บทที่ 52
พลังฌานที่เก็บซ่อนไว้(2)
“เพลิงกาฬอัคคี”
ฝ่ามือบอบบางที่ถูกห้อหุ้มด้วยเปลวไฟร้อนแรงถูกซัดเข้าหาชายร่างใหญ่ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนราวกับห่าฝนวรรณยังสืบเท้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้การเคลื่อนเท้าโดยไม่ยกพ้นพื้นดูราวกับว่าเธอกำลังเคลื่อนไถลอยู่บนลานน้ำแข็ง
อัครยุทธ์ดุสิตโดนจู่โจมหนักแบบไม่ทันตั้งตัวพยายามหาทางให้หลุดออกจากเพลิงกาฬอัคคีที่ปลดปล่อยอย่างรุนแรงไม่มีทีท่าว่าพลังฌานของเธอจะลดลงแม้แต่น้อย
ในทางกลับกันอัครยุทธ์ดุสิตเริ่มอ่อนแรงลงบ้างตอนนี้ทำได้เพียงปัดป้องและหนีออกให้ห่างจากเพลิงลูกไฟที่ลุกไหม้ลามเลียมากขึ้นเรื่อยๆ
‘บะบะบ้าน่า...นี่มันพลังอะไรกัน? ข้าไม่เคยพบเจอมาก่อน ช่างรุนแรงยิ่งนัก’
ผู้ชมทั่วทั้งอาคาร มองตาค้างไม่มีเสียงเชียร์ใดๆ แต่กลับจดจ้องตั้งใจมองการโจมตีแบบรวดเร็วแรงไม่ตกของอาจารย์ยุทธ์สาวที่ทำเอาตกตะลึงกับพลังฌานที่น่าจะเกินขีดจำกัดของระดับอาจารย์ยุทธ์ไปหลายระดับ
‘นี่ท่านแม่ของข้ามีพลังฌานถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ดูท่าแล้วน่าจะรุนแรงกว่าท่านพ่อเสียด้วยซ้ำ’
เด็กน้อยปราณที่อยู่ด้านข้างอัฒจันทร์จ้องมองท่วงท่าการปลดปล่อยพลังยุทธ์ของท่านแม่ไม่วางตาเขาเองก็ไม่คิดว่าท่านแม่จะมีความสามารถมากมายถึงขนาดนี้
ดุสิตระเบิดพลังฌานออกมาแสงออร่าสีเขียวกระจายออกจากร่างกายทำให้เปลวไฟค่อยๆ มอดหาย
ร่างใหญ่ลุกขึ้นยืนสะบัดแข้งสะบัดขาหมุนคอไปมาใบหน้าไม่สู้ดีนัก ชุดสีดำมีรอยไหม้ รอยขาดไปทั่วร่างกาย
อาจารย์ยุทธ์สาวกระโดดตีลังกากลับมายืนอย่างมั่นคงย่อเข่าเล็กน้อย แขนสองข้างกางออกระดับหน้าอก หันสันมือเข้าหาคู่ต่อสู้สายตาจดจ้องมองทุกการเคลื่อนไหว
“โอ้ยยยย...ทำข้าได้เจ็บแสบมากถ้าอย่างนั้นข้าคงไม่ออมมือแล้ววันนี้ไม่สกุลเจ้าก็สกุลของข้าต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง”
ดุสิตกำหมัดข้างลำตัวแล้วปลดปล่อยพลังฌานยุทธ์วงแหวน ม่วง-น้ำเงิน-เขียว-เหลือง-ส้ม-แดง ปรากฏออกมาตามลำดับ
จากนั้นปรากฏออร่าพยัคฆ์มรกตขนาดมหึมาสูงเกือบ 10 เมตร อยู่ด้านหลังกำลังขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวส่องแสงสว่างทั่วบริเวณ เสียงผู้ชมฮือฮากันอีกพักใหญ่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะเห็นวงแหวน 6 วงปรากฏ
รอยยิ้มเย้ยของดุสิตแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของขั้นอัครยุทธ์พยัคฆ์มรกต
“เจ้าก็รู้ เมื่อไหร่ที่นักฌานยุทธ์ปลดปล่อยวงแหวนนั่นก็เท่ากับว่าไม่มีการออมมืออีกแล้ว ดังนั้นเจ้าเตรียมตัวได้”
“หึหึหึ มีวงแหวน 6 วงแล้วยังไงล่ะ?”
