"สูงเท่าไหร่เจ้าอย่าไปสนใจเลย เอาเป็นว่าสูงมาก ๆ ก็แล้วกัน สูงจนไม่อาจจินตนาการได้ สูงกว่า...ก็ได้”
ซุนโส่วอูมองดูสายตาไม่เชื่อใจของหลิวเวยอันแล้ว ชะงักครู่หนึ่ง พลางกล่าวอย่างจริงจังว่า “รู้จักเทพใช่ไหม เหมือนในตำนานเทพจีน เพียงสะบัดมือก็ย้ายภูเขา เติมน้ำให้เต็มทะเลได้ ไม่มีแสงจากดวงจันและดวงอาทิตย์ หากฝึกฝนคำภีร์โบราณสำเร็จแล้ว ก็จะทำได้ประมาณนี้ เช่นยื่นมือเด็ดดาวจากฟ้าได้ ร่างกายก็สามารถข้ามผ่านจักรวาลได้”
“ข้ารู้ว่ามันเก่งกาจมาก ๆ แล้ว” หลิวเวยอันพูดตัดเขา “แต่ทว่า นี่มันเกี่ยวกับเจ้าตรงไหน”
“จะไม่เกี่ยวได้ไง เกี่ยวมากด้วย” ซุนโส่วอูใช้แรงสะบัดแขนก่อนกล่าว “เจ้าคิดดูนะ หกตระกูลใหญ่ รวมพวกเราอีกได้ผ่านการพัฒนามาแล้วหลายร้อยปี กลายเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างคงที่ ทุกคนมีความสามารถอะไรบ้างก็รู้กันหมด แต่ถ้าอยู่ ๆ มีคนได้ครอบครองคำภีร์โบราณล่ะ”
“ความสมดุลถูกทำลาย?”หลิวเวยอันเหมือนจะเข้าใจขึ้นมาหน่อยแล้ว
“ใช่แล้ว หากความสมดุลถูกทำลาย ก็ต้องเผชิญหน้ากับการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ถึงเวลานั้น สถานการณ์วุ่นวาย เกิดพายุนองเลือดขึ้นมาอีกครั้ง คนที่ต้องลำบากก็คือชาวบ้านทุกคน” ซุนโส่วอูแสดงสีหน้าเมตตาสงสารประชาชนออกมา
“ยังเสแสร้งอยู่อีก” หลิวเวยอันดูถูกซุนโส่วอูในใจ ตีให้ตายเขาก็ไม่เชื่อหรอกว่าซุนโส่วอูจะเป็นคนดีขนาดนี้ พอมองดูท่าทางเสแสร้งของซุนโส่วอูแล้ว ทำเอาเขาเกือบจะอ้วกออกมาเลยทีเดียว
“ดังนั้นข้าจึงต้องขัดขวางไม่ให้พวกที่มีใจทะเยอทะยานได้คัมภีร์โบราณไป” พอซุนโส่วอูเห็นสายตาไม่เชื่อใจของหลิวเวยอันแล้ว เขาหน้าแดงเล็กน้อยก่อนจะไอครั้งหนึ่งกล่าว “แน่นอน ข้าก็มีจุดประสงค์ส่วนตัวด้วย ข้าก็อยากจะดูหน่อยว่าคัมภีร์โบราณที่เขาเล่าลือกันมันเป็นยังไงกันแน่”
“จากนั้นล่ะ?”
