ชั่วขณะนั้นบรรยากาศภายในห้องอึมครึมลงหวังย่าเหม่ยดึงตัวฉวี่หลิงเข้ามาใกล้ตัวอย่างทำอะไรไม่ถูก เธอพยายามทำลายความเงียบโดยเอ่ยว่า“หลิงหลิง น้าเขาเป็ครูประจำชั้นที่โรงเรียน ลูกต้องเชื่อฟังคำพูดของน้านะห้ามเอาแต่ใจ ได้ยินหรือเปล่า” แต่ก่อนฉวี่หลิงมีนิสัยซุกซนดังนั้นหวังย่าเหม่ยจึงคิดว่าเธอนอนสอนง่ายอยู่ไม่กี่วันก็คืนสู่สภาพเดิม
ฉวี่หลิงมองน้าของตนที่มีสีหน้าเรียบเฉยแต่เพียงปราดเดียวเธอก็ดูออกว่าในดวงตาของเขาเก็บซ่อนความถ่อมตัวเอาไว้
ฉวี่หลิงไม่ใส่ใจเธอวางกระเป๋าหนังสือลงอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “วันนี้หนูเป็เด็กดี ไม่ได้เอาแต่ใจ คุณปู่ครูใหญ่เอาข้อสอบให้หนูทำหนูได้คะแนนเต็มด้วยค่ะเขารู้สึกว่าหนูควรเลื่อนจากชั้นประถมปีที่หนึ่งไปปีที่สามค่ะ”
“เป็เื่ดีนี่นา” แต่ในใจของหวังย่าเหม่ยค่อนข้างร้อนรน“แต่แม่ว่าครูใหญ่ควรจะให้ลูกเรียนชั้นปีที่หนึ่งผ่านไปให้ดีก่อนตอนขึ้นชั้นประถมสองค่อยให้ลูกย้ายไปชั้นปีที่สามไม่อย่างนั้นลูกอาจจะเรียนไม่ทันเอาได้”
“ตามไม่ทันแน่ละ ประถมหนึ่งข้ามไปชั้นประถมสามมันง่ายดายอย่างนั้นเสียที่ไหนกันล่ะ” หวังย่าหลินคิดไปถึงความเร็วที่ฉวี่หลิงทำข้อสอบ ใจก็เดาไปต่างๆนานาว่าเธออาจจะแค่โชคดีก็ได้ ไม่อย่างนั้นด้วยสติปัญญาของฉวี่หลิง จะตอบถูกทั้งหมดได้อย่างไรกัน
“หลิงหลิงลองคิดดูอีกหน่อยดีไหมลูก ตอนนี้ลูกยังเด็ก เพิ่งจะเรียนพื้นฐาน เื่ข้ามระดับชั้นคงจะไม่ดีนัก” หวังย่าเหม่ยได้ยินว่าฉวี่หลิงสอบได้คะแนนเต็ม ในใจรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่งเพียงแต่ว่าเธอให้ความเคารพอาชีพครูเป็พิเศษ หวังย่าหลินนั้นเป็ครูประจำชั้นของฉวี่หลิงเธอจึงเชื่อในคำพูดของน้องชายมากกว่า
ฉวี่หลิงเพียงเอ่ยเบาๆ“แม่คะ คุณปู่ครูใหญ่เป็คนพูดเองว่าหนูเหมาะกับชั้นประถมปีที่สามมากกว่าตอนที่ปิดเทอมหนูก็ได้ดูหนังสือเรียนของชั้นปีที่สามแล้ว หนูรู้ว่าหนูเรียนได้ ถ้าแม่ให้หนูลองดูหนูต้องตามทันแน่ ถ้าแม่ไม่เชื่อละก็ รอให้หมดเทอมนี้หลังจากเห็นคะแนนของหนูแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้ค่ะ”
หวังย่าเหม่ยก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันจึงพยักหน้า หากแต่ในใจของเธอเป็สุขนัก ลูกสาวของเธอเพิ่งขึ้นชั้นประถมปีที่หนึ่งก็สามารถทำข้อสอบของชั้นประถมปีที่สามได้คะแนนเต็มนับเป็หนึ่งในหัวกะทิของหมู่บ้านเจ๋อซี น่าภูมิใจเป็ที่สุด
หวังย่าหลินยังอยากเหน็บแนมอีกสักคำสองคำทว่าเมื่อสบสายตากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มของฉวี่หลิง เขาก็รู้สึกราวกับว่าความคิดในหัวของเขาถูกเธอมองออกจนทะลุปรุโปร่งใบหน้าของหวังย่าหลินจึงขึ้นสี รีบร้อนเดินหงอออกจากบ้านฉวี่ไป
ในตอนกลางคืนถังหลิ่งซานนอนไม่หลับอีกแล้ว เขาขยับพลิกตัวไปมา แต่ก็ยังนอนไม่หลับเสียที หัวใจเต้นถี่รัวราวกับกลองเหลย[1]ก็ไม่ปานในค่ำคืนอันเงียบสงัดขนาดนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ได้ยิน ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงคำพูดของฉวี่หลิงในวันนี้ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
ดูเหมือนว่าเขาควรจะหาเวลาไปหาหมอบ้างแล้วเพื่อความสบายใจของตัวเขาเอง
อากาศค่อยๆเย็นลง ในกระเป๋าสะพายของฉวี่หลิงมีเสื้อกันหนาวที่หวังย่าเหม่ยบอกให้เธอเอาไปให้คุณปู่ระหว่างที่เดินขึ้นเขาไป บนูเาอากาศเย็นลงเล็กน้อย ต้นไม้ที่ไม่ค่อยแข็งแรงบางต้นเริ่มเปลี่ยนเป็สีเหลืองแล้ว
เมื่อเดินผ่านถนนเส้นเล็กที่ลาดด้วยหินกรวดเม็ดเรียวกลมยังไม่ทันจะถึงประตูบ้าน ฉวี่หลิงก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันเบาๆ ดังมาจากในบ้านเธอขมวดคิ้วอย่างสงสัย ก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้ตัวบ้าน
ฉวี่หฺวาเติมน้ำชาอย่างไม่รีบร้อนข้างๆ เขามีชายชราอายุประมาณห้าสิบกว่าปีนั่งอยู่ สีหน้าของชายชราคนนั้นสงบนิ่งทว่าดวงตามีประกายร้อนรนกังวลใจ เขาสวมชุดธรรมดาไม่หรูหรา หากแต่ฉวี่หลิงมองออกว่าเสื้อผ้าธรรมดาของเขาความจริงแล้วมีราคาไม่น้อย
หลินชิงฮุยมองฉวี่หฺวาที่ไม่เอ่ยอะไรออกมาในใจก็เ็ปรวดร้าว คิดถึงเื่ที่บ้านตัวเอง เขาอดไม่ได้จึงถามขึ้นว่า “ฉวี่เหล่า ฉันรู้ว่าตอนนี้คุณไม่รับงานแล้ว ดังนั้นเื่นี้สำหรับคุณจึงเป็เื่ที่ค่อนข้างลำบากใจแต่ว่าฉันหาหนทางไม่ได้แล้วจริงๆ...”
สีหน้าของฉวี่หฺวาที่สงบอยู่ตลอดพลันปรากฏรอยยิ้มเมตตา หลินชิงฮุยยังไม่ทันรู้สึกตัวก็เห็นเขาโบกมือไปข้างนอกอย่างกะทันหัน “ฉวี่หลิงมาถึงแล้วทำไมไม่เข้ามาล่ะ”
หลินชิงฮุยหันไปก็เห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งมัดเปียสองข้างผิวขาวใสราวกับเครื่องแก้ว เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มละไม
หลินชิงฮุนเห็นว่าฉวี่หฺวาอารมณ์ดีขึ้นกว่าทีแรกนักก็ส่งรอยยิ้มอันมีมิตรไมตรีให้กับฉวี่หลิงบ้าง “สวัสดีจ้ะหนูน้อยเธอชื่ออะไรหรือ”
สีหน้าท่าทางของฉวี่หลิงไม่เปลี่ยนแปลงเพียงแต่รอยยิ้มที่มุมปากบุ๋มลึกขึ้นเล็กน้อย “สวัสดีค่ะคุณปู่หนูชื่อฉวี่หลิง”
หลินชิงฮุยชอบเด็กที่เปิดเผยจริงใจมาโดยตลอดเมื่อเห็นรอยยิ้มของฉวี่หลิงที่ดูนอบน้อมจริงใจ ท่าทางเปิดเผยไม่กลัวคนแปลกหน้าในใจก็นึกชอบขึ้นมาก
ในใจของฉวี่หฺวาใคร่ครวญอยู่นานก็เอ่ยกับหลินชิงฮุยว่า “นี่หลานของฉันเอง ฉันเห็นว่าเธอเรียนรู้ได้ไวก็เลยให้เธอมาสืบทอดความรู้จากฉันไป เธอรู้วิชาเกี่ยวกับปรัชญาอยู่บ้างถ้าหากคุณไม่ถือสา ให้เธอช่วยทำนายให้คุณดูก็ได้นะ”
รอยยิ้มของหลินชิงฮุยค่อยๆหุบลง แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยมองคนจากรูปลักษณ์ภายนอก ทว่าเด็กผู้หญิงคนนี้มองอย่างไรก็ยังเด็กเกินไปต่อให้เรียนรู้ไวแค่ไหน ่เวลาที่เธอเรียนรู้วิชาก็คงจะไม่นานนักดังนั้นจะให้เด็กอายุน้อยขนาดนี้มาทำนายแทนได้อย่างไร
ฉวี่หฺวามองสีหน้าของหลินชิงฮุยก็ไม่ได้นึกโกรธอะไรเพียงแต่พูดเรียบๆ ว่า “ถ้าการเสี่ยงทายของเธอมีการคลาดเคลื่อนละก็ ฉันจะท้วงแน่นอนหลิงหลิงเป็หลานสาวของฉัน ฉันไม่ให้เธอต้องมาแบกรับความผิดพลาดจากเื่นี้แน่”
หลินชิงฮุยฟังแล้วก็คิดได้ว่าก็ถูกของเขาจึงตอบรับอย่างจนใจ “งั้นให้หนูน้อยคนนี้ลองดูแล้วกัน”
“คุณปู่คะ ท่านอยากให้หนูใช้วิธีไหนทำนายให้เหรอคะ”ฉวี่หลิงรู้ว่าปู่ของเธอมีใจอยากทดสอบเธอ ดังนั้นเธอเองก็ใช้หลินชิงฮุยเป็บททดสอบแรกเช่นกัน
หลินชิงฮุยไม่ค่อยประสาเื่พวกนี้ทำได้แค่เพียงยิ้มออกมา “เื่นี้หลิงหลิงเป็คนจัดการก็แล้วกัน เธอถนัดอะไรก็ใช้วิธีนั้นนั่นแหละ”
“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ”ฉวี่หลิงถอดเหรียญโบราณสามเหรียญที่เธอมักจะสวมไว้ที่คอออกมา และมองไปที่หลินชิงฮุย“คุณปู่คะ ช่วยบอกหนูได้ไหมคะว่า ท่าน้าให้หนูดูเื่ทรัพย์สินเงินทองหรือว่าเื่ความสงบสุข”
แท้จริงแล้วในใจของหลินชิงฮุยอยากให้ฉวี่หฺวาทำนายให้เขามากกว่าถ้าหากฉวี่หฺลิงเกิดทำนายไม่แม่นขึ้นมา ฉวี่หฺวาก็จะให้คำชี้แนะสักประโยคสองประโยคแทนถ้าเป็แบบนั้นเขาถึงจะพึงพอใจ
ดังนั้นเขาถึงได้เก็บความรู้สึกในใจเอาไว้ตั้งใจทำให้ฉวี่หลิงลำบากใจเล็กน้อย “ฉันแซ่หลินเสียงคล้ายกันกับชื่อของเธอ หลิงหลิงเรียนฉันว่าปู่หลินก็พอ ไหนๆ เธอก็มาทำนายให้อย่างนั้นเธอต้องทำนายออกมาได้แน่ว่า ทำไมฉันถึงได้มาที่นี่”
เห็นได้ชัดว่าจงใจทำให้เธอลำบากใจทว่าฉวี่หฺวายังคงยิ้มและไม่เอ่ยอะไร ทางฝ่ายฉวี่หลิงเองก็ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความตื่นตระหนกเธอหยิบเหรียญโบราณสามเหรียญขึ้นมาแล้วเริ่มการเสี่ยงทาย
บนเหรียญโบราณนี้ประทับคำว่า‘คายหยวนทงเป่า’” สี่ตัวอักษรเป็เหรียญที่ตกทอดมาทั้งแต่ราชวงศ์ถัง พวกเหรียญโบราณนั้นหลังจากผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานจะมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ จึงทำให้การทำนายแม่นยำยิ่งขึ้น
หลังจากที่ฉวี่หฺวาเลิกทำนายดวงก็ยกเหรียญสามเหรียญนี้ให้ฉวี่หลิง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950
[1] กลองชนิดหนึ่ง ใช้ในพิธี งานต่างๆ