค ๆ ๆ” เสียงเรียกะโที่ดังขึ้นพร้อมเสียงเคาะประตูทำให้แจ็คที่กำลังนอนหลับอยู่สะดุ้งตัวตื่นขึ้นมา
“พวกนายไปกันก่อนเลย เดี่ยวฉันตามไป” แจ็คะโตอบออกไปก่อนรีบวิ่งเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างเร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ก่อนจะเปิดประตูออกมาก็พบว่ามาร์คัส และฮูก้าต่างยืนรอเขาอยู่ที่หน้าห้องกันอยู่
“พวกนายทำไมยังไม่ไปกันอีกเนี่ย” แจ็คถามด้วยความประหลาดใจ
“พวกเราก็รอนายอยู่นั้นแหละ” มาร์คัสตอบ
“ไปกันเถอะ ตอนนี้สายแล้ว” ฮูก้าพูดแล้วทั้งสามทโมนก็เร่งฝีเท้าเดินไปยังเต็นท์สำหรับเรียนในวันนี้กันโดยเร็วที่สุด
“พวกเธอมาสายกันั้แ่คาบแรกเลยนะ” อาจารย์สาวผมสีขาว ผิวขาวดุจหิมะดวงตาฟ้าใสสุกสกาวดั่งท้องฟ้าในยามฤดูร้อน พูดทักขึ้น ทำเอาคนเด็กหนุ่มทั้งสามต้องชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง
“ขอโทษครับ พวกเรามัวเดินมองอะไรเพลิน ๆ อยู่เลยมาช้านะครับ” มาร์คัสตอบ
“ไม่เป็ไร พวกเธอไปนั่งที่กันได้แล้ว” อาจารย์สาวพูด
“พวกนายไปทำอะไรกันมา ทำไมถึงได้มาสายกันขนาดนี้” เจนทักขึ้น
“ฉันหลับเพลินไปหน่อยนะ” แจ็คตอบ
“เชื่อเขาเลย” เจนพูดเบา ๆ ก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจที่อาจารย์สาวต่อ
“สวัสดีนักเรียนทุกคน ฉันฟรอสต์ เป็อาจารย์ที่จะสอนพวกเธอเกี่ยวกับเวทย์มนตร์ธาตุน้ำในชั้นเรียนนี้”ฟรอสต์เริ่มพูดขึ้นอีกครั้ง
“สวัสดีครับ/ค่ะ” เหล่านักเรียนพูดขึ้น
“ฉันดีใจที่ได้เห็นพวกเธอทุกคนเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของสมาคมผู้ใช้เวทย์ของเรานะยังไงอาจารย์ก็ขอต้อนรับอีกรอบนะ” ฟรอสต์พูด
“สำหรับในชั้นเรียนนี้อาจารย์จะสอนเกี่ยวกับเวทย์มนตร์ธาตุน้ำเป็หลักอาจารย์หวังว่าพวกเธอจะตั้งใจเรียนกันจนสามารถใช้เวทย์มนตร์ธาตุน้ำได้อย่างเชี่ยวชาญนะ” ฟรอสต์ยังคงพูดต่อไป และเริ่มสอนบทเรียนต่าง ๆให้ลูกศิษย์ของเธอไปเรื่อย ๆ จนหมดชั่วโมงเรียน ก่อนจะปล่อยให้เหล่าเด็ก ๆได้ไปพักรับประทานอาหารกลางวันกัน แล้วจึงค่อยไปเรียนในวิชาต่อไป
หลังจากหมดเวลาพักเที่ยงเหล่านักเรียนทุกคนก็ได้เดินมารวมตัวกันที่หน้าเต็นท์สีครีมขนาดใหญ่หลังหนึ่งแล้วจึงค่อยเดินเข้าไปข้างในพร้อมกัน ก็พบว่าตอนนี้ที่หน้าเวทีมีชายผมสีทองที่สวมใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และมีผ้าคลุมยาวลากพื้นสวมอยู่ซึ่งไม่ว่าจะมองเสื้อผ้าส่วนไหนก็ล้วนแต่เป็สีครีมทั้งสิ้น
“สวัสดีเด็ก ๆ เอาละเชิญนั่งกันก่อน” ชายที่หน้าเวทีกล่าวขึ้น
“ชื่อของฉันคือเวย์รา จ้าวแห่งพายุ” เวย์ราพูดขึ้น
“โหย มีฉายาด้วยแหะ” ฮูก้ากระซิบขึ้นเบา ๆ
“ใช่ ฉันก็พึ่งเคยเห็นอาจารย์แนะนำฉายาตัวเองด้วยนี่แหละ” แจ็คพูด
“แล้วนายไม่มีฉายาบ้างเหรอมาร์คัส” แจ็คหันไปถามมาร์คัส
“ทำไมฉันจะต้องมีฉายาด้วย” มาร์คัสถามสวนกลับ
