เมื่อ อันนา อยู่ในห้องคนเดียวบรรยากาศรอบตัวเงียบงัน แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยเสียงความคิดที่ตีรวนเธอครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับพีท—เดือนมหาวิทยาลัยที่ไม่เคยอยู่ในสายตาเธอมาก่อนมันเป็นประสบการณ์ที่เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบเจอ
เธอพิงหัวกับหมอนที่ชันอยู่บนเตียงนอนนุ่มดวงตาจ้องมองเพดานอย่างเลื่อนลอย ภาพเหตุการณ์ในวันนี้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ความเจ็บระบมของร่องลึกกลางร่างกายของเธอยังคงแสดงอาการออกมาราวกับย้ำเตือนว่าเธอกับเขาได้ผ่านรสสัมผัสอันซ่านหวิวมาด้วยกัน
และตอนนี้เธอคิดถึง เสียงพูด รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพีทขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
แววตาคมที่ดูเจ้าเล่ห์แสนซนของเขาเหมือนจะมีความหมายซ่อนอยู่และคำพูดบางคำที่ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของเธอ
"นี่เรารักเขาใช่ไหม…?" อันนา พึมพำกับตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาก็เป็นแค่คนหนึ่งที่เดินผ่านมากวนใจในชีวิตเธอเท่านั้น
แต่ทำไมตอนนี้ ทุกครั้งที่หลับตาใบหน้าของเขากลับปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน?
เธอเป็นคนที่ไม่เคยสนใจใครใช้ชีวิตของตัวเองอย่างอิสระไม่เคยนึกฝันว่าวันหนึ่งจะต้องมานอนกับผู้ชายที่เป็นที่หมายปองของสาว ๆทั้งมหาวิทยาลัย และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ…นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
เธอจะต้องนอนกับเขาอีกหลายครั้ง—ความคิดนี้ทำให้ใบหน้าพริ้มเพราเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวลีลารักอันแสนพริ้วไหวของเขายังคงตราตรึงอยู่ไม่จางหาย
สายตาเหลือบไปมองเตียงนอนและแล้วความเป็นจริงก็ฉุดเธอกลับมา—ผ้าปูที่นอนเปื้อนคราบเลือดและคราบน้ำรักจากเกมส์รักที่ผ่านมาของเธอกับเขาเธอเม้มปากแน่น รู้สึกวุ่นวายใจขึ้นมาในทันที จะทำยังไงกับมันดี?
กลิ่นจางๆ ของเหงื่อและความเร่าร้อนยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศราวกับเป็นพยานเงียบของกิจกรรมอันเร่าร้อนหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกย้อนถึงภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้แต่นั่นก็ถูกแทนที่ด้วยความกังวลอย่างรวดเร็ว เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยื่นมือไปแตะผืนผ้าเนื้ออ่อนที่ยับย่นอยู่ตรงหน้า
เธอไม่อาจย้อนกลับไปเป็นคนเดิมได้อีกแล้วต้องเดินหน้าต่อไป แม้จะเกิดอะไรขึ้น
เธอก็จะเรียนรู้และใช้ชีวิตต่อไปแม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ทุกประสบการณ์คือบทเรียนที่สอนให้เธอเติบโตความรู้สึกสับสนยังคงวนเวียนอยู่ในใจทว่าพร้อมกันนั้นก็มีบางสิ่งที่ชัดเจนขึ้น—นี่คือชีวิตจริงที่ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้
