ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

เล่มที่ 6 บทที่ 178 สกิลจากพรสวรรค์ใหม่ พุ่งทะยานศักดิ์สิทธิ์

        ในเวลาเดียวกันที่อีกด้านหนึ่งของเวที

        ปังปัง ปัง ปัง

        HP-2,650

        HP-2,711

        HP-2,544

        ....

        เห็นเพียงลู่เซิ่งยกค้อนขึ้นแล้วฟาดลงที่แมลงปีศาจเขี้ยวคมกว่าสิบตัวจากการอัญเชิญของหลงเฉินพวกมันไม่อาจต้านทานเงื้อมมือเขาได้แม้แต่สามวินาที ก็ถูกฆ่าตายในทันทีทีละตัว

        ไม่เพียงเท่านั้นในช่วงจังหวะที่โจมตีแมลงปีศาจเขี้ยวคมเขายังอาศัยโอกาสนั้นสะสมโล่พายุหมุนให้ตัวเองเพิ่มอีกสองชั้น

        “ลู่เซิ่งคนนี้... พลังโจมตีช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน”

        “แต่เขา... เขาไม่ได้เป็นแค่พาลาดินอาชีพสายสนับสนุนหรอกเหรอ? ทำไมถึงมีพลังโจมตีรุนแรงขนาดนี้? มอนสเตอร์แมลงแห่งเหวลึกที่หลงเฉินอัญเชิญออกมากระทั่งค้อนเดียวของเขาก็ยังรับไว้ไม่ไหว”

        “ฉันรู้แล้ว ลู่เซิ่งคนนี้คือพาลาดินสายพิพากษา แสงสีแดงบนตัวเขาคือสกิล 'พิพากษาคลั่ง' ว่ากันว่ายิ่งพลังโจมตีของอาวุธสูงเท่าไหร่ดาเมจที่ทำได้ก็จะยิ่งรุนแรงเท่านั้น”

        “อะไรนะ? พาลาดินสายพิพากษางั้นเหรอ?”

        ผู้คนในกลุ่มต่างพากันวิเคราะห์กันด้วยความตกตะลึงเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคาดคิดว่าลู่เซิ่งจะไม่ใช่แค่พาลาดินธรรมดาแต่ยังเป็นพาลาดินสายพิพากษาที่ไร้ค่าที่สุดในหมู่พาลาดินอีกด้วย

        “ไอ้สัตว์เดรัจฉานเวร ถึงเวลาตายของแกแล้วฉันอยากจะรู้นักว่าคราวนี้ใครจะช่วยแกได้”

        ในตอนนั้นเองหลังจากจัดการกับมอนสเตอร์แมลงแห่งเหวลึกที่เกะกะรอบกายเสร็จลู่เซิ่งก็เบนสายตาไปจับจ้องที่หวังเทียนอีซึ่งอยู่ไม่ไกลอีกครั้ง

        เพราะหวังเทียนอีไม่เพียงแต่เป็นคนหน้าหมาแต่ยังเป็นจอมเวทเพียงคนเดียวในสามผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุด

        เป็นที่รู้กันดีว่าอาชีพจอมเวทนั้นขึ้นชื่อเรื่องการระเบิดพลังทำลายล้างที่สูงและมีสกิลควบคุมที่แข็งแกร่ง

        ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้หากไม่รีบจำกัดการเคลื่อนไหวและปล่อยให้เขาใช้สกิลได้ตามใจชอบต่อให้ลู่เซิ่งจะมีชุดอุปกรณ์ระดับมหากาพย์ครบเซ็ตคอยหนุนหลังก็เกรงว่าจะต้านทานไว้ได้ไม่กี่กระบวนท่า

        ด้วยเหตุนี้เขาจึงพุ่งเป้าไปที่หวังเทียนอีเป็นอันดับแรก

        “ตายซะ”

        ลู่เซิ่งก้าวเท้าพุ่งทะยานเข้าหาหวังเทียนอีโดยแทบไม่ลังเล

        “คิดจะเข้าประชิดตัวฉันงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ”

        เมื่อเห็นลู่เซิ่งพุ่งเข้ามาหาหวังเทียนอีกลับไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อยเขายังขยับยิ้มเยาะอย่างดูแคลนด้วยซ้ำ

        วินาทีต่อมาเห็นเพียงเขาขยับปากร่ายเวท ปล่อยสกิลออกมาอย่างไม่รีบร้อน

        “มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด: พันธนาการมิติ”

        วึม...

