บทที่ 109 ไม่ใช่การแสดงของท่าน
“บุตรชายของท่านชื่นชอบการร่ายรำหรือไม่?”
“แน่นอนว่าเขาต้องชอบ” เจ้ากรมพิธีการหัวเราะออกมาเบาๆ ยามที่เขาได้เห็นบุตรชายของเขาร่ายรำเหมือนกับสตรี เขารู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมนัก จริงอยู่ที่เขามีทักษะอันยอดเยี่ยมที่จะเคลื่อนไหวได้ตามใจต้องการ ทว่า....ร่างกายที่เหมือนบุรุษกลับเป็นปัญหา
ถ้าตัวของเขาบอบบางเหมือนกับคุณชายหลี่ตรงหน้า ใบหน้างดงามยิ่งกว่าอิสตรี เช่นนั้นก็คงจะบอกว่ามันเข้ากันดีและสมส่วนกระมัง แต่บุตรชายของเขาก็คือบุรุษผู้หนึ่ง ถึงร่างกายจะบอบบางกว่าบุรุษนักรบทั่วไป กระนั้นดูผิวเผินแล้วยังเหมือนขุนนางฝ่ายบัณฑิตมากกว่า ใบหน้าก็ไม่ได้งดงามจนน่าหลงใหลขนาดนั้น เพียงน่ามองกว่าบุรุษธรรมดาๆทั่วไป
“เขาชื่นชอบการร่ายรำ แต่ท่านคิดว่ามันไม่เหมาะสมหรือ?” ชิงหมินเอ่ยถามอีกครั้ง
“..............” ครานี้ คนเป็นบิดาไม่กล้าตอบความจริงอีกต่อไป เขาจะบอกได้ด้วยหรือว่าเขาไม่ชอบสิ่งที่บุตรชายมีความสุขน่ะ
“ถ้าอย่างนั้น...บุตรชายของท่าน มีนามว่า “จงกวนเฮ่า” หรือไม่”
“หืม? เจ้ารู้จักบุตรชายผู้นั้นของข้าด้วย?”
“.............” ชิงหมินส่ายหน้า เขาคลี่ยิ้มบางเบาตอบกลับให้เจ้ากรมพิธีการ เขาไม่ได้รู้จักจงกวนเฮ่าเป็นการส่วนตัว แต่จงกวนเฮ่าก็คือคนที่เขาคิดเอาไว้จริงๆ
บุรุษผู้ที่ชื่นชอบการร่ายรำ แต่ไม่อาจจะหาเสน่ห์ของตนเองได้เจอ ถ้าไม่ใช่เพราะได้รับคำแนะนำจากซือซือ ซึ่งอันที่จริงมันไม่ใช่คำแนะนำที่พิเศษอะไรเลย ก็แค่จงกวนเฮ่าผู้นี้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง เดินตามบิดาเข้าออกวังหลวงมาทั้งชีวิต ดวงตาของเขามองเห็นเพียงการแสดงอันชดช้อยอ่อนโยนของนางรำในคณะสังคีตเท่านั้น ไหนเลยจะรู้ว่าภายนอกมีการแสดงอย่างอื่นที่งดงามไม่แพ้กัน
ซือซือใช้ความรู้จากหมู่บ้านที่ยากไร้เพื่อแนะนำเขา หาเอกลักษณ์การแสดงที่มีแค่เขาเท่านั้นที่ทำได้ จำเป็นต้องเป็นการแสดงของ “บุรุษ” ที่ต้องการสื่อให้เห็นถึงความใจเย็น อ่อนโยน อบอุ่น และสุขุมนุ่มลึก พร้อมกันนั้นยังต้องขับเสน่ห์เย้ายวนในแบบของบุรุษ หาใช่แบบของสตรี ซึ่งด้วยคำแนะนำนี้...สุดท้ายแล้วจงกวนเฮ่าก็กลายเป็นนายรำอันดับหนึ่งของพระราชวังไปโดยปริยาย
เขาใช้พรสวรรค์ของตนเองอย่างดี กลายเป็นนายรำที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหนอีกแล้ว ถือว่าชีวิตเปลี่ยนจากหลังมือกลายเป็นหน้ามือ คนที่ขี้อายเนื่องจากรู้สึกเสมอว่าผู้ที่ชมการแสดงนั้นไม่ได้ยกย่องจากใจจริง ทั้งหมดเป็นเพียงเพราะเขาก็คือบุตรชายของเจ้ากรมพิธีการจงเท่านั้น เมื่อสามารถใช้ทักษะที่แท้จริงของตนเพื่อขโมยสายตาของผู้คนมาได้ เขาจะไม่มั่นใจได้อย่างไร
“ข้าอาจจะเคยเห็นเขาผ่านตาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม...ข้าคิดว่าเขามีเสน่ห์ในแบบที่คนอื่นมีไม่ได้”
“มีเสน่ห์หรือ? แน่นอนว่าบุตรชายของข้าย่อมต้องดี แต่ว่าเขา...ข้าคิดว่าเขาไม่เหมาะกับการเป็นนางรำ...”
“ข้าก็คิดเหมือนกันกับท่านขอรับ”
“..............” เจ้ากรมพิธีการยิ่งแสดงสายตาเศร้าหมอง ตัวเขาพูดนั้นไม่เท่าไร แต่พอคนอื่นพูดว่าบุตรชายของเขาทำการแสดงได้ไม่ดี ตัวเขาก็รู้สึกโกรธขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้
“ข้าคิดว่าเขาไม่เหมาะกับการเป็นนางรำขอรับ”
“.............”
“แต่ข้าคิดว่า เขาเหมาะกับการเป็นนายรำมากกว่า” ชิงหมินไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายคิดในแง่ลบเกินไป ใบหน้าของคนชราที่เริ่มเขียวคล้ำทำให้เขาอดที่จะหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้
“นายรำหรือ?”
“ขอรับ ข้าคิดว่าร่างกายของเขาไม่เหมาะสมกับการร่ายรำแบบที่นางในวังหลวงแสดงกัน...”
“หืม? เช่นนั้น...เจ้ามีความคิดดีๆหรือ?” เป็นอีกครั้งที่เจ้ากรมพิธีการตั้งความหวังไว้กับเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ เหมือนกับตอนที่ต้องทำขนมหวานจาก “หนอน” ให้กับกลุ่มการค้าสกุลทง ลึกๆแล้วเจ้ากรมพิธีการจงรู้สึกว่า เด็กคนนี้พูดออกมาแล้ว แปลว่าน่าจะมีวิธีการดีๆด้วยเช่นกัน
“เพื่อความมั่นใจ ท่านลองบอกให้บุตรชายของท่านมาหาข้าสักครั้งหนึ่ง ข้าจะลองดูว่าเขาเหมาะกับวิธีการร่ายรำแบบไหน...” ชิงหมินไม่ต้องคิดให้มากความ เขาเพียงต้องการรับไพ่ลับ อุปกรณ์ช่วยชีวิตหนึ่งครั้งไว้กับมือ
ตอนนี้แม่นางซือซืออยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครรู้ ชิงหมินไม่อาจจะเอาชีวิตของตนเองไปเสี่ยงได้ ก่อนหน้านี้ต้องการอยู่อย่างสงบสุขก็เพื่อไม่อยากให้ตนเองมาพัวพันกับเส้นทางชีวิตและความตายเช่นนี้ แต่....ทันทีที่เขาได้รับพระราชโองการสมรสฉบับนั้น หลี่ชิงหมินก็รู้ว่าเขาไม่อาจจะเลี่ยงปัญหาได้อีกแล้ว
ไม่ใช่ว่าเพียงไม่กี่เดือน ก่อนที่จะได้ตบแต่งอย่างเป็นทางการ ชีวิตของเขาถูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายซ้ำไปซ้ำมาหรอกหรือ? ก่อนหน้านี้ที่องค์พระชายาเรียกพบ ถ้าไม่ใช่เพราะหวงซีเฉิงช่วยเตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้ คิดว่าเขาเพียงคนเดียวจะจัดการกับงูตัวใหญ่นั้นได้หรือ?
แม้ว่าเขาจะมีทักษะตรวจสอบ แต่อย่าลืมว่าไม่ได้มีทักษะในการอ่านใจคนเสียหน่อย ถ้ามีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีกในอนาคต และเจ้าคนคลั่งชาลดความชอบของตนเองลง ไม่เลือกที่จะปกป้องแรงงานราคาถูกแบบเขาอีก เช่นนั้นเขาจะทำอย่างไร?
ชิงหมินจำเป็นต้องหาทางรอดให้ตนเองด้วยเหมือนกัน เพื่อที่เขาจะได้มีช่วงเวลาบั้นปลายที่สงบสุขและปลอดภัย
“ได้ พรุ่งนี้ข้าจะให้เจ้ากวนเฮ่ามาที่นี่” เจ้ากรมพิธีการตื่นเต้นมาก บุตรชายของเขาอยู่ในจวนไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันอยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสที่จะพัฒนา เขาจะปล่อยให้เสียเวลาอยู่ทำไม
แน่นอนว่าในฐานะเจ้ากรมพิธีการ เขาไม่ได้คาดหวังว่าบุตรชายจะพร้อมสำหรับการเข้าร่วมการแสดงให้กับกลุ่มการค้าสกุลทงได้ดู อย่างไรการแสดงในงานเลี้ยงต้อนรับนี้ก็เลือกคนเอาไว้แล้ว อีกทั้งคนผู้นั้นก็ยังเป็น “คุณหนูจาง” จากจวนสกุลจางเสียด้วย ถ้าจู่ๆเขาขอเปลี่ยนคนแสดงขึ้นมา ไม่ใช่ว่าจะเกิดปัญหากับตระกูลใหญ่สกุลจางหรือ?
เขาเพียงคาดหวังว่าในงานครบรอบพระราชสมภพขององค์จักรพรรดิในอีก 6-7 เดือนข้างหน้า บุตรชายของเขาจะได้ร่วมเป็นหนึ่งในนักร่ายรำกว่า 300 คนได้ แค่นั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว
หลี่ชิงหมินเห็นความคาดหวังในดวงตานั้น แต่เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจเลย อย่างไรความสำเร็จของจงกวนเฮ่าก็ถูกยืนยันมาโดยนางเอกของเรื่องแล้ว ชิงหมินเพียงแค่ต้องการใช้วิธีนั้นเหมือนกันกับนาง ย่อมไม่ควรมีปัญหาอะไร
เช้าวันต่อมา คุณชายจงก็มาที่จวนสกุลหลี่จริงๆ ทั้งยังมาตั้งแต่ก่อนฟ้าสว่างอีกด้วย หลี่ชิงหมินต้อนรับคนที่มีดวงตาดำคล้ำใต้ตา เขารู้สึกว่าเจ้าเด็กคนนี้เมื่อทราบข่าวจากบิดาเมื่อคืนแล้ว คงจะไม่สามารถข่มตานอนหลับได้เลย
แน่นอนว่าเขาไม่รังเกียจคนที่กระตือรือร้นเช่นนี้ แต่ชิงหมินไม่ใช่คนขยัน...
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายมารอแล้ว เขาก็บอกให้ฝูเซ่าเตรียมชาโม่ลี่ฮวาให้ 1 กาเป็นพิเศษ อ้างว่าเขาจะแต่งตัวเพื่อออกมาต้อนรับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชิงหมินเข้าไปนอนต่อจนกระทั่งได้เวลาตื่นของตนเอง ในขณะที่เจ้าคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนั้นก็หลับไปอย่างสงบเช่นกัน
เห็นชิงหมินออกมาแล้ว คนจึงได้ตื่นขึ้นอย่างสดชื่นและเขินอาย บุรุษตรงหน้าของชิงหมินเหมือนกับบัณฑิตหน้าใสผู้หนึ่ง อย่างที่บิดาของเขากล่าว...หากให้ร่ายรำตัวอ่อนบิดไปบิดมาเหมือนกับสตรี เกรงว่ามันคงจะดูตลกมากกว่าน่าสนใจ เขาไม่เสียเวลาคิด แต่ตรงเข้ามาพูดคุยกับจงกวนเฮ่าโดยตรงแทน
“คุณชายจง ท่านคงจะรู้จากบิดาแล้วว่าข้ามีวิธีดีๆที่จะนำเสนอท่าน”
“ใช่ ใช่ ท่านพ่อบอกข้าแล้ว” คนตรงหน้าแสดงความตื่นเต้นออกมาอีกครั้ง ถึงเขาจะหน้าแดงด้วยความเขินอายอยู่ก็เถอะ แต่ความอยากรู้อยากเห็นในเส้นทางการพัฒนาการร่ายรำของตนเองมีมากกว่า
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น....ท่านลองร่ายรำบทเพลงนี้ให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่” ชิงหมินปรบมือสามครั้ง เสียงดนตรีจากด้านหลังสวนก็ดังขึ้น นี่เป็นคณะดนตรีที่เขาขอให้บิดาจ้างวานมา เป็นคณะดนตรีขนาดเล็กที่มีผู้แสดงเพียง 2 คนเท่านั้น คนหนึ่งเล่นกลอง และอีกคนก็เล่นพิณ มันเพียงพอแค่ให้รู้ทำนองของเพลง
“วิหคคืนรัง?” จงกวนเฮ่าคุ้นเคยกับเพลงอย่างมาก ชีวิตของเขาอยู่กับเสียงดนตรีมาตลอด ทันทีที่ขึ้นเสียงแรก เขาก็จำบทเพลงนี้ได้ทันที
ภาพการเคลื่อนไหวของเหล่านางรำย้อนกลับมาในความทรงจำ เขาค่อยๆขยับเท้าตามจังหวะเพลง ทั้งหมดถูกต้องทุกอย่างราวกับว่าเขานี่แหละคืออาจารย์สอนนางกำนัลที่กำลังร่ายรำอยู่ เพียงแต่...ความงดงามที่ควรจะมีกลับไม่ปรากฏเลย
“นี่ไม่ใช่การแสดงของท่าน”
“หืม?” จงกวนเฮ่าที่กำลังแสดงออกอย่างรื่นรมย์ชะงักไปทันทีที่ถูกวิจารณ์เช่นนี้
“คุณชายหลี่หมายความเช่นไร?” จงกวนเฮ่าขมวดคิ้วมุ่น เขารู้ว่าหลี่ชิงหมินพูดความจริงออกมา แต่ความจริงนี่แหละคือสิ่งที่ผู้คนยอมรับได้ยากที่สุด
“ท่านกำลังลอกเลียนแบบการแสดงของนางรำในวัง”
“แล้วอย่างไร?” จงกวนเฮ่าอยากจะพูดว่า ก็ถูกต้องแล้วนี่ นี่คือการแสดงที่งดงามที่สุด ไม่อย่างนั้นคงจะไม่ถูกเลือกเข้ามาอยู่ในชุดการแสดงของพระราชวังได้หรอก
แต่เขาก็สามารถหยุดคำพูดของตนเองเอาไว้ได้ วันนี้เขามาที่นี่เพื่อฟังคำแนะนำของคุณชายหลี่ผู้นี้ บิดาของเขากล่าวเอาไว้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนมีพรสวรรค์มาก มีสายตาที่ยอดเยี่ยม และมักจะมีความคิดดีๆเสมอ ดังนั้นเขาจึงต้องเก็บความคิดเอาไว้ และรอฟังคำอธิบายจากปากของอีกฝ่ายทั้งหมดเสียก่อน
“ท่านแสดงแบบพวกนางรำในวังไม่ได้ ท่านรู้ดีว่าขีดจำกัดของการเคลื่อนไหวแบบสตรีกับบุรุษนั้นต่างกัน ท่านคือผู้มีพรสวรรค์ในการร่ายรำ แปลว่าท่านรู้เรื่องนี้ดีกว่าข้าเสียอีก” หลี่ชิงหมินเข้าประเด็นและตรงจุด
“เจ้ากำลังจะบอกว่าบุรุษเช่นข้าไม่ควรจะได้รับพรสวรรค์ร่ายรำงั้นหรือ? เช่นนั้น...เจ้าให้ข้ามาที่นี่ทำไม”
“นั่นเพราะข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น บุรุษไม่ควรมีพรสวรรค์ร่ายรำ? นั่นเป็นเรื่องน่าขันเกินไป สวรรค์ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ในเมื่อให้พรสวรรค์ดีๆแก่ท่านมาแล้ว ก็ต้องมีวิธีใช้งานในแบบของท่านเอง”
“ใช้งานในแบบของข้า? อย่างไรล่ะ! ข้าเองก็พยายามมาตลอดตั้งแต่เด็ก ข้าชื่นชอบการร่ายรำตั้งแต่ตอนที่ยังปลุกพรสวรรค์ไม่ได้ด้วยซ้ำ หลังจากที่รู้ว่าตนเองได้รับพรสวรรค์อะไรมา ข้าก็ดีใจมาก คิดว่าในที่สุดก็คงจะทำได้เหมือนกับพวกนางรำในวังเสียที แต่สุดท้าย....ข้าก็ทำไม่ได้ พรสวรรค์ที่ข้าได้รับมา เป็นเหมือนกับกับดักของข้าเสียมากกว่า!!”
จงกวนเฮ่าเกือบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเขาพยายามมาตลอด ตอนเด็กเข้าใจว่าเพราะตนเองยังปลุกพลังพรสวรรค์ไม่ได้ก็เลยไม่ย่อท้อ แต่เมื่อเติบโตมา...กระทั่งมีพรสวรรค์ที่ดีเหมือนกับนางรำคนอื่นๆ สุดท้ายเขาก็ยังไม่สามารถที่จะทำมันได้ดีอีก นี่ไม่เรียกว่าเป็นการตบหน้าเขาอย่างแรงหรอกหรือ?
สวรรค์กำลังจะบอกว่า คนที่ไม่คู่ควร อย่างไรก็ไม่คู่ควรหรือไม่!
“ท่านไม่จำเป็นต้องพยายามทำตัวให้เหมือนนางรำเหล่านั้นเลย ท่านรู้ว่าตนเองไม่เหมือนตั้งแต่แรกแล้ว แน่นอนว่าข้ายังต้องการให้ท่านกลายเป็น “นายรำ” ที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่...อันดับแรก เพื่อที่ท่านจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น ข้าอยากให้ท่านไปที่ “อารามหลวงชิง” สักครั้ง”
“จุดธูปเก้าดอกแล้วเดินวนรอบอาราม 3 รอบ จากนั้นค่อยกลับมาหาข้า ถึงเวลานั้น...ข้าจะบอกเองว่าท่านควรร่ายรำบทเพลงวิหคคืนรังอย่างไร” ชิงหมินแนะนำเขา
นี่เป็นการแนะนำของซือซือด้วย ทั้งหมดเป็นเพราะนางเคยเห็นการแสดงของคณะละครเร่เร่อนที่มาแถวบ้าน ตอนนั้นนางได้เห็นนายรำเหล่านั้นด้วย แต่พวกเขารับบทเป็นตัวร้ายบ้าง เป็นพระเอกละครบ้าง ทว่า...ความคิดของนางในตอนนั้นหวนให้นึกถึงการร่ายรำของเหล่านักบวชในอาราม
เหมือนกับตอนที่พวกเขากำลังฝึกร่างกาย คล้ายกับตอนที่พวกเขาฝึกรำกระบี่ มันไม่ใช่การร่ายรำอ่อนช้อยเหมือนกับสตรี แต่เป็นการร่ายรำที่สงบ และอยู่เหนือโลกีย์ทั้งปวง
ดังนั้นซือซือจึงแนะนำคุณชายจงเช่นนั้น บอกให้เขาขึ้นอารามหลวงชิง จากนั้นก็มองดูเหล่านักบวชทำการฝึกฝน ปล่อยให้เขาได้ใช้จินตนาการเกี่ยวกับการแสดงของตนเองภายหลัง ความสงบที่ได้จากการฝึกฝนของนักบวชนั้นจะจุดประกายผู้มีพรสวรรค์ในการร่ายรำขึ้นมาเอง
ซือซือแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากบอกทางไปอารามหลวงชิงเท่านั้น และชิงหมินก็กำลังเลียนแบบการกระทำของนางอย่างไร้ยางอาย!
…………………………………………..