"สองบัลลังก์!!"ตัดกลับไปที่เป่ยเฉินและหยุนจินตอนนี้ตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด นี่มันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆคนเดียวสามารถครอบครองได้ถึงสองบัลลังก์ แม้แต่เขาที่มีชีวืตมายาวนานและได้ยินเกี่ยวกับบัลลังก์ราชันมาบ้างก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น เนื่องจากในประวัติผู้ถือครองบัลลังก์สองรุ่นไม่มีเจ้าบัลลังก์คนใดที่ถือครองบัลลังก์ได้ถึงสองบัลลังก์เฉกเช่นเฟยหรง นี่แสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มคนนี้มีพรสวรรค์มากเพียงใด และยิ่งทำให้เขาคาดหวังกับลูกหลานคนนี้มากขึ้นไปอีก
ในขณะเดียวกันเบื้องบนฟากฟ้า เฟยหรงและจีเหยาแผ่พลังอำนาจในการดูดกลืนราวกับหลุมดำ ทั่วทั้งบริเวณพลังปราณเริ่มเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ทว่าทั้งสองคนกลับมีพลังปราณที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
"เจ้าคิดจะแข่งการดูกลืนกับข้า??"จีเหยาหรี่ตามองชายหนุ่มที่ตอนนี้นั่งอยู่บนบัลลังก์ ในใจเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ชายคนนี้ไม่คิดที่จะยอมแพ้นางแต่อย่างใดกลับกันเขายิ่งเผยพลังของเขาออกมาเรื่อยๆอีกทั้งลูกเล่นที่เขาเผยออกมาก็หาได้ธรรมดาไม่ บัลลังก์ราชันสองชิ้นมินาถึงได้มีความมั่นใจในพลังของตนเองขนาดนี้
"มาต่อกันเถอะ"เฟยหรงยืนขึ้นจากบัลลังก์ดาบใหญ่สีดำปรากฏขึ้นมาในมือ ออร่าดูดกลืนของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าเคียวในมือของจีเหยาแม้แต่น้อย ออร่าของดาบและเคียวเข้าห่ำหั่นกันอย่างต่อเนื่องในขณะที่เฟยหรงและจีเหยาเพียงแค่อยู่เฉยๆเท่านั้น
"เช่นนั้นก็ย่อมได้!!"จีเหยากล่าวย่างก้าวแห่งราตรีถูกใช้อีกครั้งร่างนางก็พลันหายไป เฟยหรงที่เตรียมรับมือก็ยกยิ้มวิถีแห่งราชันถูกเรียกใช้งานเช่นกันรอบตัวของเขากลายเป็นสนามแรงโน้มถ่วงในทันทีหากจีเหยาเข้ามาด้านในด้วยแรงโน้มถ่วงนี้เขาจะสามารถรับรู้ถึงการมาของนางได้และรับมือได้อย่างทันท่วงที
"เปรี้ยงๆๆๆ!"
เสียงดาบใหญ่และเคียวปะทะกันอย่างต่อเนื่อง จีเหยาควงเคียวสีดำของนางฟัดใส่เฟยหรงอย่างรวดเร็วส่วนทางด้านเฟยหรงนั้นเมื่อวิธีแห่งราชันของเขาทำงานอยู่ก็สามารถรับการโจมตีของนางได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แม้จะตอบโต้ไม่ได้แต่ก็ไม่ได้เสียเปรียบมากนัก
ด้านหลังของเฟยหรงวงแหวนเทพประทานพรหรี่แสงลงเพียงหนึ่งวงเท่านั้นเหนืออีกหกวงที่ยังคงเปล่งประกายเจิดจ้า เรียกได้ว่าเขาสามารถสู้กับนางได้อีกนานเลยทีเดียว ส่วนทางฝั่งของจีเหยานั้นแม้จะไม่ชอบให้ชายหนุ่มพูดท้าทายแต่ทว่าเมื่อสู้กันมาสักระยะนางก็รู้สึกสนุกขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว คนที่ตามย่างก้าวราตรีในระดับเดียวกันได้ทันในจักรวาลนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น และนางกล้าพูดได้เลยว่าชายคนนี้เป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน
"เปรี้ยง!ๆ"
"บูมมม!"