อาจารย์ยุทธ์สาว ยิ้มให้อย่างเหยียดหยามแววตาดุดัน เธอยืนนิ่งๆ หลับตาแล้วแล้วกางแขนเรียวยาวทั้งสองข้างออกไปในลักษณะคล้ายนกกางปีก ฉับพลันปรากฏวงแหวนม่วง-น้ำเงิน-เขียว ขึ้นมา!!!
“หึหึหึ...เป็นแค่อาจารย์ยุทธ์...ขนาดสามีของเจ้าขั้นปรมาจารย์ยังพ่ายแพ้ข้าแล้วเจ้าจะไปเหลืออะไรล่ะ หึหึหึ”
ดุสิตเย้ยหญิงสาวที่ตอนนี้เขาคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องชนะผู้หญิงตรงหน้าขั้นอาจารย์ยุทธ์เท่านั้น
“อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็นหรือบอกต่อกันมาสิ...เจ้าไม่รู้จักกาลามสูตร๑๐ หรืออย่างไร?”
หลังจากพูดจบอาจารย์ยุทธ์วรรณก็สะบัดแขนสองข้างที่กางอยู่ในท่าทางเดียวกับการสะบัดปีกของนกอีกครั้ง!!!
จากนั้นสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็อุบัติขึ้นทุกสายตาต่างตกใจกับการเพิ่มพลังฌานยุทธ์ของหญิงสาวร่างเพรียวบาง
ปรากฏวงแหวนสีเหลืองขึ้นถัดออกมาจากสีเขียวจากนั้นสีส้มก็ปรากฏขึ้นอีกหนึ่งวง พลังฌานของเธอก้าวสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์วงแหวนทั้งห้าวงหมุนรอบกายของเธอช้าๆ
“หา!!!อาจารย์วรรณอยู่ขั้นปราชญ์ยุทธ์หรือเนี่ย?”
“มะมะมะไม่น่าเชื่อ...เป็นไปได้ยังไงกัน?”
โดยเฉพาะบรรดานักฌานยุทธ์ทั้งหลายต่างตกใจกับการเปลี่ยนแปลงก้าวกระโดดได้ขนาดนี้
“จากขั้นอาจารย์ยุทธ์ก้าวกระโดดมาสู่ขั้นปราชยุทธ์เลยทำได้อย่างไรกัน?”
อัครยุทธ์ดุสิตที่แสดงความมั่นใจเมื่อครู่ณ บัดนี้ สีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดี
‘ไม่จริงน่า...หญิงสาวคนนี้อยู่ขั้นปราชญ์ยุทธ์แล้วอย่างนั้นหรือ? มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน!!!’
ปราชญ์ยุทธ์สาวยิ้มน้อยๆแล้วก็สะบัดแขนทั้งสองข้างอีกครั้ง ออร่าเพลิงที่ห่อหุ้มร่างของเธอ บัดนี้แผ่ออกไปรวมทางด้านหลังแล้วก่อตัวเป็นร่างของสัตว์ปีกขนาดใหญ่
“พญาครุฑพ่าห์!!!”
“ชะชะใช่...นั่นพญาครุฑจริงๆ ด้วย”
เมื่ออัครยุทธ์ดุสิตได้เห็นดังนั้นจากที่กำลังมั่นอกมั่นใจกลับหน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัด
หญิงสาวเบื้องหน้าขยับมาอยู่ในขั้นปราชยุทธ์ก็น่ากลัวแล้วเพราะห่างชั้นแค่ขั้นเดียว โอกาสชนะก็ย่อมเกิดขึ้นได้แต่นี่เธอกลับมีพลังฌานยุทธ์ของสัตว์เทพในตำนานที่เป็นดั่งราชาสัตว์ปีกผู้ยิ่งใหญ่ โอกาสชนะของเขาจึงแทบไม่มีเลยก็ว่าได้
ที่จริงแล้วผู้ที่ครอบครองออร่าพญาครุฑพ่าห์แม้จะมีพลังฌานแค่ระดับอาจารย์ยุทธ์ ก็ทำให้อัครยุทธ์อย่างเขาบาดเจ็บได้ไม่น้อยยิ่งเป็นพลังฌานในขั้นปราชญ์ยุทธ์ หายนะย่อมมาเยือนอย่างไม่ต้องสงสัย
สายตาของผู้ชมในขณะนี้ต่างส่งเสียงเชียร์อาจารย์ยุทธ์วรรณ ไม่สิ ต้องเรียกปราชญ์ยุทธ์วรรณมากกว่า
“วรรณ โอฬารปฐพี ปราชญ์ยุทธ์ระดับ 52ฌานพญาครุฑพ่าห์!!!”
