บทที่ 7
สัตว์อสูรตนที่สอง
ลู่เฟิ่งใช้ขอบเขตบ่มเพาะของตนถึง 5 ระดับในการสร้างสัดส่วนตนที่ 2 ผลลัพธ์ที่ได้ออกมามันก็คือหนอนเยือกแข็ง
เ้าหนอนสีขาวที่ดูท่าทางอ่อนแอ มันก็เป็สัตว์อสูรระดับขุนพลเช่นเดียวกัน ลู่เฟิ่งมองหนอนภายในมือของตน “ หนอนเยือกแข็งเป็สิ่งมีชีวิตที่หายาก ”
“ การเจริญเติบโตของมันเป็ไปได้ยาก ”
“ การที่จะเกิดหนอนเยือกแข็งขึ้นมาภูมิประเทศจำเป็จะต้องมีอากาศหนาวเย็นอยู่ในหน้าหิมะเป็เวลา 1 ปีเต็มๆหนอนถึงจะสามารถเติบโตขึ้นมาได้ ”
“ ด้วยเงื่อนไขที่ยากเย็นเช่นนี้สภาพอากาศหนาวเหน็บตลอดทั้งปีเป็ไปได้ยาก ผู้คนส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยพบเจอสัตว์แต่สูญประเภทนี้เท่าไหร่ ”
“ แต่ว่าหนอนเยือกแข็งมันเองก็มีความพิเศษ ”
“ มันมีขนาดเล็กแถมยังดูท่าทางอ่อนแอแต่มันก็คือสัตว์อสูรระดับขุนพล ”
“ โดยความพิเศษของมันก็คือมันสามารถปลดปล่อยพลังปราณในด้านความเย็นออกมาได้ ”
“ โดยพลังของมันอยู่ในระดับที่เรียกว่าสามารถปลดปล่อยไอเย็นแทรกซึมเข้าไปภายในร่างกายของมนุษย์จนถึงตายได้เลยทีเดียว ”
“ เหตุการณ์ภายในอดีตเคยถูกบันทึกเอาไว้ มีจอมยุทธผู้หนึ่งที่อยู่ขอบเขตบ่มเพาะระดับกลางทำการจับมันโดยไม่รู้ว่ามันคือสิ่งมีชีวิตอะไร ”
“ เ้าหนอนเยือกแข็งปลดปล่อยไอเย็นเพราะคิดว่าเป็ศัตรู ”
“ เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นไอเย็นที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของเ้าหนอนนี่แทรกซึมเข้าไปภายในร่างกายของผู้ฝึกฝนวรยุทธผู้นั้น ”
“ หลังจากที่มันแทรกซึมเข้าไปภายในร่างกายของผู้ฝึกฝนวรยุทธผู้นั้น ไอเย็นแทรกแซงเข้าไปภายในกระดูกและเื ”
“ เพียง 3 วันหลังจากนั้นคนผู้นั้นถึงกับแข็งตายนี่แหละคือความร้ายกาจของมัน จะขาวได้ว่ามันเป็เหมือนกับอาวุธลับชิ้นเล็กๆที่มีอนุภาคการทำลายล้างสูงเข้ามาได้ ”
“ มันเป็พิษเยือกแข็งที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้แต่ไม่มีผู้ใดสามารถตรวจจับได้ ไม่เพียงเท่านั้นเ้าหนี้ยังสามารถพัฒนาขอบเขตบ่มเพาะของตนเองได้เหมือนกับหมาป่าทมิฬ ” ลู่เฟิ่งยกยิมขึ้นที่มุมปาก
สิ่งที่ตนเองได้มามีความสำคัญขนาดไหนลู่เฟิ่งรู้ดี ในตอนที่ลู่เฟิ่งรู้ถึงพลังของตนเอง หลังจากนั้นตัวของมันเองก็ได้ค้นหาพวกข้อมูลของสัตว์อสูรอย่างหนัก
ศึกษาข้อมูลของสัตว์อสูรแต่ละตัวพยายามทำความเข้าใจกับมัน จนตอนนี้ลู่เฟิ่งจึงกล่าวได้ว่าเป็หนึ่งในผู้ที่รู้เกี่ยวกับข้อมูลสัตว์อสูรมากที่สุดภายในดินแดนแห่งนี้เลยก็ว่าได้
“ เ้าหนอนเยือกแข็งนี่มันไม่สามารถต่อสู้ได้ด้วยตนเอง ”