เธอกระพริบตา ไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วลุกขึ้น พยายามขยับร่างกายที่ยังรู้สึกปวดระบมไปทั่วทุกก้าวที่เดินเต็มไปด้วยความลำบาก
แต่เธอก็ฝืนพาตัวเองไปที่ตู้เสื้อผ้าดึงบานประตูเปิดออก แล้วใช้สายตามองหาเสื้อผ้าที่พอจะสวมใส่ได้มือสั่นเล็กน้อยขณะที่หยิบเสื้อตัวหลวมออกมา
รู้ดีว่าตอนนี้ร่างกายยังไม่พร้อมสำหรับอะไรทั้งนั้นแต่เธอไม่มีเวลาจะมานั่งปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความคิด
อันนา ค่อย ๆสวมเสื้อตัวหลวมและกางเกงขาสั้น ก่อนจะถอนหายใจยาวรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่แล้วเดินกลับไปที่เตียงสายตาจับจ้องผ้าปูที่นอนที่เต็มไปด้วยร่องรอยของคราบเลือและคราบสวาทของเขาและเธอ
เธอเม้มปากแน่น ก่อนจะดึงมันออกจากที่นอนพยายามไม่คิดถึงภาพเหตุการณ์ที่ยังแจ่มชัดในหัว
เธอรวบผ้าปูที่นอนเปื้อนคราบเข้าด้วยกันแล้วเดินลากร่างกายที่ยังอ่อนล้าไปที่เครื่องซักแห้งที่อยู่ในห้องซักผ้าเมื่อถึงที่หมาย เธอโยนผ้าปูลงไปในเครื่องเปิดฝาเทน้ำยาซักผ้าใส่ลงไปอย่างไม่ออมมือ จากนั้นกดปุ่มให้เครื่องทำงาน
เสียงเครื่องซักผ้าหมุนดังครืดคราดกลบความเงียบงันของห้องพัก อันนาเอนหลังพิงขอบเครื่อง ถอนหายใจออกมาเบา ๆเธอเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยเพราะชายหนุ่มแทบจะไม่เปิดโอกาสให้เธอได้หยุดพักหรือทำอะไรทั้งนั้น…
แค่คิดถึงเรื่องนั้นหัวใจเธอก็เต้นแรงขึ้นมาทันที อันนากัดริมฝีปากแน่นพยายามไล่ความร้อนผ่าวที่กำลังแล่นขึ้นมาบนใบหน้าออกไปแต่ท้องที่ร้องโครกครากเตือนสติให้เธอรู้ว่าตอนนี้ควรให้ความสำคัญกับความหิวมากกว่าความคิดฟุ้งซ่าน
เธอละสายตาจากเครื่องซักผ้าหมุนตัวเดินออกจากห้องซักผ้า ตั้งใจจะหาของกิน หวังว่าพอท้องอิ่มแล้วเธอจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง…
อันนา เดินออกจากห้องซักผ้าตรงไปยังหน้าหอพักด้วยความหวังว่าจะได้หาอะไรใส่ท้องเสียทีร้านป้านวล—ร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำของเธอ—น่าจะเปิดอยู่ตอนนี้ป้านวลจะเปิดร้านช่วงสายๆ ของวันไปจนถึง 3-4 ทุ่ม
แต่เมื่อเดินมาถึง เธอกลับต้องผิดหวัง
ร้านปิดสนิทไม่มีแม้แต่เงาของป้านวลหรือเสียงกระทะที่คุ้นเคย
อันนา เม้มปาก ถอนหายใจเบา ๆเธอควรจะเดาได้ตั้งแต่เห็นบรรยากาศเงียบเหงาแบบนี้
ไม่มีทางเลือก เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปสั่งอาหาร แล้วกดสั่งข้าวต้มหมู ผ่านแอปโดยหวังว่าอาหารอุ่น ๆจะช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นบ้าง
ร่างกายของเธอเริ่มรู้สึกหนักขึ้นทุกทีเมื่อเดินออกมาเจอกับแสงแดดและอากาศข้างนอก ศีรษะเริ่มมึนงงจนต้องยกมือขึ้นกุมขมับอาการเวียนหัวเล่นงานเธอจนแทบยืนไม่ไหว