“ก็บ้านนายเป็ผู้ใช้เวทย์ทั้งตระกูล จะไม่มีฉายาเลยรึไง” ฮูก้าตอบ
“ไม่ละ ฉันจำไม่ได้เลยว่าคนในบ้านฉัน คนไหนที่มีฉายาด้วย” มาร์คัสตอบพลางยักไหล่
“ฉันคิดว่านายจะมีฉายาบ้างซักฉายานึง แบบ มาร์คัสบุตรตระกูลเวทย์”แจ็คพูดขึ้นทำให้ฮูก้า และเพื่อนบริเวณนั้นหัวเราะกันโดยทุกคนพยายามกั้นหัวเราะไม่ให้ส่งเสียงดังออกไปจนอาจารย์เวย์ราสังเกตเห็นได้
“แจ็ค เ้าบ้า ใครมันจะใช้ไปใช้ฉายางี่เง่าอย่างนั้นกัน” มาร์คัสตะคอกแจ็คด้วยเสียงเบา ๆ ด้วยความเขิลอาย
“นายดูสิ ขนาดแม็คยังอดขำไม่ได้เลย” ฮูก้าพูดพร้อมชี้นิ้วไปทางแม็คที่นั่งเอามือมาปิดปากกั้นขำตัวเองอยู่
“แม็กแม้แต่นายเองก็หัวเราะกับฉายางี่เง่าที่แจ็คตั้งนี้ด้วยเรอะ”มาร์คัสหันไปพูดกับแม็ก
“ฉันขอโทษ ฉันห้ามตัวเองไม่ได้เลยจริง ๆ” แม็กตอบมาร์คัสออกไปแต่ในน้ำเสียงยังคงมีอารมณ์ขันเล็ดลอดออกมาอยู่
“เฮ้ ตรงนั้นนะมีอะไรที่อาจารย์ต้องรู้รึเปล่า” จู่ ๆ เวย์ราก็พูดขึ้นทำให้ทุกคนกลับมาสงบเงียบกันอีกครั้งก่อนจะมองกลับไปยังอาจารย์ที่กำลังยืนมองมาที่พวกเขาอยู่
“เปล่าครับ” แจ็คตอบ
“ถ้าไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ถ้ายังงั้นเราก็มาเริ่มเข้าสู่บทเรียนกันเลยก็แล้วกัน” เวย์ราพูดแล้วจึงเริ่มสอนในทันทีจนเวลาล่วงเลยจนหมดชั่วโมงเรียนอาจารย์เวย์ราก็ปล่อยเหล่านักเรียนกลับไปยังเต็นท์ของตัวเอง
ในระหว่างทางกลับ แจ็คและเพื่อน ๆ ทั้งเจ็ดคนก็เดินผ่านทุ่งกว้างที่ตอนนี้มีกลุ่มคนกำลังยืนอยู่เป็จำนวนมากทำให้พวกแจ็คนั้นเกิดความสนใจจึงได้เดินเข้าไปรวมกับกลุ่มคนเ่าั้ด้วยก่อนพวกเขาจะอาศัยความตัวเล็กของตัวเองเดินเบียดเหล่าผู้ใช้เวทย์คนอื่น ๆ ออกไปยืนด้านหน้าทำให้ทุกคนได้เห็นชายสองคนที่ตอนนี้กำลังยืนประชันเวทย์มนตร์กันอยู่
“ลูกไฟเวทย์” หนึ่งในสองคนนั้นพูดขึ้นทันใดนั้นก็เกิดลูกไฟจากปลายไม้กายสิทธิ์พุ่งเข้าตรงไปหาอีกฝ่าย
“กำแพงพสุธา” สิ้นเสียงร่ายคาถาของอีกคนหนึ่งก็บังเกิดกำแพงผุดขึ้นมาจากใต้พื้นดินดักลูกไฟเวทย์ไว้ได้ทัน ก่อนชายคนนี้จะร่ายถาคาโจมตีใส่กลับไป
“พลังอสุนีบาต” ทันใดนั้นก็เกิดฟ้าผ่าลงมาใส่คู่ต่อสู้ของเขาในทันที จนฝุ่นคลุงไปทั่วบริเวณ
“ให้ตายสิ สมแล้วที่พวกนี้เป็ตัวท็อปของพวกเกรดสอง” หนุ่มในกลุ่มคนมุงพูดขึ้นท่ามกลางเสียงเชียร์ที่กำลังโห่ร้องลั่น
จนในที่สุดฝุ่นที่คลุงไปทั่วก็สงบลง แต่กลับปรากฏว่าไม่มีอะไรเลยทั้งที่ควรจะมีคนนอนหมดสติบ้าง หลังจากโดนคาถาอสุนิบาตโจมตีเข้าไป
“หรือว่าจะโดนคาถานั้นไปจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกแล้ว” เสียงหนึ่งท่ามกลางกองเชียร์ะโขึ้น
“บ้าเหรอ ฉันไม่ได้ใส่พลังเวทย์ไปในคาถาขนาดนั้น อย่างมากหมอนั้นก็แค่ช็อกจนสลบไปเท่านั้นเอง”เสียงเ้าของคาถาะโเถียงขึ้นมา
“ใช่ ฉันรู้อยู่แล้ว ว่านายคงไม่ได้กะเอาถึงตายหรอก” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างบนทำให้ทุกคนเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็เห็นคู่ต่อสู้ของเขากำลังลอยอยู่ในอากาศอยู่