“ เพราะแบบนั้นขอบเขตการบ่มเพาะของมันจึงเป็แบบบำเพ็ญตน ”
“ เอาเถอะเก็บมันเอาไว้ใกล้ตัวมันมีขนาดเล็กขนาดนี้ อย่างไรเสียมันเองก็มีประโยชน์ในตอนที่ข้ายังอ่อนแออย่างในตอนนี้แน่นอน ”
ลู่เฟิ่งไร้ซึ่งพลังตอนนี้ตนอยู่ในระดับขอบเขตก่อตัวขั้นที่ 2 กล่าวได้ว่ามีร่างกายที่แข็งแรงมากกว่ามนุษย์ทั่วไปเพียงเล็กน้อย
อย่างไรเสียเ้าหนอนนี้ก็เป็หนึ่งในกำลังที่หายาก ลู่เฟิ่งลุกขึ้นหลังจากนั่งมาหลายชั่วยามติดๆ บิดร่างกายของตนเองไปมา “ เอาล่ะอาบน้ำแล้วเข้านอนดีกว่า ”
“ ในวันพรุ่งนี้จะต้องไปพบจักรพรรดิั้แ่ในยามเช้า ”
ราตรีนั้นได้ผ่านพ้นไป
ท้องนภามันเริ่มค่อยๆเปลี่ยนสีอย่างช้าๆ ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นสู่ท้องนภาอีกครั้ง ยามเช้าเดินทางมาถึงภายในตำหนักบ่มเพาะมีการจัดเตรียมขบวนการเดินทาง
องค์ชาย 5 ผู้คนไม่ให้ความสนใจมากนัก ขบวนการเดินทางที่เดินทางไปก็เป็ขบวนเล็กๆ มีผู้คุ้มกันเพียงแค่พวกทหารภายในวังเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
ลู่เฟิ่งรู้ถึงฐานะของตนเองดี ตนนั้นไม่ได้เป็องค์ชายคนสำคัญเพราะแบบนั้นจึงไม่มีผู้ติดตามมากมาย
ลู่เฟิ่งสวมใส่ชุดสีน้ำเงินครามเดินออกมาจากภายในตำหนักบ่มเพาะเห็นขบวนรถม้ารออยู่ด้านหน้า ก็รีบเดินขึ้นบนรถม้าเพื่อจะได้ออกเดินทาง
ลู่เฟิ่งจำเป็จะต้องเดินทางเข้าเมืองหลวง เพราะในตอนนี้สถานที่แห่งนี้มันตั้งอยู่บริเวณเขตนอกเมืองหลวง
ประตูเมืองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ทหารรักษาการณ์เมืองสวมใส่ชุดเกราะอันดุดัน
ผู้คนมากมายที่มีทั้งรถม้าและเดินเท้าหลั่งไหลเข้าภายในเมืองหลวงแห่งนี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คนต่อวัน สถานที่แห่งนี้คือเมืองหลวงของอาณาจักรแห่งนี้
จักรวรรดิลู่เมืองหลวงแห่งนี้มีถนนหลายร้อยเส้นตัดผ่านทั่วทั้งเมือง เป็ศูนย์กลางของการค้าขายและเป็ศูนย์กลางของความเจริญ
รถม้าขององค์ชายลำดับที่ 5 ที่กล่าวว่าเป็องค์ชายที่ไร้ความสามารถ เคลื่อนผ่านประตูเมืองอย่างเงียบสงัดไม่มีแม้แต่ผู้คนที่รอต้อนรับ
ลู่เฟิ่งนั่งอยู่ภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนที่อยู่บนถนน ยกม่านในรถม้าของตนเองขึ้น ดวงตาเหม่อมองออกไปด้านนอก “ น่าคิดถึงจริงๆไม่ได้มาที่สถานที่แห่งนี้นานขนาดไหนแล้ว ”
ลู่เฟิ่งจำไม่ได้แล้วความทรงจำภายในอดีต หลังจากที่ตนเองนั้นรู้ว่ามารดาและน้องสาวของตนเองตายอยู่ภายในเมืองแห่งนี้
เมืองหลวงแห่งนี้มันเองก็เป็เหมือนกับาแภายในจิตใจของลู่เฟิ่ง ลู่เฟิ่งไม่กล้าแม้กระทั่งจะเหยียบเข้ามาภายในเมืองแห่งนี้
เพราะยามที่มาถึงที่สถานที่แห่งนี้ เพียงแค่เฝ้ามองประตูเมืองมันก็นึกถึงความสุขที่ตนเองเคยมีกับมารดาและน้องสาว
ลู่เฟิ่งเ็ปเป็อย่างมากจึงไม่กล้ามาเหยียบที่เมืองแห่งนี้อีก เพราะแบบนั้นมันเป็เวลาหลายสิบปีเลยทีเดียวที่ไม่ได้มาที่สถานที่แห่งนี้
ลู่เฟิ่งยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก “ แต่ว่าในครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมหรอกนะ ”
รถม้าเคลื่อนที่มุ่งตรงไปยังวังหลวงที่ตั้งอยู่บริเวณชายกลางเมือง ประตูวังขนาดใหญ่เปิดต้อนรับองค์ชายลำดับที่ 5 ที่เดินทางเข้ามาภายในวัง
เมื่อเดินทางมาถึงทหารที่ขับเคลื่อนรถม้าก็พาเดินทางอ้อมถนนเส้นลองภายในวัง เดินทางไปยังบริเวณตำหนักทรงอักษรที่ตั้งอยู่ด้านหลัง
ลู่เฟิ่งเมื่อเดินทางมาถึงวังหลวงแห่งนี้ได้รับขันทีช่วยนำทาง บนทางเดินที่จะเดินมุ่งตรงไปยังตำหนักทรงอักษร
ลู่เฟิ่งมองทางซ้ายแล้วขวาเห็นผู้คนมากมายภายในวังใช้ชีวิตอย่างปกติ “ สถานที่แห่งนี้ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ.. ”
ขันทีที่เดินนำทางอยู่หยุดนิ่งหันมามอง “ มีอันใดอย่างนั้นหรือพะย่ะค่ะองค์ชาย ”
“ ฮ่าๆๆ ไม่มีอะไรหรอกท่านขันทีเชิญนำทางต่อเถอะ ”
หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เดินทางไปถึงตำหนักขององค์ฮ่องเต้ ตำหนักทรงอักษรที่ตั้งอยู่ภายในส่วนด้านหลังของวัง
สถานที่แห่งนี้เงียบสงบเป็อย่างมากด้านข้างมีสวนสองข้าง คนที่ไม่ได้รับอนุญาตไม่สามารถเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ได้
ลู่เฟิ่งเดินไปยังทางเข้าของตำหนักทรงอักษร ประตูขนาดใหญ่ถูกเปิดออก ลู่เฟิ่งก้าวเดินเข้าไปบริเวณด้านใน
เมื่อเท้าทั้งสองข้างเดินเข้าไปด้านใน ภายในห้องทรงอักษรเต็มไปด้วยตำรามากมายที่ตั้งอยู่ตามชั้นตำราสูงใหญ่ที่ล้อมรอบ
ที่นั่งัที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ผู้ที่นั่งอยู่บนที่นั่งอันทรงอำนาจนั้นคือจักรพรรดิลู่เซียน “ มาแล้วอย่างนั้นหรือบุตรชายของข้า ”
ลู่เฟิ่งคุกเข่าลงมือทั้งสองข้างประสานกัน “ ถวายบังคมเสด็จพ่อ ”
จักรพรรดิลู่เซียนที่นั่งอยู่ด้านหน้าขมวดคิ้วมอง จ้องมองบุตรชายของตนเองที่มีท่าทีเปลี่ยนไปหลังจากที่พบกันครั้งล่าสุด
อยู่ๆบนพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิก็ได้แสดงรอยยิ้มออกมา “ ดูเหมือนว่าใน่ที่พวกเราไม่ได้พบเจอกันเ้าจะเปลี่ยนไปมาก ”
“ มีอะไรเกิดขึ้นกับเ้าอย่างนั้นหรือ? ” เพียงแค่มองเพียงครั้งเดียวจักรพรรดิผู้ปรีชาผู้นี้ก็เห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงขององค์ชายผู้นี้
จบบท