"บ้าเอ๊ย…ทำไมรู้สึกไม่ดีขนาดนี้" เธอพึมพำกับตัวเอง
เมื่อพี่คนส่งอาหารมาถึงหน้าหอพักเธอรีบบอกเขาว่าให้ช่วยซื้อยาแก้ไข้ให้เธอได้ไหม เธอจะจ่ายพิเศษเขารับปากและรีบออกไปร้านขายยาทันที
เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะทรุดตัวลงนั่งรอที่เก้าอี้หน้าหอพักเพื่อรอยาที่ฝากพี่คนส่งอาหารซื้อ หัวเริ่มหนักอึ้งรู้สึกเหมือนมีไอร้อนแผ่ออกมาจากร่างกายทุกครั้งที่หายใจเข้า
วันนี้…ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้แค่เหนื่อย แต่ร่างกายของเธออาจจะกำลังประท้วงเธออยู่จริงๆ…
เมื่อพี่เขามาถึงพร้อมกับยาที่เธอขออันนา รีบออกไปรับ แม้จะรู้สึกมึนหัว แต่เธอก็พยายามฝืนยืนให้มั่นคง เธอรับของ พร้อมกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาก่อนจะมอบค่าทิปเพิ่มให้เป็นการตอบแทนน้ำใจของเขา
"ขอบคุณมากนะคะพี่"เธอพูดพลางฝืนยิ้มบาง ๆ
"ไม่เป็นไรครับน้องดูไม่ค่อยดีเลย คงต้องพักผ่อนเยอะ ๆ นะ"
เธอพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะเดินช้า ๆไปที่ห้องซักผ้า รอให้เครื่องซักแห้งทำงานเสร็จระหว่างนั้นเธอรู้สึกว่าร่างกายเริ่มหนักขึ้นทุกทีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจนรู้สึกได้ เปลือกตาเริ่มหนักและความเวียนศีรษะก็ถาโถมจนแทบทรงตัวไม่ไหว
เมื่อเครื่องซักแห้งส่งเสียงเตือนว่าเสร็จแล้วอันนา รีบหยิบผ้าปูที่นอนออกมา ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งลากตัวเองกลับเข้าห้องเธอไม่มีแรงแม้แต่จะพับมันให้เรียบร้อยแค่โยนผ้าไว้บนเก้าอี้ใกล้เตียงก็หมดแรงแล้ว
อันนา ทรุดตัวลงนั่งที่ปลายเตียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า
ก่อนจะเดินลุกมาที่โต๊ะนั่งประจำเตรียมข้าวต้มใส่ถ้วย และเมื่อเธอเริ่มตักข้าวต้มที่เริ่มเย็นเข้าปากไปเพียงไม่กี่คำความอยากอาหารแทบไม่มีเลยทุกคำที่กลืนลงไปให้ความรู้สึกเหมือนฝืนร่างกายตัวเองมากกว่า
แต่เธอรู้ว่าต้องกินอะไรลงไปบ้างอย่างน้อยก็เพื่อให้มีอะไรรองท้อง
เมื่อรู้สึกว่ากินได้แค่นี้แล้วจริง ๆเธอหยิบยาแก้ไข้ขึ้นมา กลืนมันลงไปพร้อมน้ำเปล่าทีเดียวหมดแก้ว ก่อนจะค่อย ๆล้มตัวลงนอน
ความร้อนในร่างกายยังแผ่ซ่านออกมาให้รู้สึกเวียนหัวเปลือกตาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดเธอก็ปล่อยตัวเองให้จมลงไปในความมืดของห้วงนิทรา
อันนา นอนหลับไปด้วยอาการไข้ที่เล่นงานเธอจนแทบไม่รู้สึกตัวร่างกายร้อนจัดเหมือนถูกไฟเผา แต่ความอ่อนเพลียทำให้เธอหลับสนิทราวกับโลกทั้งใบถูกปิดกั้นไว้จากความเจ็บปวดที่เธอรู้สึก
เวลาผ่านไป
1 ทุ่ม
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้เธอสะดุ้งตื่น ใจหล่นลงไปที่ตาตุ่มเพราะความง่วงและไข้ที่ยังค้างอยู่เธอควานมือไปหามือถือที่วางอยู่ข้างเตียงอย่างลำบากเปลือกตาหนักอึ้งเหมือนยังไม่ตื่นเต็มที่ ก่อนจะเหลือบตามองหน้าจอ "พีท"ปรากฏอยู่บนนั้น
