กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 24 ไตร่สวนเรื่องราว

         ฝุ่นควันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ กลิ่นเหม็นไหม้ของข้าวของยังโชยมาตามสายลม คนรับใช้ทุกคนต่างก้มหน้านิ่งด้วยความหวาดกลัว ความโกรธเกรี้ยวของผู้นำตระกูลอาจจะนำพาความวิบัติมาสู่พวกมัน 

     

         “ ข้าก็อยากรู้เช่นกันว่าเพราะเหตุใดท่านพี่จึงกล่าวหาบุตรของข้าว่าเป็นฆาตกรที่สังหารบุตรชายท่าน  หากบุตรของข้าสังหารบุตรชายท่านแล้วที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นดวงวิญญาณรึ“

     

         เมอร์สันเช็ดเลือดที่มุมปากมองไปทางอัลเบิร์ตด้วยความเจ็บแค้น ความจริงแล้วมันเองก็สงสัยอย่างแท้จริงว่านี่คือเรื่องอะไรกันแน่  เหตุการณ์ที่แอเรียสตกลงไปในแม่น้ำผ่านมาเนิ่นนานแล้วมันย่อมไม่มีทางที่จะประติดประต่อเรื่องราวในครั้งนั้นกับเหตุการณ์บานปลายในครั้งนี้ได้อย่างแน่นอนว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

     

         “ เจ้าอย่ามาเล่นลิ้น  รีบนำบุตรของเจ้ามาซะ !! “

     

          อัลเบิร์ตตะโกนเสียงดังออกมาด้วยความโกรธ  แม้จะถูกห้ามปรามจากฟาร์ฮานแต่เพลิงความแค้นในจิตใจของเขาก็คงยังไม่มอดดับลง

     

         “ รีบไปลากตัวบุตรของเจ้าออกมาเมอร์สันก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนกับเจ้า!! “

     

         มาเรียพูดออกมาด้วยความโกรธ  แววตากลับเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความอาฆาต  สายน้ำเริ่มหมุนวนที่ฝ่ามือข้างหนึ่ง หอกสีฟ้าครามถูกสร้างขึ้นมาอีกครั้งเตรียมพร้อมที่จะโจมตีได้ทุกเมื่อ

     

         “ ข้าบอกให้พวกเจ้าอธิบาย!! หาใช่ให้มากัดกันเยี่ยงสุนัขต่อหน้าข้าเช่นนี้ “

     

          ฟาร์ฮานตะโกนออกมาด้วยความไม่พอ ภาพที่เห็นผู้คนในตระกูลห้ำหั่นกันเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้นำตระกูลเช่นเขาอยากเห็นเลยแม้แต่น้อย    ความเจ็บปวดกัดกินอยู่ส่วนลึกภายในจิตใจของเขายามที่มองไปยังภาพตรงหน้า  บุตรชายทั้งสองที่เขาเฝ้าเลี้ยงดูมากลับหันคมหอกคมดาบหมายจะฆ่าฟันกันเช่นนี้ แม้ทั้งคู่จะเติบโตมาร่วมกันแต่นิสัยใจคอกลับต่างกัน  อีกหนึ่งเจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยม  อีกหนึ่งจิตใจดีงามแต่ก็ใจร้อนจนเกินไป บางคราเขาก็คิดว่าหากมารดาของมันทั้งคู่ยังอยู่พวกมันก็อาจจะไม่เติบโตมาเป็นศัตรูกันเช่นนี้  คงเป็นความผิดของตัวเขาเองที่เลี้ยงดูมันทั้งคู่ได้ไม่ดีพอ

     

         “ ขอข้าเป็นผู้อธิบายเรื่องนี้เองจะได้หรือไม่ !?“

     

         แอเรียสเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ  เสียงของเขาสะกดสายตาทุกคู่ให้หันมองมาทางที่มาของเสียง  ภาพของเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง  กล้ามเนื้ออันสมส่วนเฉกเช่นชายชาตรี  หลายคนมองไปยังเด็กหนุ่มด้วยความแปลกใจไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่เด็กหนุ่มดูเปลี่ยนไปมากขนาดนี้  ภาพของเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางดูอ่อนแอคล้ายกับผู้ที่เจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลาถูกลบหายไปด้วยภาพของเด็กหนุ่มที่สง่างามเบื้องหน้า ความกล้าหาญและความเยือกเย็นที่มีอยู่ในตอนนี้ดูไม่คล้ายกับเด็กน้อยในวันวานเลยแม้แต่น้อย

         

         ก่อนที่แอเรียสจะกลายเป็นนักเวทเขาคล้ายกับเป็นส่วนเกินของโลกใบนี้ โลกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์แม้แต่ต้นหญ้าเล็กๆยังเติบโตด้วยไอเวทจากพื้นดิน ผู้ที่ไร้พลังเวทคล้ายกับว่าเป็นสิ่งของที่เหลือทิ้งของโลกใบนี้  เขาราวกับแกละดำของฝูง  เป็นตัวตนอันไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆจึงไม่มีผู้ใดคิดจะสนใจเขา  ไม่มีผู้ใดคิดสนใจการคงอยู่ของเขา  ความเปลี่ยนแปลงของเขาแทบจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อใด  จะมีเพียงบิดาและมารดาของเขาเท่านั้นที่คอยเฝ้ามองดูการเติบโตของเขาอยู่ตลอดเวลา

     

         “ ว่ามา “

     

         แม้ฟาร์ฮานเอ่ยสั้นๆด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจนักแต่เขาก็หันหน้ามารอรับฟังคำอธิบายของแอเรียส หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่คาดหวังคำตอบที่ดีจากแอเรียสสักเท่าไร   แต่คงจะเป็นเพราะเหตุการณ์การหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นจึงทำให้เขามองแอเรียสด้วยมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เล็กน้อย 

     

         “ เรื่องที่ท่านพ่อพูดทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เมื่อประมาณสองเดือนก่อนข้าตกลงไปในน้ำท่านปู่ก็คงจะทราบเรื่องนี้ดี “

     

         แอเรียสอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความสุขุม

     

         “ อืม..เรื่องนั้นข้ารู้ดี“

     

         ฟาร์ฮานตอบ

     

         “ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ท่านเองก็คงจะยังไม่รู้  ข้าเองก็ไม่รู้ว่าท่านลุงจะรู้เรื่องนี้ด้วยหรือไม่ ที่ข้าตกลงไปในแม้น้ำไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอุบัติเหตุ  ข้าถูกผลักให้ตกลงไปยังแม้น้ำด้วยฝีมือของผู้คนร่วมตระกูล.. “ 

     

         แอเรียสแม้จะเยือกเย็นเพียงใดแต่ยามที่เอ่ยถึงประโยคสุดท้ายเขาก็ไม่อาจจะสะกดความแค้นที่มีอยู่ภายในใจเอาไว้ได้    

     

         “ หรือว่าจะเป็นมาเชลกับดาเดส!? “

     

         ฟาร์ฮานแทรกถาม  เขาไม่อยากให้คำตอบเป็นแบบเดียวกับที่เขาคิดเอาไว้เลยแม้แต่น้อย

     

         “ ใช่เป็นมันทั้งสอง“

     

         คล้ายกับสายฟ้าฟาดเข้าที่กลางอก  คำตอบของแอเรียสฟาร์ฮานทำให้ฟาร์ฮานได้แต่รับฟังด้วยหนักอึ้งจนไม่อาจจะพูดสิ่งใดได้ชั่วครู่ แม้จะคาดการณ์เอาไว้บางส่วนแต่เขาก็ไม่อยากจะเชื่อเรื่องนี้ ตั้งแต่ทราบเหตุการณ์เขาก็ภาวนาเอาไว้ตลอดว่าอย่าให้เรื่องราวเช่นนี้เป็นเรื่องจริง  นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย  ผู้คนในตระกูลห้ำหั่นกันเอง ความเจ็บแค้นถูกถ่ายทอดจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก หลานชายของเขายังอายุไม่พ้นยี่สิบปีด้วยซ้ำกลับมีจิตใจโหดเหี้ยมและเลือดเย็นได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

     

         “เจ้ามีหลักฐานอะไรมาปรักปรำลูกชายของข้า ? เพียงคำพูดเลื่อนลอยของคนอย่างเจ้าเช่นนั้นรึ “

     

         เมอร์สันกล่าวแทรกขึ้นระหว่างการสนทนาด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจนัก

     

         “  ใช่ หลักฐานมีเพียงคำพูดของข้าเท่านั้น “

     

         แอเรียสตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ  เขาหันไปเผชิญหน้ากับเมอร์สันอย่างไม่มีความหวาดกลัวใดๆ

     

         คำตอบของแอเรียสทำให้ฟาร์ฮานได้แต่นิ่งเงียบคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง  แววตาที่หันมองมายังแอเรียสเต็มไปด้วยความสงสาร อัลเบิร์ตและมาเรียมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักทั้งคู่รู้ว่าหลักฐานเพียงลมปากของแอเรียสยังไม่หนักแน่นพอที่จะเอาผิดผู้ใดได้  แม้ทั้งคู่จะเชื่อมั่นในคำพูดของแอเรียสแต่มันไม่ใช่สำหรับผู้อื่น  เมอร์สันยืนแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย

     

        เหล่าคนรับใช้ต่างมองหน้ากันไปมาคล้ายต้องการจะพูดคุยบางอย่าง พวกมันต่างไม่มีใครเชื่อถือในคำพูดของแอเรียสเลยแม้แต่น้อย  บางคนก็กำลังคิดว่าแอเรียสแค่กำลังเรียกความสนใจเพียงเท่านั้น  โลกใบนี้คำพูดของผู้แข็งแกร่งคือประกาศิต  ส่วนคำพูดของผู้อ่อนแอย่อมไร้ซึ่งผู้ใดจะรับฟัง หากให้พวกมันต้องเลือกข้างระหว่างแอเรียสกับเมอร์สันพวกมันย่อมเลือกอยู่ฝั่งของเมอร์สันอย่างไม่ต้องสงสัย