เมื่อแฝดแสง-ขรรค์ เห็นออร่าพญาครุฑก็ตกใจหายเจ็บปวดในทันที
“นี่มันออร่าแบบเดียวกับท่านเทพยุทธ์ครุฑพ่าห์เลย”
“หรือว่า...???”
ไม่มีเสียงตอบใดๆคงปล่อยให้สองแฝดได้เรียบเรียงข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง
ปราณนั่งมองท่านแม่ของตัวเองแสดงพลังฌานยุทธ์อันเหลือเชื่อออกมา‘ช่างเป็นพลังฌานที่สวยงามและเปี่ยมพลังอย่างที่สุด’
ท่านพ่อที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตักของปราณบีบแขนของเด็กน้อยเบาๆ
“นี่แหละพลังฌานที่แท้จริงของแม่เจ้า...พวกเราไม่ได้บอกใครเพราะไม่จำเป็นต้องบอกให้ใครรู้ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้เราก็ต้องแสดงพลังที่แท้จริง...รู้ไหมปราณ?...ท่านแม่ของเจ้าเก่งกว่าพ่ออีกนะ....”
ท่านพ่อพูดด้วยรอยยิ้มให้เด็กน้อยเข้าใจสิ่งที่พวกเขาทำมาโดยตลอด“คนเก่งจริงไม่จำเป็นต้องพูดให้ใครรู้ เมื่อได้เวลาก็แสดงออกมาให้เห็นจริง”
ทางด้านจักรพรรดิยุทธ์มหิธาและท่านหญิงจลกลนีรวมถึงองค์ชายและองค์หญิง เมื่อได้เห็นออร่าพญาครุฑก็พากันตกตะลึงไม่นึกว่าอาจารย์ยุทธ์วรรณจะมีพลังฌานยุทธ์เป็นพญาครุฑ
ท่านมหิธาถอนหายใจ...
“ให้ตายสิ!!! สกุลโอฬารปฐพีมีเรื่องให้ข้าตื่นเต้นได้ตลอดเวลาสินะอาจารย์ยุทธ์วรรณแท้จริงอยู่ขั้นปราชญ์ยุทธ์ แถมยังมีฌานพญาครุฑพ่าห์อีกนี่เราจะมีเพื่อนเป็นพญาครุฑกันจริงๆ หรือเนี่ย? ฮ่าๆๆๆ”
พลางหันมองหน้าท่านหญิงจงกลนีและลูกทั้งสองทั้งหมดสบตากันแล้วหัวเราะ
“ท่านพี่ก็รู้อยู่เรื่องพรรค์นั้นเป็นนิยายปรัมปรา และความเชื่อที่เล่าต่อๆ กันมาในอดีตเราก็ร่วมต่อสู้กับเขามายาวนาน เป็นมิตรแท้ที่ดีต่อกันกลับเป็นออร่าที่ส่งเสริมกันและกันเสียมากกว่า”
ท่านหญิงจงกลนียิ้มด้วยความสดใสท่านมหิธาจึงพยักหน้า
“ข้าแค่เพียงตกใจเท่านั้นแหละไม่คิดว่าเขาจะยอมเปิดเผยให้ทุกคนได้รู้หลังจากที่ปิดผนึกมาอย่างยาวนานจนข้าเองก็เกือบจะลืมไปแล้ว”
เมื่ออัครยุทธ์ดุสิตด่ำดิ่งเดินหน้าสู่การประลองอย่างเต็มที่ตั้งแต่แรกเริ่มจะถอยตอนนี้ก็คงหมดทาง จำเป็นต้องสู้ แม้จะตัวตายก็คงต้องยอม
“คิดว่าเจ้าจะโค่นข้าลงได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ? ไม่ฝันไปหน่อยหรือไง?”
แม้ลึกๆ ในใจจะรู้ว่าไม่สามารถเอาชนะได้แต่การพูดออกไปแบบนี้ ก็เพื่อลบความกลัวในใจ ถ้าเขารู้แบบนี้ตั้งแต่แรกคงไม่กล้าทำร้ายปรมาจารย์บุญจนบาดเจ็บถึงขนาดนั้นแน่
“แล้วยังไงล่ะ?คิดว่าท่านเก่งที่สุด จนไม่มีใครต่อกรได้หรืออย่างไรกัน?”
