กฤษกรนั่งหน้าเคร่งเครียด ครุ่นคิดไม่ตกในที่โต๊ะทำงาน นี้ก็ปาเข้าไปสองเดือนแล้ว ที่เขาไม่รับรู้ข่าวคราวของชมพูนิกข์เลย เขาก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว เพราะทั้งตามหา ทั้งให้น้องสาวสุดที่รักและเพื่อนๆ สนิทของชมพูนิกข์ติดต่อให้ ก็ไม่สามารถติดต่อเจ้าหล่อนได้เลยสักคน และแถมเจ้าหล่อนยังมา ลาออกจากงานไปซะเฉยๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอย่างนั้นด้วยอีก เลยมองไม่เห็นทางเลยทีนี้
“น้องนิกข์!! คิดจะหนีหน้าพี่ ไม่อยากจะพบเจอพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงได้ทำอย่างนี้!!??”
กฤษกรบ่นพึมพำอยู่กับตัวเอง ด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยวและสิ้นหวัง เขาพยายามคิดหาวิถีทางเพื่อจะได้พบเจอกับชมพูนิกข์อีกครั้ง เขาอยากพูดอยากบอก อยากสารภาพความในใจออกมาให้เจ้าหล่อนได้รับรู้ แต่ถ้าหากได้พบเจอกันอีกครั้งแล้ว มันจะสายเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก......
เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำงาน ทำให้กฤษกรความคิดพลันกลับคืนมาอยู่กับปัจจุบัน เขาหันไปมองทางประตู ก็เห็นว่าเลขานุการของเขานั่นแหละที่เคาะ และเปิดประตูเข้ามา
“คุณกรค่ะ คุณน้ำนิลมาแล้วค่ะ ตอนนี้รออยู่ห้องประชุมค่ะ”
เลขานุการบอกกล่าวแก่เจ้านายให้รับทราบ เมื่อเดินเข้ามายืนอยู่ใกล้ๆ โต๊ะทำงานของเขาแล้ว
“อืม!! โอเคครับ”
กฤษกรพยักหน้ารับทราบตามที่เลขาการบอกมา ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินออกจากห้องทำงาน เพื่อไปยังห้องประชุม โดยที่เลขานุการก็เดินตามหลังไปติดๆ แต่เดินกลับไปนั่งทำงานของเธอต่อตามเดิม
“นิกข์แค่นี้ก่อนนะ ฉันต้องประชุมแล้ว เดี๋ยวบ่ายๆ ฉันจะไปหานะ ดูแลตัวเองด้วย เดินเหินก็ระวังด้วยล่ะ บายจ๊ะ”
กฤษกรเปิดประตูห้องประชุมเข้ามา ก็ทันได้ยินประโยคสุดท้ายที่น้ำนิลพูดคุยโทรศัพท์พอดี เขาก็ต้องหูผึ่งขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินชื่อคุ้นหู
‘จะใช่น้องนิกข์หรือเปล่านะ?’
ถึงกฤษกรจะทำสีหน้าท่าทางเรียบเฉย ไม่สนใจกับประโยคที่น้ำนิลพูดคุยโทรศัพท์อยู่นั้น แต่ภายในใจกลับไม่ได้นิ่งเฉยเลย ทั้งฉงนสงสัย ตื่นเต้น ร้อนรนไปทั้งตัว จนเขาต้องถามตัวเองอยู่ภายในใจ และก็คิดว่าคงไม่ปล่อยผ่านไปเฉยๆ อย่างแน่นอน
“สวัสดีค่ะคุณกฤษกร”
น้ำนิลวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นกล่าวทักทายผู้เปิดประตูห้องประชุมเข้ามา
“สวัสดีครับคุณน้ำนิล เรามาเริ่มกันเลยครับ”
กฤษกรพูดทักทายตอบพร้อมกับเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ แล้วจากนั้นคนทั้งสองก็เริ่มต้นการประชุมหารือเรื่องงานกันไป จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงเวลาสิบโมงครึ่ง จึงจบสิ้นการประชุมหารือกันในครั้งนี้
“ดิฉันขอตัวลาเลยนะคะ สวัสดีค่ะ”
น้ำนิลเก็บของใส่ลงในกระเป๋าอย่างเร่งรีบ เมื่อเก็บเสร็จจึงได้เงยหน้าขึ้นมาร่ำลา ชายหนุ่มที่ประชุมร่วมกัน
“ครับสวัสดีครับ” กฤษกรกล่าวโดยที่ยังไม่ยอมขยับเขยื้อนตัวลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่แต่อย่างใด
น้ำนิลจึงลุกขึ้นก่อน และเดินออกจากห้องประชุมนั้น โดยที่ทำการกดโทรศัพท์มือถือออกไปพร้อมกันด้วย
“ฮัลโลนิกข์! พอดีฉันประชุมเสร็จแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปหาเธอเลยนะ เธอไหวไหม? ถ้าไม่ไหวก็นอนไปก่อน อย่าลุกเดินเหินมาก เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งอีก ยิ่งแพ้มากอยู่ เดี๋ยวฉันหาซื้ออะไรเข้าไปให้ทาน โอเคนะ!!”
น้ำนิลพูดพร้อมกับเดินจ้ำๆ ไปอย่างรีบเร่ง
เพราะความเป็นห่วงเพื่อนนั่นแหละ ที่ตอนนี้อยู่คนเดียวและแถมยังแพ้ท้องหนักเอามากๆ เลยด้วย ขนาดแพ้ท้องหนักอย่างนี้ยังดื้อไม่ยอมฟังใคร บอกให้มาอยู่ด้วยกันก็ไม่ยอม ยังจะไปอยู่ที่บ้านสวนคนเดียวอีกอย่างนั้น เหลือเกินจริงๆ
กฤษกรเห็นว่าน้ำนิลเดินออกไปแล้ว จึงลุกขึ้นเดินตามหลัง และก็ได้ยินสิ่งที่น้ำนิลพูดคุยโทรศัพท์ ก็ยิ่งทำให้เขาอยากรู้มากขึ้นไปใหญ่ เขาจึงทำทีเข้าไปในลิฟต์ด้วยกัน เพื่อลงไปชั้นล่าง เมื่อลิฟต์เดินลงไปถึงชั้นล่างกันแล้ว กฤษกรจึงลดความเร็วของการก้าวเดินตาม ให้เว้นระยะห่างออกไปพอสมควร เพื่อไม่ให้น้ำนิลรู้ว่ากำลังถูกตามอยู่
๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗๑๗