     

         “ ฮ่าๆๆนี่ท่านพี่ท่านเชื่อวาจาไร้สาระของบุตรชายแสนไร้ค่าของท่านจนถึงกับจะลงมือสังหารข้าเลยรึ  ข้าไม่คิดเลยจริงๆว่าท่านจะหูเบาได้ถึงเพียงนี้“

     

         เมอร์สันหัวเราะออกมา  คำพูดของมันเต็มไปด้วยการเหน็บแนมและคำดูถูก

     

          “ เจ้า..!! “

          แม้จะเจ็บใจแต่ดูเหมือนอัลเบิร์ตไม่สามารถหาสิ่งได้มาตอบโต้กับเมอร์สันได้

     

          “ จะพาข้ามาทำไม!! ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ “

     

         “ เจ้าไม่เห็นรึไงว่าพวกข้ากำลังฝึกซ้อมกันอยู่! ข้าจะให้ท่านพ่อจัดการกับเจ้า “

     

         เสียงโวยวายของเด็กหนุ่มสองคนดังมาจากเด็กหนุ่มสองคน  เมื่อทุกคนหันไปมองก็พบกับภาพของมาเชลและดาเนสที่ถูกคุมตัวมาโดยคานล์แม้จะไม่ได้มีการพันธนาการใดๆแต่ก็พอมองออกได้ว่านี่ไม่ใช่การพามาด้วยความเต็มใจนัก      

     

              

         แอเรียสหรี่ตามองไปยังผู้มาให้ทั้งสามคนด้วยความแปลกใจอยู่เล็กน้อย ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าคานล์หายหน้าไปที่ไหน  นี่คงเป็นคำสั่งของฟาร์ฮานที่ให้ไปนำตัวทั้งสองคนมา‘ ในเมื่อเข้าใจเรื่องราวอยู่แล้วจะถามข้าอีกทำไม ‘ แอเรียสบ่นอยู่ภายในใจ

     

         “ นายท่านข้าพาคุณชายทั้งสองมาพบแล้วขอรับ“

     

         คานล์ก้มหัวลงคาราวะฟาร์ฮานด้วยความนอบน้อมก่อนจะเอ่ยรายงานคำสั่ง  เขาหาได้สนใจเสียงโวยวายของเด็กหนุ่มทั้งสองเท่าใดนัก แม้เขาจะเป็นเพียงพ่อบ้านของตระกูลแต่เขาก็ขึ้นตรงกับฟาร์ฮานโดยตรงจึงหาได้เกรงกลัวคำข่มขู่เหล่านั้นไม่ ความจริงแล้วเขาได้ยินคำขู่เหล่านี้มาตลอดทางจนน่าเบื่อหน่าย 

     

         “ พวกเจ้าตามข้าเข้ามาข้างใน….เจ้าด้วยคานล์  ส่วนพวกเจ้าที่เหลือแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองซะ  อย่าเข้าใกล้ห้องนี้จนกว่าข้าจะอนุญาต และข้าหวังว่าเรื่องในวันนี้จะไม่แพร่งพรายออกไปนอกตระกูลแม้แต่คำพูดเดียว  หากข้ารู้ว่าผู้ใดนำเรื่องนี้ออกไปพูดคุยล่ะก็ข้าจะตัดลิ้นมันออกมาด้วยมือของข้าเอง!“

     

         ฟาร์ฮานกวาดสาดตาออกไปทั่วบริเวณ  คนรับใช้ต่างก้มหน้าด้วยความสั่นกลัว  แม้ฟาร์ฮานจะไม่ใช่คนโหดเหี้ยมแต่ทุกคนย่อมรู้ดีถึงความเด็ดขาดของชายผู้นี้  คำพูดสุดท้ายมันไม่ใช่คำข้อร้องแต่มันคือคำสั่ง  เรื่องราวบาดหมางระหว่างผู้คนในตระกูลย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมเสียและอาจจะนำมาซึ่งความดับสูญของตระกูล  ตระกูลสการ์เชียใช่ว่าจะไร้ซึ่งอริศัตรู  หากเมื่อใดที่พวกมันเห็นช่องทางที่จะทำลายตระกูลสการ์เชียได้มันย่อมไม่อยู่เฉยเป็นแน่เพราะฉะนั้นฟาร์ฮานจึงต้องการจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ

     

        เมื่อสิ้นคำสั่งของฟาร์ฮานเหล่าคนรับใช้ก็ต่างแยกย้ายกันออกไปอย่างรวดเร็ว แม้ภายในใจจะปรากฏความอยากรู้เพียงใดพวกมันก็ไม่กล้าที่จะสอดรู้ต่อแม้แต่วินาทีเดียว