เธอรีบกดรับสายทั้งที่เสียงของตัวเองแหบแห้งจากพิษไข้ "พีท…นายมีอะไรหรือเปล่า?...แค่ก…แค่ก" เธอไอแหบ
"อันนา? ทำไมเสียงเธอดูไม่ดีเลย" พีท ถามทันทีที่ได้ยินเสียงเธอน้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ราวกับไม่เชื่อว่าเธอกำลังพูดอยู่
หญิงสาว เอื้อมมือกดเปิดไฟหัวเตียงหรี่ตาเพราะแสงจ้า ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว "ฉันว่า…ฉันกำลังเป็นไข้...ตัวร้อนมากเลย"
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจเหมือนเขากำลังประมวลผลสิ่งที่ได้ยินและเธอรู้สึกถึงความกังวลที่อยู่ในอากาศผ่านทางสายโทรศัพท์
"เดี๋ยวนะ เธอกินข้าวแล้วหรือยัง? ได้กินยาไหม?"พีท ถามเสียงร้อนรน
"ฉันกินตั้งแต่เที่ยงแล้วละ... ฉันโอเค…ไม่ต้องเป็นห่วง"เธอพูดพลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวมากขึ้น คิดว่าถ้าหลับตาสักพัก อาจจะดีขึ้นบ้าง
"ตั้งแต่เที่ยง!!!….ยัยแว่นจอมดื้อ….ห้ามบอกว่า 'โอเค' ฉันว่าเสียงเธอไม่โอเค...ฉันจะไปหาที่หอ" พีท พูดออกมาด้วยเสียงที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นอย่างมาก
"ไม่ต้องหรอก ฉันโอเคจริง ๆ" อันนา พยายามพูดให้เขาสบายใจแม้จะรู้ว่าเธอไม่ได้โอเคจริง ๆ แต่ก็ไม่อยากให้เขามากังวล
"ห้ามเถียงเลย!!!! ฉันจะไปหาตอนนี้" น้ำเสียงของ พีทหนักแน่นเหมือนคำสั่ง แต่ก็อ่อนโยนแฝงอยู่ในนั้น
"เธอนอนพักผ่อนก่อนเลย"
เธอกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากน้ำเสียงของเขาแม้ในช่วงเวลาที่เธอเองยังไม่รู้สึกดีเลยแค่ได้ยินเขาพูดแบบนั้น ร่างกายที่อ่อนแอก็เหมือนจะมีพลังบางอย่างกลับมา
"อืม…ก็…ก็ได้…" เธอตอบเสียงเบา พยายามยิ้มก่อนจะค่อย ๆ ปิดตานอนพักอีกครั้ง หัวใจเธออบอุ่นขึ้นมา
ด้าน พีท เมื่อคุยโทรศัพท์อยู่ข้างนอกเสร็จเขาก็เดินกลับเข้ามายังโต๊ะอาหาร ที่ทุกคนกำลังนั่งอยู่ในบ้านหลังใหญ่ของครอบครัวกวินที่จะเรียกได้ว่าเป็นคฤหาสถ์ก็ได้ ด้วยบรรยากาศหรูหรารอบตัว
เขานั่งท่ามกลางพ่อแม่ และมีนน้องสาวตัวน้อยของเขา และครอบครัวของกวิน ทุกคนร่วมโต๊ะสนทนาและปนเสียงหัวเราะวันนี้พ่อ และแม่ พีท มาคุยธุรกิจกับครอบครัวของกวิน
ชายหนุ่ม รู้สึกเหมือนมีบางอย่างในใจที่ทำให้เขาไม่สามารถลิ้มรสอาหารได้จริงๆ
เขารู้สึกได้ว่าตัวเองเป็นคนต้นเหตุที่ทำให้อันนาไม่สบายเขาทำให้เธอบอบช้ำถึง 2 ครั้ง เธอน่าจะเป็นไข้เพราะแรงกระแทกกระทั้นที่ได้รับจากเขาและเธอเองก็เดินทางกลับจากเยี่ยมพ่อของเธอ คงไม่ค่อยได้พักเมื่ออยู่บนรถไฟนั่นทำให้ร่างกายเธออ่อนแอ
"พ่อครับ แม่ครับผมขอตัวไปหาเพื่อนก่อนนะครับ พอดีเธอไม่สบาย และผมขอกลับดึกหน่อยนะครับ?"เขาเผลอพูดสรรพนามเรียก “เธอ” ออกมา
คุณอรรรถพล และคุณภัทรลดา พ่อกับแม่ของพีท หันมองหน้ากันเล็กน้อย พ่อขมวดคิ้วนิด ๆ แต่แม่กลับยิ้มและพูด
"เอ…เธอ!!!…น่าจะเพื่อนผู้หญิง…ใช่ไหมครับ…พีท???!!!”