“ต่างคนต่างใช้ฝีมือตัวเอง เจ้าชิงข้าแย่ง คนที่แย่งได้ก็หลบหนีไป ส่วนคนที่แย่งไม่ได้ก็ตามไล่ล่าไป เข่นฆ่ากันตลอดทาง มีคนตายไปกี่คนแล้วก็ไม่รู้ ไล่ตามจากตะวันออกไปตะวันตก จากใต้ไปเหนือ เปลี่ยนคนครอบครองไปแล้วหลายต่อหลายคน”
“ต่อมาก็ตามกันมาถึงเมืองสือโถว?” หลิวเวยอันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่จริงแล้วซุนโส่วอูเป็นคนพูดมากขนาดนี้
“เจ้ารู้ได้ยังไง?” ซุนโส่วอูจ้องเขม่นมองมาที่เขา
“พวกเจ้าทั้งคนและม้ามากองอัดกันที่นี่หมดขนาดนี้ ถึงเป็นคนตาบอดก็เห็นอยู่ดี” หลิวเวยอันกลอกตากล่าว
“เอ่อ...มันชัดเจนขนาดนั้นเลยหรอ?”ซุนโส่วอูยิ้มแห้งก่อนกล่าว “ก็ได้ พอวนไปวนมาอยู่หลายเดือนทุกคนต่างก็หมดความอดทนกันเลยไม่ได้กลบเกลื่อนร่องรอยแล้ว แต่ก็แน่นอนว่าหลัก ๆ แล้ว ก็ซ่อนไม่อยู่ด้วยแหละ สุดท้ายก็ตามมาถึงเมืองสือโถว แต่หลังจากนั้นของก็หายไป”
“หายไป? หมายความว่าอะไร?” หลิวเวยอันมองเขาด้วยความสงสัย
“ใครจะไปรู้เล่า”ซุนโส่วอูรู้สึกรำคาญใจ
“แล้วไม่รู้นี่มันแปลว่าอะไร?”
“ก็คือของมันหายไป ไม่รู้ว่ามันไปไหนแล้ว อาจจะตกอยู่บนพื้น อาจจะถูกเสือคาบไป หรืออาจจะถูกทำลายไปแล้ว สรุปก็คือมันหายไปแล้ว แต่ทุกคนคาดเดาเหมือนกันว่าน่าจะมีคนแอบเอามันหนีไปแล้ว ตระกูลจ้าวคิดว่าอยู่บนมือตระกูลหลิว ตระกูลหลิวคิดว่าอยู่ในมือตระกูลหวัง ระแวงซึ่งกันและกัน แต่ยังมีการคาดเดาอีกอย่างก็คือมันอาจจะโดนคนเมืองสือโถวเก็บไปโดยบังเอิญ เพราะที่ที่คัมภีร์โบราณหายไปอยู่ใกล้กับเมืองสือโถวที่สุด ผู้คนพลุกผ่านไม่แน่อาจมีใครเก็บแอบหยิบไปก็ได้” ซุนโส่วอูพูดพล่ามไปเรื่อย
“งั้น...” หลิวเวยอันสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ในใจกลับกระตุกครั้งหนึ่ง เหมือนว่าเขาจะเข้าใจแล้วว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
“อืม ใช่แล้ว ก็งั้นแหละ”ซุนโส่วอูพยักหน้าเล็กน้อย
ตระกูลใหญ่หลายตระกูลเพื่อจะตามหาคัมภีร์โบราณที่หายไป ยอมเปิดการฆ่าสังหารครั้งใหญ่ ก็เพราะไม่มีเบาะแสอะไรสักอย่างเลย ดังนั้นที่ที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างเมืองสือโถวจึงเป็นที่แรกที่พลางเดือดร้อนไปด้วย ภายในเมืองจึงได้มีซากศพกราดเกลื่อน เลือดไหลนองเป็นสาย ในตอนแรกอาจจะเป็นเพียงการตามหาคัมภีร์โบราณอย่างเดียว แต่พอเลือดขึ้นตาแล้วก็อดมิได้ที่จะมีแนวคิดเรื่องอื่น จึงฉวยโอกาศทำลายให้เสียหาย เจ้าทุบร้านของข้า ข้าแย่งคาราวานของของเจ้า ใช้หน้าที่แก้แค้นส่วนตัว นี่น่าจะเป็นสาเหตุที่เรื่องราวรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่อาจหยุดยั้งได้ ไม่อย่างงั้นแม้ว่าหกตระกูลใหญ่จะมีอำนาจมากมายแค่ไหนก็คงไม่ถึงขั้นไม่กลัวเกรงเช่นนี้
“ข้ามีคำถามหนึ่ง” หลิวเวยอันมองมาที่ซุนโส่วอู “คัมภีร์โบราณหน้าตาเป็นไง”
“ไม่รู้” ซุนโส่วอูชะงักเล็กน้อย ลังเลครู่หนึ่งก่อนกล่าว “หน้าตาน่าจะเป็นเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง”
“เจ้าไล่ตามอยู่หลายเดือน แม้แต่รูปลักษณ์ของคัมภีร์ยังไม่เคยเห็นเลยหรอ” หลิวเวยอันพูดด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“เจ้าก็รู้ พวกเราตระกูลซุนพูดให้ดีหน่อยก็ถือเป็นตระกูลใหญ่ แต่ที่จริงแล้วถ้าเทียบกับหกตระกูลใหญ่ของจริงแล้ว ก็ยังด้อยกว่านิดนึงอยู่ดี” ซุนโส่วอูหน้าแดงพลางกล่าว “เพราะอย่างนี้ข้าเลยบอกว่ารำคาญใจไง”
“ถามอีกคำถามหนึ่ง คัมภีร์โบราณมีชื่อว่าอะไร ไม่มีทางที่จะชื่อคัมภีร์โบราณหรอกนะ?” ซุนโส่วอูหน้าแดงกว่าเก่า ไอครั้งหนึ่งก่อนกล่าว “อันนี้… ในเมื่อหาเจอที่ภูเขาเหยอั้นเสิ่น ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับความมืดมิดนั่นแหละ เอ่อ ข้ายังมีธุระต่อ จบการคุยกัน ข้าไปก่อนละ” พอเห็นหลิวเวยอันทำท่าทางเหมือนมีคำถามอีก ซุนโส่วอูก็รีบหนีไปทันที
มองดูแผ่นหลังซุนโส่วอูแล้วหลิวเวยอันสามารถแน่ใจได้เลยว่าก้อนหินที่หน้าตาเหมือนอำพันที่เขาแย่งมาได้ก็คือคัมภีร์โบราณที่ว่านั่นเอง เขาก็คือคนสุดท้ายที่ได้ผลประโยชน์ไป แต่ทว่าคัมภีร์โบราณมหัศจรรย์ขนาดนั้นเลยหรอ? เขาไม่รู้สึกแบบนั้น กลับรู้สึกว่ามันทำให้เขาลำบากเสียมากกว่า เขาส่ายหน้าเล็กพลางเดินออกจากร้านขายยา 'ซอมบี้เภสัช' แต่แล้วก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเขากะจะมาพูดคุยกับซุนหลิงจือสักหน่อย แต่ก็คงไม่เหมาะที่จะกลับไปตอนนี้ เลยทำได้แค่เดินจากไปด้วยความเสียดาย
ร้านค้าริมทางต่างค่อย ๆ ทะยอยเปิดร้านกันบ้างแล้ว
ร้านขายวัสดุ
ภายในร้านตกแต่งย้อนยุคเรียบง่าย มีของต่าง ๆ มากมาย บนชั้นวางกอง ต่าง ๆ นานาเต็มไปหมด ในร้านมีทุกอย่างทั้ง หนังสัตว์ ขนสัตว์ เขาสัตว์ กระดูกสัตว์ เล็บสัตว์ เปลือกไม้ไม่รู้ชนิด รากไม้ ใบไม้ เมล็ด ก้อนหินสีแดง ดินสีขาว ไข่สัตว์เลี้ยง ตะปูเหล็ก เชือก กระดาษ พริกไทย ถั่วเหลือง หยก เปลือกหอย… วัสดุบางอย่างเขาไม่เคยได้ยิน ไม่เคยพบเจอมาก่อน หลิวเวยอันมองชั้นวางของไปทีละอัน ๆ ทั้งหมดมีมากกว่าครึ่งที่เขาไม่รู้จัก
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่ารับอะไรดีครับ?” พนักงานคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น บนหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ถ้าเปลี่ยนสถานการณ์เป็นก่อนการฆ่าครั้งใหญ่ ผู้คนเข้าออกมากมาย หลิวเวยอันคงไม่ได้รับการบริการหนึ่งต่อหนึ่งเช่นนี้หรอก แต่หลายวันมานี้แทบจะไม่มีลูกค้าเข้ามาเลยจึงทำให้พนักงานร้านกระตือรือร้นกว่าปกติ
“มีชาดและพู่กันไหม?”