        ห้วงมิติจับตัวแข็งทื่อในทันทีราวกับถูกแช่เยือกแข็งไปโดยสิ้นเชิง

        และลู่เซิ่งที่กำลังพุ่งตัวด้วยความเร็วสูงเมื่อครู่ก็ก้าวช้าลงในชั่วพริบตาร่างของเขาเหมือนถูกหยุดเวลาไว้จนไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่เซนติเมตรเดียว

        “ยืนนิ่งๆ เป็นเด็กดีไปเถอะ ฮ่าฮ่าฮ่า”

        หวังเทียนอีเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างลำพองใจ

        ทว่าความเย่อหยิ่งนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นานนัก

        “เหอะ มุกเดิมอีกแล้วเหรอ?”

        เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่โถมเข้ามาจากรอบตัวลู่เซิ่งก็เบ้ปาก

        เพราะสกิลนี้เขาเคยได้สัมผัสด้วยตัวเองมาแล้วตอนที่ประลองตัวต่อตัวกับหวังเทียนอีก่อนหน้านี้

        เพียงแต่ตอนนั้นลู่เซิ่งมีออสการ์คอยช่วยเหลือจึงไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ดังนั้นต่อให้จะโดนสกิลนี้เข้าไปเขาก็ไม่ได้เป็นคนแก้ทางมันด้วยตัวเอง

        ทว่าตอนนั้นไม่ได้แก้ไม่ใช่เพราะไม่มีปัญญาแก้ แต่เป็นเพราะมันไม่จำเป็นต่างหาก

        “ก็ดีจะให้แกได้เห็นสกิลจากพรสวรรค์ใหม่ที่ฉันเพิ่งเรียนรู้มาหลังจากเลเวลถึง 200แล้วกัน”

        ลู่เซิ่งพึมพำกับตัวเองก่อนจะสะบัดร่างอย่างแรงหนึ่งครั้ง

        ‘พุ่งทะยานศักดิ์สิทธิ์’ 

        วึง!วึง!

        รัศมีศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้าสองสายพวยพุ่งออกมาจากร่างกายของลู่เซิ่งอย่างไร้สัญญาณเตือน

        จากนั้น...

        ภายใต้สายตาอันตื่นตะลึงของฝูงชนเบื้องหลังของลู่เซิ่งกลับปรากฏปีกสีขาวบริสุทธิ์งอกออกมาสองคู่กลางอากาศ

        ใช่แล้วมันคือปีก

        และร่างกายที่เคยขยับไม่ได้เมื่อครู่ก็กลับมาเป็นอิสระในทันที แถมความเร็วยังเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวเพียงชั่วพริบตาก็พุ่งไปถึงเบื้องหน้าของหวังเทียนอีพร้อมกับฟาดค้อนเข้าใส่ศีรษะอย่างจัง

        เคร้ง!

        HP-1744

        “อ๊าก...”

        หวังเทียนอีผู้น่าสงสารยังไม่ทันได้เห็นแม้แต่เงาของลู่เซิ่งก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ศีรษะจนหน้ามืดไปหมดร่างทั้งร่างกระเด็นถอยหลังไปราวกับว่าวสายป่านขาดพุ่งไปกระแทกเข้ากับเวทีเปล่าอีกแห่งหนึ่งอย่างรุนแรงถึงขนาดทำให้เวทีศิลาเขียวอันแข็งแกร่งพังพินาศกลายเป็นเศษซากปลิวว่อนไปทั่วพลังทำลายล้างช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก

        “อะไรนะ? ถึงกับไม่ติดสถานะควบคุมเลยเหรอ?”

        “ดูนั่นสิ บนหลังของลู่เซิ่ง... ถึงกับมีปีกงอกออกมา?”

        “นี่... หรือว่าจะเป็นปีกรบจอมราชัน?”

        “แต่ปีกรบจอมราชันน่ะเป็นสกิลที่ผู้เปลี่ยนอาชีพครั้งที่เจ็ดถึงจะเรียนได้ไม่ใช่เหรอ? ลู่เซิ่งเพิ่งเลเวล 200 เองนะยังเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สามไม่ถึงด้วยซ้ำ”

        “พวกโง่ นั่นไม่ใช่ปีกรบจอมราชันอะไรนั่นหรอกแต่มันคือสกิลจากพรสวรรค์ของพาลาดินสายพิพากษาที่ชื่อ 'พุ่งทะยานศักดิ์สิทธิ์'ต่างหาก ว่ากันว่าเมื่อเปิดใช้งานนอกจากจะเพิ่มความเร็วให้พาลาดินได้ถึง 200% แล้วยังสามารถสร้างสถานะภูมิคุ้มกันการควบคุมที่จำกัดการเคลื่อนไหวทุกชนิดได้นานถึง 30วินาที”

        “อะไรนะ? ความเร็วเพิ่ม 200% แถมยังต้านทานสถานะควบคุมได้ด้วย?”