แววตาของปราชญ์ยุทธ์หญิงกลายเป็นเปลวเพลิงพุ่งออกมาร่างของเธอค่อยๆ ลอยขึ้นสู่อากาศสูงเกือบ 10 เมตร โดยมีออร่าพญาครุฑพ่าห์ลอยตามมาด้วย
“สุบรรณเหินเวหาประกายฟ้าพิโรธ”
แขนทั้งสองสะบัดมาด้านหน้าเปลวเพลิงขนาดเล็กจำนวนมากมายแผ่ออกมาจากฝ่ามือแล้วพุ่งเข้าใส่อัครยุทธ์ดุสิตราวห่าฝนยิ่งเข้ามาใกล้อานุภาพยิ่งรุนแรง
พอเกือบจะถึงร่างของอัครยุทธ์ร่างบอบบางที่มีเปลวเพลิงห่อหุ้ม ก็ทะยานโฉบผ่านศีรษะ บินขึ้นไปบนอากาศแล้วหมุนตัวซัดเปลวเพลิงเข้าใส่ไม่ยั้ง
“อ้าก....โอ๊กกกกก”
เสียงร้องของอัครยุทธ์ดุสิตดั่งลั่นน่าจะเป็นการบาดเจ็บที่รุนแรงที่สุดในชีวิตของเขาความหยิ่งทระนงว่าไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ ทำให้เขาหลงไปกับความยิ่งใหญ่เหล่านั้นโดยลืมไปว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ถาวร
เลือดสดๆไหลออกมาจากปากและตามลำตัวจนกระจายเต็มลานประลอง ท่ามกลางความตกใจของผู้ชมนี่ไม่ใช่แค่การประลอง แต่กลายเป็นการหมายชีวิตอย่างแท้จริงไปแล้ว
ปราชญ์ยุทธ์วรรณหยุดนิ่งกลางอากาศลดพลังเปลวเพลิงในมือ ออร่าพญาครุฑยังคงขยับสะบัดปีก
ดุสิตไม่มีโอกาสโต้ตอบใดๆ ทั้งสิ้นการเคลื่อนที่รวดเร็วรุนแรงและสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้เกิดขั้นกับเขาแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“ว่ายังไงล่ะ? แววตาท่าทางอวดดีเมื่อครู่หายไปไหนเสีย?...สิ่งที่เจ้าทำกับนักฌานยุทธ์ทั้งหลายอย่างคิดว่าไม่มีใครรู้ แม้เจ้าจะบอกว่าไม่สนใจพี่ชายแสนเลวของเจ้าแต่สิ่งที่เจ้าทำ มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่พี่เจ้าทำเลย”
เสียงคนเฮเห็นด้วยกับคำพูดของปราชญ์ยุทธ์สาว ที่เธอยังคงพูดอยู่กลางอากาศไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยใดๆ
“หึหึหึ...โอ้ยยย...ก็ใช่สิเจ้าสามารถทำให้ข้าบาดเจ็บได้ขนาดนี้ เจ้าย่อมมีสิทธิ์พูด”
“ข้าก็เอานิสัยแบบเดียวกับเจ้ามาใช้นั่นแหละ!!! ก็เจ้าชอบใช้พละกำลังในการพูดมิใช่หรือ?”
ร่างบอบบางค่อยๆกลับลงมาสู่พื้นอย่างนุ่มนวล แล้วเดินเข้ามาหาร่างใหญ่ที่แทบจะไม่มีแรงลุกขึ้นมาต่อกร
“นี่ถือว่าเป็นการสั่งสอนให้เจ้ารู้จักที่จะฟังเหตุผลของคนอื่นบ้าง?”เธอชี้หน้าอัครยุทธ์ดุสิต แล้วมองหน้าท่านผอ. จากนั้นก็เดินตรงไปหาสามีที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนตักของบุตรชาย
เสียงเฮลั่นของผู้ชมลั่นลานประลองทุกอย่างจบลงด้วยดี ท่ามกลางความตื่นตะลึง หลายต่อหลายคนต่างยินดีที่อัครยุทธ์ดุสิตถูกปราบลงได้บ้าง
ถึงแม้ว่าสำนักเมฆมรกตจะแข็งแกร่งหาใครเทียบได้แต่ด้วยความประพฤติและความเป็นอันธพาลของตัวเจ้าสำนักทำให้นักฌานยุทธ์พากันหวาดผวามาอย่างยาวนานและนี่จึงเป็นบทเรียนแห่งความพ่ายแพ้ครั้งแรกของอัครยุทธ์ดุสิต
“คิดว่าข้าจะยอมแพ้เจ้าง่ายๆ แบบนั้นหรือ?...มรกตเพลิง!!!”