“มีครับ” พนักงานร้านตอบในทันที ยื่นมือชี้นิ้วด้วยความคล่องแคล่ว “เชิญทางนี้ครับ เดินไปข้างในไม่กี่ก้าว หลิวเวยอันก็มองเห็นถังที่เต็มไปด้วยผงสีแดงที่อยู่ในมุมร้าน ชาด
ชาด หรือเรียกอีกอย่างว่าซินนาบาร์ แดนแดง หรือทรายปรอท เป็นแร่หินธรรมชาติที่ถูกบดละเอียด สีแดงสด มีเงาโลหะ ปนผสมกับกำมะถันแดง แร่อะพาไทต์และยางมะตอย ชาดมีคุณประโยชน์ในการระงับประสาทสะกดจิต ถอนพิษป้องกันเน่าเสีย ฆ่าเชื้อและฆ่าแมลง ทว่า ประโยชน์ที่สำคัญยิ่งกว่าของมันคือการใช้เขียนยันต์
ชาดชั้นดีสามารถรักษาได้เป็นพันปีโดยสรไม่จางลง แดงสดราวกับเลือด มีเงาแวววาว แต่หลิวเวยอันแยกไม่ออกว่าอะไรคือชั้นดี อะไรคือชั้นกลาง อีกอย่างชาดที่นี่มีอย่างเดียว อยากเลือกก็เลือกไม่ได้ ชั่งมาครึ่งโล ตั้งหนึ่งร้อยเหรียญทองแดงกับอีกสองสลึง แพงจนขนลุกเลยทีเดียว
“ที่ร้านเรามีจำพวกพู่กันครบถ้วน มีพู่กันที่ทำจากขนพังพอน ขนกระต่าย หนวดหนู ผมทารก...” “เอาพู่กันขนหมูให้ข้าสิบแท่ง” หลิวเวยอันพูดตัดการแนะนำของพนักงานร้าน
ไม่ใช่พู่กันขนหมูราคาถูกหรอก แต่พู่กันขนหมูแข็งมากกว่า อ่อนนุ่มไม่เท่าพู่กันอย่างอื่น แค่จับหลิวเวยอันยังเคยจับพู่กันเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ถ้าเอาพู่กันที่ขนอ่อนไป ใครจะรู้ว่าจะเขียนออกมาได้อย่างไร
การเขียนยันต์เป็นกรรมวิธีอันศักดิ์สิทธิ์มาก ต้องล้างมือให้สะอาด ทำความสะอาดร่างกาย จิตสงบ อาบน้ำ จัดชุดเสื้อผ้า จุดธูปเทียน กราบไหว้บรรพจารย์และอีกมากมาย พอผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ที่ซับซ้อนและจริงจังแล้วจึงจะสามารถเริ่มได้ หลิวเวยอันเพิ่งเริ่มเรียนรู้ด้วยตนเอง อีกทั้งเขาก็เขียนยันต์ได้เพียงชนิดเดียว และยังเป็นยันต์ที่ง่ายที่สุดอย่างยันต์ฮู้ปราบผีดิบอีก ดังนั้นทุกอย่างทำอย่างเรียบง่ายที่สุด
เขาหาโรงเตี้ยมที่หนึ่งและเปิดห้องหนึ่งห้อง หลิวเวยอันนำลูกศรออกมาห้าสิบดอก ใช้เลือดไก่ตัวผู้ผสมกับชาดเสร็จแล้วก็เริ่มตั้งใจเขียนยันต์
พอมีอุปกรณ์มืออาชีพก็ไม่เหมือนเดิมจริง ๆ ตอนเขียนลื่นไหลขึ้นเยอะเลย แถมยังไม่ต้องใช้เลือดตนเองอีก กลิ่นก็ดีขึ้นเยอะเลย
ไม่ถึงสามนาทีก็เขียนยันต์สำเร็จ แสงสีเหลืองกระพริบแวววาวอักขระยันต์แทรกเข้าไปในลูกศร เหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น หลิวเวยอันดีใจยกใหญ่ว่าในที่สุดก็สำเร็จเสียที
อันแรกก็สำเร็จแล้ว เป็นลางที่ดี
ลูกศรดอกที่สองและดอกที่สามต่างสำเร็จอย่างต่อเนื่องกัน สำเร็จติดต่อกันสามครั้ง นี่เป็นผลลัพธ์หลายชั่วโมงของตอนบ่าย หลิวเวยอันมีความสุขเป็นอย่างมาก