“เพื่อนคนไหนนะ ทำให้ลูกชายสุดหล่อของแม่เป็นห่วงขนาดนี้ต้องเป็นคนสำคัญมากเลยนะ คราวหน้าพามาให้แม่กับพ่อรู้จักบ้างแล้วละ"คุณภัทรลดายิ้ม และเอ่ยพร้อมมองอ่อนโยนมาที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอ
"ครับแม่ คราวหน้าผมจะพาเพื่อนคนนี้มาให้พ่อกับแม่รู้จักครับ"ชายหนุ่มเอ่ยรับปากด้วยน้ำเสียงเรียบขรึมเช่นเดิมราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาตัดสินใจแล้วก็จะทำตามนั้นอย่างแน่วแน่
มีน ก็แอบยิ้มบาง ๆรู้ดีว่าพี่ชายหมายถึงใคร "พี่พีทมีคนที่พี่พีทรู้สึกพิเศษคะแม่ไม่รู้จะใช่คนนี้ไหมคะพี่พีท?"
"อืม ใช่แล้ว…คนนี้แหละมีน.." เขาตอบยอมรับโดยไม่ลังเล ใบหน้าหล่อนิ่งแอบมีรอยอมยิ้มเล็กน้อยขึ้นมา
กวินเอง ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พีท ก็ไม่สามารถซ่อนความรู้สึกอิจฉาที่มีในใจได้แม้ว่าจะพยายามทำตัวให้เหมือนปกติ แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์ ที่ได้เห็นการแสดงออกถึงความห่วงใยของพีทที่มีต่อ อันนา สาวแว่นที่เขาเองก็รู้สึกอยากจะใกล้ชิด
เขากระแอมเล็กน้อยและพูดออกมา"พีท มันกำลังคบกับสาวแว่น คนเก่งและฉลาด ของคณะวิทยาศาสตร์นะครับ ตอนนี้สองคนนี้ตัวติดกันมากเพราะทำโครงการวิจัยที่จะส่งเข้าประกวดร่วมกันบ่อย เห็นว่าใกล้เสร็จแล้วนี่ใช่ไหมละพีทคงใกล้ได้ประกวดแล้วสินะ"
คำพูดของ กวิน ทำให้ทุกคนในโต๊ะหยุดและหันมามองท่าทางของ พีท ยังคงนิ่งสงบแต่ในใจของเขากลับมีความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นเล็กน้อย เขารู้ว่า กวิน อาจจะพูดออกมาเพราะความรู้สึกบางอย่างที่ยังอยู่ในใจเขาแต่ พีท ก็ไม่ได้อยากจะตอบโต้อะไร
"ใช่ครับเรากำลังทำโครงการวิจัยด้วยกัน เธอทั้งฉลาดและเก่ง ครับ" เขาพูดเสียงเรียบแม้ว่าจะรู้ว่าคำตอบนั้นอาจจะทำให้ กวิน รู้สึกไม่ค่อยดีแต่เขาก็ไม่อยากทำให้สถานการณ์มันยุ่งยากขึ้นไปกว่าเดิม
มีน มองพี่ชายของเธออย่างเข้าใจ เธอรู้ดีว่าพี่ชายเธอมีความรู้สึกพิเศษต่อคนที่พี่ชายกำลังจะไปหา
คุณภัทรลดาและคุณอรรถพลสบตากันเล็กน้อยแม้ลูกชายจะไม่ใช่คนที่แสดงออกถึงความรู้สึกมากนัก
แต่แค่ประโยคสั้น ๆนั้นก็ทำให้ทั้งสองรับรู้ได้ว่า ผู้หญิงที่ลูกชายของพวกเขากำลังพูดถึงต้องเป็นคนสำคัญมากจริงๆ
คุณภัทรลดายิ้มบาง ๆ อย่างพึงพอใจขณะที่ คุณอรรถพล พยักหน้ารับด้วยท่าทีสงบนิ่งแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสนใจและความคาดหวังเงียบ ๆ ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นอย่างไร…
คุณอรรถพล พ่อของ พีท เป็นนักธุรกิจที่เฉียบแหลมและมีวิสัยทัศน์ในการบริหารเขาเชื่อมั่นในหลักการของการให้โอกาสและการพัฒนาศักยภาพของคนมากกว่าการยึดติดกับกรอบของฐานะหรือชาติตระกูล
แม้จะเป็นคนที่จริงจังกับงานและการบริหารธุรกิจแต่เมื่อพูดถึงเรื่องครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องของพีท ลูกชายของเขาคุณอรรถพลกลับเป็นพ่อที่ให้ความไว้วางใจและเคารพการตัดสินใจของลูกเสมอ เขารู้ว่า พีทเป็นคนที่มีเหตุผล รอบคอบ และไม่ใช่คนที่จะเลือกคบใครเพียงเพราะความหลงใหลชั่วคราว
ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่ พีท เลือกคบหาคุณอรรถพลยินดีที่จะเปิดใจรับ เพราะสำหรับเขาการที่ลูกชายเลือกใครสักคนเข้ามาในชีวิต หมายความว่าคนคนนั้นต้องมีบางสิ่งที่สามารถสร้างความสุขให้พีท ได้อย่างแท้จริง
และตราบใดที่ พีท มีความสุขคุณอรรถพลก็พร้อมสนับสนุนลูกชายของเขาเสมอ
ด้วยภาระหน้าที่ในธุรกิจทำให้บางครั้งเขาและภรรยาอาจมีเวลาให้กับลูกทั้งสองได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นแม้จะรักและห่วงใยพีทกับน้องสาวของเขา แต่คุณอรรถพลก็รู้ดีว่าที่ผ่านมาการให้เวลาและกิจกรรมความอบอุ่นภายในครอบครัวจากพ่อแม่ยังไม่มากพอ
ดังนั้นเมื่อลูกชายของเขาได้มีโอกาสพบเจอกับความรักและความสุขเขาก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่
คุณอรรถพล เองก็ไม่คิดว่าลูกชายจะมีคนพิเศษเพราะไม่เคยเห็นพีทพาผู้หญิงคนไหนมาให้รู้จัก พีท มักจะไปเที่ยวแบบผู้ชายกับกวินเสมอเขารู้ดีว่าผู้หญิงที่เข้ามาหาลูกชายมักจะหลงเสน่ห์ความหล่อเหลาและเสน่ห์ของพีทแต่ลูกชายคนนี้ไม่เคยแสดงออกว่ามีใครที่เขาสนใจเป็นพิเศษ
จนกระทั่งมาถึงคนนี้ที่ทำให้เขาสงสัยว่าอาจจะมีอะไรในตัวเธอที่ทำให้ พีท แสดงท่าทีแตกต่างจากที่เคยเป็นมาเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพีทพูดถึงใครด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและเป็นห่วงอย่างจริงใจไม่ใช่แค่การคุยแบบสนุกสนานกับเพื่อนๆ เหมือนทุกครั้งที่เขาเคยเห็น
ส่วนคุณภัทรลดา เธอเป็นผู้หญิงที่ใจดีและเปิดกว้างต่อความคิดใหม่ๆ เธอเป็นคนสมัยใหม่ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับฐานะหรือชาติตระกูลของใครแต่ให้ความสำคัญกับความสามารถและคุณค่าของแต่ละคนมากกว่า
เธอเข้าใจดีว่าความรักและความสัมพันธ์เป็นเรื่องของความเข้ากันได้มากกว่าสิ่งภายนอกและสำหรับเธอ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสุขของลูกชาย
และรู้ว่า พีท เป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องความรักหรือความรู้สึกของตัวเองถ้าเขาชอบหรือคบกับใคร นั่นแสดงว่าผู้หญิงคนนั้นต้องมีบางอย่างที่น่าสนใจจริง ๆเพราะ พีท เป็นคนเลือกและไม่ง่ายที่จะให้ใครเข้ามาอยู่ในชีวิตของเขา
ด้วยมุมมองที่เปิดกว้างและความเป็นแม่ที่เข้าใจลูกคุณภัทรลดาจึงพร้อมสนับสนุนความรักของลูกชายตราบใดที่ผู้หญิงคนนั้นสามารถทำให้พีทรู้สึกพึงพอใจและมีความสุขอย่างแท้จริง
ส่วนพ่อแม่ของกวินก็แอบยิ้มและแซวกันเบาๆว่า "ไม่เหมือนกวินเลยนะ คนนี้ หนุ่มเพลย์บอย"พวกเขาหัวเราะกันในท่าทีเบาๆ เหมือนจะคุ้นเคยกับพฤติกรรมของลูกชายดีโดยเฉพาะกับความรักที่เขามักจะมองเป็นแค่เรื่องสนุกๆ ไม่เคยจริงจังกับใครนัก
กวิน ยิ้มชอบใจเมื่อได้ยินคำพูดนั้นเขารู้สึกว่ามันจริง เพราะเขามักจะเปลี่ยนผู้หญิงเหมือนกับการเปลี่ยนเสื้อผ้า
ไม่มีอะไรที่ทำให้เขาผูกพันกับใครนานๆ แม้แต่กับยี่หวาผู้หญิงที่เขาใช้เวลาด้วยมากกว่าใครในช่วงหลังเธอก็ไม่ได้เป็นคนพิเศษอะไรสำหรับเขา ไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียวในชีวิตเขา เขายังคบและนอนกับผู้หญิงอีกหลายคนไปในคราวเดียวกัน
"ก็แค่ชอบสนุก ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ"เขาพูดในขณะที่ความคิดของเขาเริ่มวกกลับไปที่ อันนา หญิงสาวของเจ้าพีท!!!ไอ้เพื่อนหน้าหล่อของเขา
ความรู้สึกบางอย่างเริ่มต้นขึ้นในใจของกวินราวกับว่าเขากำลังเริ่มคิดวางแผนอะไรบางอย่าง
"ผมขอตัวก่อนนะครับเดี๋ยวผมกลับดึกหน่อยนะครับ" พีท รีบบอกพ่อกับแม่ และขอตัวออกมาก่อน
เขารีบตรงไปยังรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจตอนมาที่บ้านกวินเขาชอบขับรถมอเตอร์ไซด์มาเอง โดยที่ไม่ได้นั่งมาในรถคันโตมากับครอบครัว
ก่อนจะสตาร์ทเครื่องแล้วบิดคันเร่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ลมเย็นยามค่ำคืนปะทะใบหน้าของเขา แต่ไม่ได้ช่วยให้ใจของเขาสงบลงเลยสักนิดเขาเป็นห่วงอันนา มากกว่าที่ตัวเองจะยอมรับได้ยิ่งคิดถึงสายตาของเธอในตอนที่เดินจากไป หัวใจของเขายิ่งร้อนรน
ไฟถนนส่องสลัวสะท้อนเงาของชายหนุ่มที่เร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จุดหมายเดียวของเขาตอนนี้คือหอพักของอันนา…