“ได้ยังไงกัน” แจ็คเผลอเอ่ยออกมาด้วยความตะลึง
“นายเมื่อเด็กเกรดเจ็ดที่พึ่งเข้ามาใหม่นิฉันจำนายตอนงานเลี้ยงต้อนรับได้” เสียงผู้ชายตัวใหญ่ที่ยืนข้าง ๆ แจ็คพูด พลางจ้องมองไปที่แจ็คก่อนจะหันกลับไปจ้องมองการประชันเวทย์มนตร์ต่อ
“ดูไว้ซะ นั้นแหละคือประสบการณ์ที่ดี ที่หมอนั้นลอยได้แบบนั้น เพราะคาถาสายลม‘ล่องลอย’ยังไงละ”ชายตัวใหญ่ชี้แจงให้แจ็คเข้าใจทำให้แจ็คหันไปดูแวบนึงก่อนจะหันไปมองการต่อสู้เบื้องหน้าต่อ
“ตาฉันบ้างละ ‘พฤกษาพันธนาการ’” ชายที่ลอยกลางอากาศร่ายคาถาจบ จู่ ๆก็มีรากของต้นไม้พุ่งออกมาจากใต้พื้นดินแล้วพุ่งเข้ารัดตัวคู่ต่อสู้ของเขาจนไม่สามารถขยับตัวได้
“ลูกไฟเวทย์” เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ของเขาถูกรัดไว้จนขยับตัวไม่ได้เข้าจึงใช้โอกาสนี้ร่ายคาถาใส่อีกฝ่ายในทันที เปลวไฟลุกไหม้รุนแรง จนทำให้กองเชียร์ที่อยู่ด้านหน้าต้องถอยล่นกลับไปข้างหลังเพื่อหลีกหนีรังสีความร้อนที่พวกพุ่งออกมา
“ทำไมลูกไฟรอบนี้ถึงได้รุนแรงแบบนี้ละ” แจ็คหันไปถามผู้ชายตัวใหญ่ที่ยืนข้าง ๆเขาอีกครั้ง
“เพราะเป็การเสริมกันของพลังเวทย์ยังไงละ โดยใช้คาถาลม ‘ล่องลอย’ ที่เขาใช้อยู่ตอนแรกเอาไปเสริมแรงของคาถา ‘ลูกไฟเวทย์’ จนทำให้เกิดเป็คาถาที่มีความรุนแรนมากยิ่งขึ้น”ผู้ชายตัวใหญ่นั้นตอบ
“แล้วแบบนี้จะไม่เป็อันตรายเหรอครับ” แจ็คถาม
“ดูให้ดีก่อนสิ การต่อสู้ยังไม่จบเลยนะ” ชายตัวใหญ่พูดขึ้น
ความร้อนของไฟลดลงอย่างรวดเร็วและแทนที่ด้วยไอความเย็นที่ขึ้นปกคลุมแทน
“ใช้ได้นี่น่า” ชายที่ลอยอยู่ในอากาศพูด
“ทางนั้นก็ผสานเวทย์มนตร์ได้ดีเหมือนกันนั้นแหละ” ชายคนซึ่งเคยโดนโจมตีด้วยคาถาไฟพูด พร้อมค่อย ๆสลายม่านน้ำแข็งออก แล้วจ้องมองไปยังชายที่ลอยตัวในอากาศซึ่งตอนนี้ค่อยลอยลงมากลับสู่พื้นดินแล้ว
“พลังเวทย์หมดแล้วรึไง ถึงได้ลงมาได้” คำถามถูกยิงไปยังชายที่ลอยลงมา
“ใช่บ้าจริง พลังเวทย์ฉันมีไม่พอ” ชายที่ถูกถามตอบออกไป
“แต่ฉันยังมีพลังเวทย์เหลืออยู่ ‘ลูกศรเวทย์’ ” พูดจบชายหนุ่มก็ร่ายคาถายิงก้อนพลังเวทย์จำนวนหนึ่งใส่คู่ต่อสู้ จนอีกฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุดทำให้กองเชียร์ที่ยืนอยู่รอบ ๆ ส่งเสียงโห่ร้องกันอย่างดีใจก่อนทุกคนจะหลีกทางให้แพทย์สนามเข้าไปปฐมพยาบาลทั้งสองฝ่ายแล้วพาไปรักษาที่เต็นท์พยาบาล หลังจากนั้นทุกคนที่มุงอยู่ก่อนค่อย ๆ แยกย้ายกันไปส่วนแจ็คและเพื่อน ๆ ทั้งเจ็ดคนก็ตัดสินใจกลับเต็นท์ของตัวเองเช่นกัน
‘นี่สินะผู้ใช้เวทย์ ฉันจะต้องเก่งขึ้นจนเป็มหาเวทย์จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้’แจ็คคิดขึ้นพลางวาดฝันไปในอนาคตที่ตัวเองได้กลายเป็มหาเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่