หลิวเวยอันไม่แน่ใจว่าเพราะวิชาเขาอ่อนหัดหรืออย่างไรพอล้มเหลวไปครั้งหนึ่งลูกศรก็ไม่สามารถนำมาเขียนยันต์ได้อีกเป็นครั้งที่สอง
ลูกศรดอกที่ห้า ล้มเหลว ดอกที่หกสำเร็จ…
หนึ่งชั่วโมงต่อมา หลิวเวยอันเขียนยันต์ฮู้ปราบผีดิบบนลูกศรสำเร็จสิบสามดอก ล้มเหลวเจ็ดครั้งต่อมาไม่ว่าเขาจะตั้งใจแค่ไหนก็ไม่สามารถเขียนยันต์ได้อีก สถานการณ์เป็นเหมือนกับตอนเช้าไม่มีผิด ถึงขีดสุดบางอย่างแล้ว ตอนเช้าเขียนยันต์ได้สิบครั้ง ตอนนี้เขียนยันต์ได้ยี่สิบครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความชำนาญเพิ่มขึ้นหรือเพราะอุปกรณ์เหมาะมือเขา พอเขาเก็บของทั้งหมดเสร็จ พบว่าตนผสมชาดมากเกินไปเขาเทออกมายี่สิบห้ากรัมแต่ใช้ไปไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสามด้วยซ้ำ คิดแล้วเสียดายจริง ๆ
พอออกจากห้องอีกทีก็ตอนบ่ายสองแล้ว เขาจึงสั่งอาหารจากโรงเตี้ยมมากินอย่างมีความสุข ช่วงนี้เขาเริ่มมีเงินมากขึ้นบ้างแล้ว ไม่จำเป็นต้องกินหมั่นโถวทุกมื้อเหมือนแต่ก่อนแต่ยังไปกินที่ร้านอาหารมื้อสองมื้อได้บ้าง
ตอนบ่ายไปที่ชายป่ามารอบหนึ่ง สิ่งที่น่าจะพูดถึงคืออาจารย์อาทั้งสองของเฮยหนิว เพราะที่นี่อยู่ห่างไกลบวกกับปกติไม่มีคนมา พวกเขาจึงรอดพ้นมาจากการฆ่าล้างครั้งใหญ่นี้ หลายวันนี้พวกขาผลิตลูกศรอยู่ตลอดตอนหลิวเวยอันไปถึงจึงเจอลูกศรที่กองทับกันสูงดังภูเขา เห็นแล้วคิดถึง “แหวนมิติ”ที่มีพื้นที่เพียงหนึ่งลูกบาศก์เมตรของตนตะก่อนเขายังรู้สึกภูมิใจกับพื้นที่ แต่ตอนนี้เพิ่งมารู้สึกว่าพื้นที่มันน้อยเกินไป เขานำเล็บซากดิบ เล็บผีดิบและเล็บผีดิบเจียงซือเทออกมาทั้งหมด แล้วใส่ลูกศรไปครึ่งลูกบาศก์เมตรจึงจากไป
ก่อนจะไป เขาไปบอกกับอาจารย์อาทั้งคู่ว่าลูกศรที่ทำเสร็จแล้วซ่อนเอาไว้จะปลอดภัยกว่า หาดมีผู้เล่นบุกเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่โดนยึดเอาไปจนหมดหรอ ส่วนลูกศร ยังต้องทำต่อเรื่อย ๆ แม้ว่าลูกศรเช่นนี้จะฆ่าผีดิบเจียงซือไม่ได้ แต่เขาจะไม่ได้อยู่ในสุสานทั้งชีวิต ถ้าฆ่าสัตว์ประหลาดในสุสานหมดแล้ว ก็ยังจะต้องออกมาข้างนอก อีกหน่อยฆ่าสัตว์ประหลาดอย่างอื่น ถึงเวลานั้นของพวกนี้ก็สามารถนำมาใช้ได้พอดี
ใช้เวลาอยู่สามชั่วโมงกว่า ฆ่าผีดิบไปสองร้อยกว่าตัว ซากดิบหนึ่งร้อยกว่าตัวกับผีดิบเจียงซืออีกสิบสามตัว ในระหว่างช่วงเก็บตก มีผีดิบเจียงซือโผล่มาอีกสามตัว ทำเอาหลิวเวยอันตกใจหนีกระเจอะกระเจิงไป รออยู่หนึ่งชั่วโมงเต็ม ๆ กว่าผีดิบเจียงซือจะไปที่อื่น พอเขากลับไปเก็บศพกลับมา ฟ้าก็มืดแล้ว พวกหลี่เหล่าโถวต่างหมดความอดทนกันหมดแล้ว หลิวเวยอันเพิ่มเงินอีก 30 เหรียญทองแดง พวกเขาจึงเงียบปากสักที
-โปรดติดตามตอนต่อไป-