        “ไม่เพียงแค่นั้นนะได้ยินมาว่าสกิลของพาลาดินสายพิพากษาทั้งหมดจะผูกติดกับค่าพละกำลังยิ่งอุปกรณ์ดีและค่าพละกำลังสูงเท่าไหร่โบนัสของสกิลก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น”

        “อย่างลู่เซิ่งคนนี้ ความเร็วที่เขาระเบิดออกมาเมื่อกี้จะแค่ 200% ได้ยังไง? 500% ยังน้อยไปด้วยซ้ำ”

        “จริงด้วย”

        “แต่พาลาดินสายพิพากษาไม่ใช่อาชีพไร้ค่าที่ขึ้นชื่อของดาวสีน้ำเงินเราหรอกเหรอ?ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มันแข็งแกร่งขนาดนี้? พลังโจมตีก็แรงความเร็วก็สูง แทบไม่มีจุดอ่อนเลยนะเนี่ย”

        “ใครบอกแกกันว่าพาลาดินสายพิพากษาไร้ค่า? ผู้ใช้อาชีพไม่มีคำว่าอ่อนหรือแข็งหรอกพาลาดินสายพิพากษาก็แค่เป็นอาชีพที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์มากเกินไปหน่อยแต่สำหรับพาลาดินสายพิพากษาที่มีอุปกรณ์ครบมือขีดจำกัดสูงสุดของเขาจะเหนือกว่าอาชีพส่วนใหญ่แน่นอนเพียงแต่ความยากในการเติบโตมันสูงเกินไปเท่านั้นเอง”

        “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง”

        เสียงพูดคุยดังขึ้นต่อเนื่องประโยคแล้วประโยคเล่าฝูงชนที่จ้องมองลู่เซิ่งอาละวาดอยู่บนเวทีต่างกระซิบกระซาบและวิเคราะห์สถานการณ์กันไปต่างๆนานา ขณะเดียวกันพวกเขาก็เริ่มนิยามความหมายใหม่ว่าอะไรคือพาลาดินสายพิพากษาที่แท้จริง

        ในขณะเดียวกันบนเวทีด้านล่าง

        “แย่แล้ว”

        แกร่ก!แกร่ก!

        หวังเทียนอีพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากซากปรักหักพังอย่างยากลำบาก

        เมื่อเห็นหลอดเลือดของตนเองถูกค้อนของลู่เซิ่งฟาดหายไปเกือบ1ใน 6 ในทีเดียว

        แถมลู่เซิ่งยังไม่สะทกสะท้านต่อสกิลควบคุมของเขาเลยแม้แต่น้อย

        คราวนี้หวังเทียนอีหวาดกลัวอย่างถึงที่สุดเขาถึงกับลนลานร่ายสกิลร่ายฉับพลันใส่ลู่เซิ่งต่อเนื่องกันหลายสกิล

        “เฉือนมิติ”

        “บีบอัดมิติ”

        “มิติแตกร้าว”

        หลังจากทำทั้งหมดนี้เขาก็ไม่ลังเลใจอีกต่อไป หมุนตัววิ่งหนีสุดชีวิตเห็นได้ชัดว่าต้องการรักษาระยะห่างจากลู่เซิ่งอีกครั้ง

        ทว่าลู่เซิ่งอุตส่าห์เข้าประชิดตัวได้ยากลำบากมีหรือจะยอมปล่อยให้เขาหนีไปง่ายๆ?

        เคร้ง!เคร้ง! เคร้ง!

        ปัง!ปัง! ปัง!

        HP-321

        HP-387

        HP-397

        ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจสกิลร่ายฉับพลันที่หวังเทียนอีร่ายออกมาเขาหลับตาเลือกที่จะรับดาเมจตรงๆ

        ยังดีที่ในฐานะพาลาดินและยังมีการเสริมพลังจากชุดอุปกรณ์ระดับมหากาพย์ครบเซ็ตพลังป้องกันของเขาก็อยู่ในระดับที่น่าทึ่งเช่นกัน

        สกิลร่ายฉับพลันที่หวังเทียนอีร่ายออกมาด้วยความลนลานนั้นกระทั่งเลือด 1,000 หน่วยของเขาก็ยังลดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

        สำหรับลู่เซิ่งที่มีเลือดสูงถึง20,000หน่วย ดาเมจแค่นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการสะกิดผิวดังนั้นเขาจึงเมินเฉยต่อมันโดยสิ้นเชิงแล้วก้มหน้าก้มตาพุ่งเข้าหาหวังเทียนอีอีกครั้งอย่างไม่ลดละ

         

         

คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน