ตอนที่ 6
ลู่คง ที่เอาข้าวต้มกับผักดองถือมาให้พี่สาวของเขาที่ห้อง หลังจากที่ทำอาหารเสร็จแล้ว
"พี่เฟินเยว่ ผมเองครับ พี่ตื่นหรือยัง เปิดประตูให้ผมหน่อยครับ" เมื่อมาถึงจึงได้เรียกพี่สาวเสียงไม่ดังมาก
ส่วนคนที่นอนคิดหนักอยู่ภายในห้องเมื่อได้ยินเสียงเรียกก็จำได้ว่าเป็น้องชาย ที่พยายามที่จะปกป้องเธอทำให้ลูกคนเดียวอย่างเธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจไม่น้อยเลย เธอจึงเดินไปเปิดประตู แม้จะเดินไม่มั่นคงนัก เพราะร่างกายนี้แย่มากจริงๆ แรงแทบจะไม่มี คงไม่ได้รับอาหารนั่นล่ะ
"ลู่คง"
"พี่เฟินเยว่ พี่เป็อย่างไรบ้าง ไหวหรือเปล่า พี่สะใภ้บอกว่าถ้าพี่ไม่ไหว จะให้เงินไปหาหมอ" เขาบอกพี่สาวด้วยความเป็ห่วง
"พี่แค่รู้สึกไม่ค่อยจะมีแรง อาจจะเพราะนอนนาน ถ้าได้รับอาหารก็คงจะมีแรงขึ้น ถ้าไม่ไหวจริงๆ เดี๋ยวพี่จะบอกอีกทีนะ บอกพี่สะใภ้ด้วย"
"ครับ อย่างนั้น พี่มากินอาหารก่อนนะครับ ผมต้มข้าวให้พี่กินไปก่อนนะครับ"
"อืมได้ ขอบใจมากนะ ที่ช่วยพี่" เธอรู้สึกขอบคุณด้วยใจจริง และเห็นถึงความจริงใจของน้องชาย
"ไม่เป็ไรหรอกครับ เื่แค่นี้เอง พี่ก็รีบกินนะครับ จะได้มีแรง ถ้ากินเสร็จแล้วก็เอาไว้ที่ห้องนี่ล่ะ เดี๋ยวผมกินอาหารเสร็จแล้ว จะมาเก็บชามไปล้างให้เอง" เขายังไม่อยากให้พี่สาวออกไป อาจจะไปเจอแม่ของเขาอีกก็ได้ ถ้าเป็อย่างนั้น ไม่รู้ว่าพี่สาวของเขาจะเจอกับอะไรอีกบ้าง
"ได้ พี่จะรีบกิน ลู่คงก็รีบไปกินอาหารเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันคนอื่นนะ" เธอได้รับรู้ว่าถ้าไปช้าคงจะไม่มีอาหารเหลือ
"ไม่ต้องเป็ห่วงหรอกครับ ผมไม่โง่หรอกครับ ถ้าไม่มีอาหารเหลือผมเก็บเอาไว้แล้วครับ"
เขาเคยเจอมาแล้ว แม่ของเขาไม่เหลืออาหารเอาไว้ให้เขาเลย ทั้งๆ ที่เขาทำงานกลับมาเหนื่อย ั้แ่ครั้งนั้นเขาจึงมีอาหารของตัวเองแอบเอาไว้อยู่เสมอ บางครั้งก็เป็ไข่ไก่ป่าที่เขาเก็บได้ เขาก็เอามาแอบเอาไว้ที่ห้อง หรือไม่ก็เป็หัวมัน เขาจึงไม่เคยอดอีกเลย
"อืม ดีแล้วล่ะ"
เธอมองตามหลังน้องชายออกไป และกลับมามองข้ามต้มน้ำใสและผักดองเค็ม ก็คิดว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้านี้ เป็อาหารที่แย่ที่สุดสำหรับเธอเลยนะ แต่จะให้ทำอย่างไรได้กันล่ะ ในเมื่อตอนนี้ท้องก็ร้องเสียงดัง จึงต้องจำใจกินอาหารตรงหน้าให้หมด เพื่อที่ร่างกายจะได้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง จะได้มีแรงคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ทางด้านลู่คงกลับมาที่โต๊ะอาหารของบ้าน ก็เห็นว่าทุกคนมากันครบแล้ว เขาก็เข้าไปนั่งประจำที่ตัวเองไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ไม่ใช่กับแม่ของเขา
"ทำไมแกจะต้องไปดูแลมันด้วย พี่สาวของแกแค่ี้เีลุกขึ้นมาเท่านั้นเองล่ะ ฉันรู้นิสัยมันดี"
เมื่อคิดถึงลูกสาวอีกคนที่แข็งแรงทำงานแทบจะไม่เคยป่วยเลย แต่ครั้งนี้กลับป่วยนานจะเป็ไปได้อย่างไรกัน
"ที่แม่พูด แม่เข้าไปดูพี่เฟินเยว่หรือยังครับ ถ้าแม่ยังไม่เคยเข้าไปดู ผมว่าอย่าพูดดีกว่าครับ"
แม่ของเขาไม่เคยแม้จะเหยียบเข้าไปในห้องของพี่สาวของเขา เอาแต่ยืนด่าในทุกวัน เขาไม่คิดเลยว่าแม่ของเขาจะยังมีหัวใจอยู่ ถ้าไม่เห็นว่าแม่รักพี่สาวอีกคนของเขามาก
"แกว่าฉันอย่างนั้นหรือ" ถามลูกชายด้วยความไม่พอใจ
"ผมแค่ถามแม่เท่านั้นล่ะครับ พี่เฟินเยว่ป่วยจนลุกไม่ไหว ถ้าผมไม่เข้าไปดูแล แล้วจะให้ใครทำล่ะครับ แม่ หรือพี่จินเยว่ อย่างนั้นหรือครับ"
"แก แก หุบปากไปเลย"
"ลู่คง แล้วตอนนี้เฟินเยว่ ดีขึ้นหรือยัง ต้องพาไปโรงพยาบาลหรือเปล่า" อันซูเหวิน ที่เห็นว่าภรรยาเถียงกับลูกชายไม่เลิก จึงได้พูดขึ้นทันที
"จะบ้าหรือยังไง จะต้องเสียเงินไปทำไมกัน ป่วยได้ เดี๋ยวก็หายเองนั่นล่ะ อย่าคิดว่าจะมาเอาเงินที่บ้านไปนะ นี่เป็เงินที่คนทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยทำงานมา จะให้มันเสียเปล่าอย่างนั้นไปได้อย่างไร"
ใครจะไปยอม เงินนี้เป็เงินกองกลาง ที่คนทำงานส่งมาให้เธอเก็บ แม้ลูกชายกับลูกสาวจะส่งเพียงครึ่งเดียว แต่มันก็มากอยู่ และของสามีอีก ที่เงินทั้งหมดอยู่ที่เธอ
ส่วนคนเป็พ่อ ตอนแรกออกความคิด แต่หลังจากที่เมียของเขาเสียงดังใส่ก็เงียบเสียงทันที เพราะเขานั้นทุกอย่างอยู่กับภรรยาอยู่แล้ว ถ้าเขา้าแต่เมียเขาไม่พยักหน้าด้วยก็ไม่มีทางเป็ไปได้
"ฉันก็เห็นด้วยกับแม่นะคะ เฟินเยว่ น่าจะป่วยเพียงเล็กน้อย จะต้องไปเสียเงินไปทำไม"
เธอรู้ดีว่าที่น้องสาวเป็อยู่นั้นน่าจะป่วยใจมากกว่า ก็จะเื่อะไรเสียอีกล่ะ คงไม่พ้นเื่ของ พี่ห่าวหราน ว่าที่คู่หมั้น และคู่รักวัยเด็กนั่นล่ะ ในเมื่ออะไรที่เธอ้าแล้ว มีหรือที่จะไม่ได้ คู่รักแล้วอย่างไรล่ะ ผู้ชายเจอคนที่ดีกว่าก็ต้องหวั่นไหวอยู่แล้ว เธอมีดีกว่าตั้งเยอะ ถ้าเขาจะเลือกเธอก็ไม่ใช่ความผิดสักหน่อย ก็แค่ว่าที่คู่หมั้น ยังไม่ได้หมั้นกันสักหน่อย
"จินเยว่ ลูกพูดถูกแล้วล่ะ เงินของเราต้องใช้อย่างประหยัด แม่จะเก็บเป็สินเดิมให้ลูกตอนแต่งให้มากสักหน่อย ดีหรือเปล่า"
เธอหันมาพูดกับลูกสาวสุดที่รัก ซึ่งแตกต่างจากเมื่อพูดกับลูกชายสุดชังมาก ส่วนคนอื่นก็เห็นภาพนี้จนชินตาไปเสียแล้ว และไม่ได้พูดอะไร เพราะพูดไปก็จะกลายเป็เื่บนโต๊ะอาหารมากกว่า
"ลู่คง ตกลงน้องสาวต้องไปหาหมอหรือเปล่า เดี๋ยวพี่ใหญ่จะพาไปเอง" เขาหันไปถามน้องชาย ไม่อยากสนใจการแสดงความรักของแม่กับน้องสาวอีก แต่แม่ก็ยังคงเป็แม่นั่นล่ะ
"ลู่เฉิน ลูกจะต้องมาเสียเงินทำไมกัน เงินนั่นเก็บเอาไว้ให้ลูกที่กำลังเกิดมาเถอะ" ทำไมลูกชายของเธอไม่รู้จักคิดเอาเสียเลย คิดว่าเงินนั่นมันเหมาะกับคนอย่างเฟินเยว่อย่างนั้นหรือ ไม่ได้ เงินนั่นต้องเก็บไว้ให้หลานที่กำลังเกิดมา
ลู่คง ที่ได้ยิน เขานั้นก็บีบมือของตัวเองจนห้อเืไปหมดแล้ว ความคับข้องใจนี้เขาอยากจะพูดออกมา แต่รู้ว่ามันไร้ประโยชน์ เขาจึงพยายามเก็บมันไว้ให้มากที่สุด
"แม่ครับ เฟินเยว่ก็เป็น้องของผมเหมือนกันนะครับ เธอก็สำคัญสำหรับผมเหมือนกัน ว่าไงลู่คง" เขาบอกกับแม่
ส่วนคนเป็แม่อยากที่จะเถียงออกไป แต่เป็ลูกชายที่เธอรักพูดเอง เธอก็ไม่อยากที่จะขัดใจลูก
"พี่เฟินเยว่ดีขึ้นบ้างแล้วครับ แต่ยังไม่ค่อยมีแรงครับ"
"เห็นไหมล่ะ ฉันว่าแล้ว จะเป็อะไรมากได้อย่างไรกัน"
เมื่อไม่ต้องให้ใครเสียเงินแล้ว จึงรีบพูดออกมาอย่างสบายใจ โดยไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าลูกสาวของตัวเองนั้นได้จากไปแล้ว ไม่รู้ว่าถ้ารู้ความจริงจะเสียใจบ้างหรือเปล่า แต่คงจะไม่ได้รู้สึกอะไร
( ฝากผู้อ่านกดติดตามด้วยนะคะ )