"ท่านพี่ลมปราณในชั้นบรรยากาศเริ่มจะลดลงเรื่อยๆแล้วนะขอรับ ท่านจะไม่หยุดพวกเขาจริงๆหรือ"หยุนจินอดไม่ได้ที่จะกล่าว หากยังปล่อยให้ทั้งสองสู้กันต่อไปมีหวังลมปราณได้ถูกดูดกลืนจนไม่เหลือแน่ๆและกว่าที่มันจะฟื้นฟูก็คงใช้เวลาหลายเดือนด้วยกันนั่นอาจจะสร้างผลกระทบให้กับการฝึกฝนของเหล่าศิษย์ได้
"เห้อ เอาตามที่ว่า ถึงข้าจะอยากมองดูการต่อสู้ที่น่าสนใจนี้ต่อก็เถอะ"เป่ยฮ่าวหลานกล่าวอย่างเสียดาย แต่มันก็เป็นอย่างที่หยุนจินบอกกล่าวไว้หากยังปล่อยให้สู้ต่อไปมีหวังลมปราณที่นี่ได้หายไปหมดเป็นแน่
"หยุดมือ!"เสียงของเขาดังขึ้นพร้อมกำแสงเทพสมุทรที่ชำระล้างอำนาจดูดกลืนของพวกเฟยหรงจนหมดสิ้น ในขณะเดียวกันเฟยหรงพลันหยุดชะงักในทันที ต่างจากจีเหยาที่พุ่งมาแล้วเตะไปที่เฟยหรงจนกระเด็นไปชนกับดาวเคราะห์น้อยอย่างจัง พร้อมด้วยยกยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ
"แห๊ก! ท่าน!! ไม่ได้ยินที่เทพสมุทรกล่าวหรืออย่างไร"เฟยหรงทำหน้ามุ้ยพร้อมกล่าวออกมาอย่างไม่ยินยอม มันไม่มีทางอยู่แล้วที่นางจะหยุดการโจมตีของตัวเองไม่ได้
"หึ!"หญิงงามไม่ได้กล่าวตอบและเบือนหน้าหนีก่อนที่จะลอยลงมาข้างๆพี่ร่วมสาบานของนางทั้งสองที่อดส่ายหัวให้กับความเป็นเด็กของนางไม่ได้
เฟยหรงเมื่อเห็นว่าไร้วี่แววที่จะได้คำตอบก็ลุกขึ้นมาคลายทักษะทุกอย่างที่อยู่บนกายและลอยกลับลงมาใกล้ๆกับแม่ของเหล่าและเหล่าภรรยาที่เอามือป้องปากหัวเราะอย่างขบขัน การที่เฟยหรงโดนเตะจนกระเด็นเช่นนี้ไม่ใช่ภาพที่เห็นกันง่ายๆ
เฟยหรงเมื่อเห็นว่ามีแต่คนขำวินาทีที่น่าอับอายของตนก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขุมขมับและมองไปที่จีเหยาราวกับจะท้าสู้ต่อแต่ทว่าสิ่งที่เห็นกลับเป็นหญิงงามที่เบือนหน้าหนี ในวินาทีนั้นเฟยหรงเองแม้จะรู้สึกหงุดหงิดในใจนิดหน่อยแต่กลับต้องเก็บเอาไว้เพราะเทพวายุหยุนจินกำลังเดินมาทางเขาและหยุดตรงหน้าของเขาและมองเสวียเหม่ยที่อยู่ข้างๆ
"ท่านผู้อาวุโสมีอะไรหรือเจ้าคะ"เสวียเหม่ยกล่าวถามการถูกมองโดยผู้ยิ่งใหญ่ทำให้นางรู้สึกกดดันไม่น้อย
"เจ้าหน้าตาคล้ายกับคนที่ข้ารู้จักมาก ขอถามได้ไหมว่าเจ้ามีนามว่าอะไร"หยุนจินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง เสวียเหม่ยผสานมือคาราวะก่อนที่จะกล่าวตอบ "นามของข้าคือเสวียเหม่ยเจ้าค่ะ"
"เสวียเหม่ย!!"
"แซ่เสวีย เรื่องบังเอิญหรือ เป็นไปไม่ได้!!"
"ท่านผู้อาวุโส ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ"
"ขอถามเจ้าอีกหนึ่งคำถาม เจ้าเกี่ยวข้องกับอะไรกับนิกายหิมะขาวหรือเปล่า"
"เปรี้ยง!"
เมื่อได้ยินคำถามนี้จิตใจของเสวียเหม่ยพลันสั่นสะท้าน มืออันเรียวงามของนางกำเเน่นใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธขึ้นมาในทันที เฟยหรงที่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบมากุมมือของนางเอาไว้ "ไม่เป็นไรๆ มีข้าอยู่ด้วย"
เมื่อได้ยินคำกล่าวปลอบประโลมใจของเฟยหรงเสวียเหม่ยก็พลันคลายใจลงและอิงแอบที่ไหล่ของชายหนุ่มในทันที เฟยหรงเมื่อเห็นว่านางสงบสติอารมร์แล้วก็หันไปหาหยุนจินก่อนที่จะกล่าวตอบแทนไป "ใช่ขอรับ นางคือผู้เหลือรอดของนิกายนั้น และหลุดเข้าไปยังโลกก่อนที่จะโดนปิดผนึก"
คำตอบของเฟยหรงทำให้หยุนจินสั่นสะท้านเช่นกัน ตามจริงเขาน่าจะเดาออกตั้งแต่เห็นอาการของนางแล้วแต่เพียงแค่อยากได้ยินคำตอบจากปากของนางเท่านั้น หยุนจินหันไปหาเป่ยฮ่าวหลานก่อนจะตะโกนออกไป
"ท่านพี่ ข้าเจอทายาทของฮูหยินเสวียแล้วขอรับ"ทางฝั่งของพวกครอบครัวของเฟยหรงต่างงุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ทว่า ทางฝั่งของเทพสมุทรและเทพธิดาแห่งราตรีนั้นนัยตากลับฉายแววตื่นเต้นอย่างช่วยไม่ได้พวกเขารีบมายังที่หยุนจินยืนอยู่อย่างเร็วไวและมองไปยังเสวียเหม่ยที่กำลังอิงแอบอยู่ที่ด้านหลังของเฟยหรง
"อืม เหมือนจริงๆอาจเป็นเพราะพวกเราสนใจสายเลือดเต็มสิบส่วนเกินไปหน่อยจนลืมสังเกตุสินะ"เป่ยฮ่าวหลานพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม เฟยหรงที่เห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถาม "พวกท่านมีเรื่องอะไรกับภรรยาของข้าหรือเปล่าขอรับ"
"โอ้ จะว่ามีก็มี ยัยหนูเจ้าอยากเจอมารดาของเจ้าหรือไม่"เป่ยฮ่าวหลานกล่าวด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มอย่างจริงใจ เสวียเหม่ยได้ยินเช่นนั้นก็ดวงตาเบิกกว้างจิตใจสั่นสะท้านในทันที ในเวลานี้นางกำมือเฟยหรงแน่นยิ่งกว่าเดิมเสียอีกก่อนจะเดินมาข้างๆของเฟยหรง
"ทะ ท่านรู้ว่าท่านแม่ข้าอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ"นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือตะกุกตะกัก ในใจเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างถึงที่สุด ในเวลานี้ทุกคนต่างมองเสวียเหม่ยเป็นตาเดียวและเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง
"ย่อมรู้ดี แต่ทว่าก่อนอื่นต้องทำเรื่องสำคัญให้เสร็จก่อน ประเดี๋ยวพวกเราจะมาคุยเรื่องนี้กัน"เป่ยฮ่าวหลานกล่าวพร้อมกระแทกตรีศูลลงพื้นร่างเงาเทพสมุทรขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมา จนทำให้สามตระกูลที่เหม่อลอยกับการต่อสู้เมื่อครู่พลันได้สติและคุกเข่าลง
"ทุกคนในทะเลดวงดาวจงฟัง ในนามของเทพสมุทรผู้ปกครองสูงสุดของที่แห่งนี้ ข้าขอแต่งตั้งให้พวกเขาทั้งหลายที่ข้าเพิ่งนำพามาเป็นนักบุญของขุมกำลังทะเลดวงดาวนับจากนี้เป็นต้นไป และพวกเขาจะรับคำสั่งเพียงสามเทพเท่านั้น"เป่ยฮ่าวหลานประกาศด้วยความมั่นใจ เนื่องจากพรสวรรค์ของพวกเฟยหรงนั้นหาได้ธรรมดาไม่ ภายในพันปีคงจะก้าวเข้าสู่ระดับเทพบรรพกาลได้อย่างไม่ยากเย็น
"พวกเรารับทราบแล้วขอรับ"ผู้นำทั้งสามตระกูลกล่าวขึ้นอย่างยินยอมพร้อมใจ การตัดสินใจของเป่ยฮ่าวหลานถือเป็นที่สุดและพวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะคัดค้าน และด้วยความเคารพในเทพทั้งสามและพลังที่เฟยหรงแสดงออกมาพวกเขาต่างก็เต็มใจต้อนรับกลุ่มคนเหล่านี้เข้ามายังขุมกำลังของตนเองอย่างแน่นอน
"เอาละยัยหนูตามข้ามาข้าจะพาไปหามารดาของเจ้า ส่วนคนอื่นๆก็ตามจีเหยาไปแล้วกันเดี๋ยวนางจะพาพวกเจ้าไปยังที่พัก"เป่ยฮ่าวหลานกล่าวขึ้นและเดินนำไปพร้อมกับหยุนจิน เสวียเหม่ยหันมามองเฟยหรงด้วยแววตาที่สั่นเคลืออย่างเห็นได้ชัดและยังคงจับมือเฟยหรงเอาไว้แน่น
"ไม่เป็นไร ข้าจะไปกับเจ้าเอง"เฟยหรงเมื่อเห็นดังนั้นก็เข้าใจในทันทีว่านางอย่างจะสื่อถึงอะไร เขาหันไปหาภรรยาของเขาที่เหลืออยู่แน่นอนพวกนางยกยิ้มและพยักหน้าให้ เฟยหรงจึงเดินไปพร้อมกับเสวียเหม่ยในใจก็ตื่นเต้นไม่เเพ้กัน เนื่องจากเขานั้นไม่รู้ว่าแม่ยายคนนี้จะมีลักษณะนิสัยอย่างไร และจะยอมรับความสัมพันธ์ของเขากับเสวียเหม่ยหรือไม่ ในหัวของเขาพลันคิดไปต่างๆนาๆ แต่ทว่าภายนอกยังคงนิ่งสงบเพื่อที่จะเป็นที่พึ่งให้ภรรยาสาวได้