หวังหย่วนฉิงและหมี่จิ้งเฉิงตะลึงงันแทบไม่เชื่อสายตา เมื่อลูกสาวเอาทีวีสีกลับบ้านไม่ใช่ของราคาแค่สิบยี่สิบหยวน แต่ต้องใช้เงินเป็นร้อยๆ หยวนเลยนะ!ทีวีขาวดำที่บ้าน กว่าจะเก็บหอมรอมริบซื้อมาได้ก็ตั้งหลายปี จะเปลี่ยนก็เสียดายยังดูได้อยู่เลย หวังหย่วนฉิงรู้สึกเสียดายเงินของลูกสาวขึ้นมา
แต่สายตาอิจฉาของเพื่อนบ้านรอบข้างทำให้หวังหย่วนฉิงรู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก ลูกสาวของเธอนี่เก่งจริงๆ ดูสิบ้านเรานำสมัยขนาดไหน ถึงกับมีทีวีสีดูแล้ว ความภาคภูมิใจนี้ไม่ใช่แค่คำพูดสองคำจะอธิบายได้ แม้ปากจะถ่อมตัวกับทุกคน แต่ในใจกลับเบิกบาน
แต่ความภาคภูมิใจและความสุขแบบนี้สร้างขึ้นจากเงินทองแท้ๆ พอคิดถึงเงินหลายร้อยหยวนหวังหย่วนฉิงก็ยังรู้สึกว่ามันสิ้นเปลืองไปหน่อย ดังนั้นพอเพื่อนบ้านชื่นชมทีวีสีจนพอใจ และแยกย้ายกลับบ้านหวังหย่วนฉิงก็ดึงลูกสาวไปคุยกันที่มุมเล็กๆ
"หลันเยว่ทำไมลูกไม่ปรึกษาพ่อกับแม่ก่อนซื้อล่ะ มันต้องใช้เงินตั้งหลายร้อยหยวนนะแล้วทีวีขาวดำที่บ้านเราก็ยังดูได้ ภาพก็คมชัดดีไม่ได้ทำให้พลาดข่าวหรือละครอะไรเลย เงินในมือลูก เก็บไว้ทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าเหรอ"
เหตุผลที่หมี่หลันเยว่ซื้อทีวีสีกลับมาในเวลานี้ก็เพื่อจะเปิดอกคุยกับพ่อแม่ เดิมทีเธอตั้งใจจะสารภาพกับพ่อแม่หลังจากเปิดสาขาแล้วแต่พอเรื่องมาอยู่ตรงหน้า เธอถึงได้คิดออกว่า การเตรียมการเปิดสาขาต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่านี้แน่นอน
ตลอดช่วงวันหยุด ต้องออกไปแต่เช้ากลับดึกวิ่งวุ่นไปทั่ว ถ้าจะปิดบังพ่อกับแม่ คงเป็นเรื่องยากเรื่องนี้เธอไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังพ่อแม่อยู่แล้วถ้าต้องเสียแรงปิดบังมากมายขนาดนั้น สู้บอกพ่อแม่ไปเลยดีกว่า จะได้สบายใจ
"แม่คะวันนี้หนูมีเรื่องจะคุยกับพ่อกับแม่ ขอเรานั่งลงคุยกันก่อนได้ไหมคะ"
หมี่หลันเยว่ดึงแม่ไปนั่งบนเตียงแล้วไปตามพ่อมา เธอขอให้คนรู้จักช่วยดูแลร้านข้างหน้าก่อนชั่วคราวทั้งครอบครัวจึงนั่งคุยกันบนเตียงอุ่นๆ
"พ่อคะ แม่คะวันนี้หนูมีเรื่องจะบอกให้พ่อกับแม่รู้ค่ะ"
หมี่หลันเยว่เพิ่งเริ่มพูดหมี่หลันซิงก็วิ่งเข้ามาจากข้างนอก พอเห็นพี่สาวกับพ่อแม่นั่งคุยกันบนเตียงก็วิ่งเข้าไปใกล้ ถอดรองเท้า แล้วเบียดตัวเข้าไปนั่งข้างๆ พ่อตั้งใจจะฟังพวกผู้ใหญ่คุยกัน
หมี่หลันเยว่บีบแก้มเล็กๆ ของน้องชายเพิ่งกลับมาจากข้างนอก แก้มเย็นเฉียบ
"ออกไปข้างนอกก็ไม่รู้จักใส่ผ้าพันคอดูสิ แก้มเย็นหมดแล้ว"
หมี่หลันเยว่ยื่นมือทั้งสองข้างมาประกบแก้มของน้องชายช่วยให้ความอบอุ่น
"พูดเรื่องของลูกไปก่อนเถอะ"
พอหวังหย่วนฉิงได้ยินว่าลูกสาวมีเรื่องจะพูดในใจก็เต้นระรัว จึงดึงลูกชายมาไว้ตรงหน้า ช่วยให้ความอบอุ่น แล้วเร่งให้ลูกสาวพูดอยากฟังว่าลูกสาวมีเรื่องอะไรถึงต้องพูดอย่างจริงจังขนาดนี้
"แม่คะ พ่อคะ หนูเปิดร้านเล็กๆขายเสื้อผ้าอยู่ตรงถนนใหญ่ เริ่มเปิดร้านตั้งแต่ช่วงปิดเทอมเดือนกันยายนปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ก็สี่เดือนกว่าๆ เกือบห้าเดือนแล้ว ธุรกิจไปได้สวยหนูเลยตั้งใจจะเปิดสาขาอีกร้านหลังตรุษจีนนี้ค่ะ"
พอหวังหย่วนฉิงได้ยินว่าลูกสาวเปิดร้านถึงกับทำอะไรไม่ถูก หันไปมองหมี่จิ้งเฉิงก็เห็นว่าหมี่จิ้งเฉิงก็มีสีหน้าเลื่อนลอยและตกใจเช่นกันเธอถึงได้รู้ว่าลูกสาวปิดบังเรื่องนี้จากสามีภรรยาทั้งคู่จริงๆไม่แปลกใจเลยว่าทำไมช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ลูกสาวกับลูกชายถึงได้วุ่นวายกันขนาดนี้
"เอ่อ...หลันเยว่ลูกเล่าให้แม่ฟังดีๆ หน่อยได้ไหม แม่ยังงงๆ อยู่"
หวังหย่วนฉิงยังไม่หายงงยังไม่เข้าใจว่าลูกสาวพูดถึงเรื่องอะไร เปิดร้าน? ร้านขายเสื้อผ้า?มันดูเหมือนอยู่ไกลจากชีวิตของเธอเหลือเกิน
ก็ไม่แปลกที่หวังหย่วนฉิงจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเองเธอและสามีเป็นข้าราชการทั้งคู่ ทำงานในหน่วยงานของรัฐ แถมช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเทศก็ยังคงกำจัด ‘ต่อต้านแนวคิดสังคมนิยม’อย่างเข้มงวด ไม่อนุญาตให้มีธุรกิจส่วนตัวอย่างเด็ดขาด
ถึงแม้ว่าต่อมาบ้านของเธอจะทำร้านหนังสือและร้านขายของชำเล็กๆน้อยๆ จากฝีมือของหมี่หลันเยว่ แต่มันก็เป็นแค่การหารายได้เล็กๆ น้อยๆในบ้านเท่านั้น มันต่างจากการเปิดร้านขายของอย่างสิ้นเชิง เธอคิดไม่ออกจริงๆว่าลูกสาวเปิดร้านขึ้นมาได้อย่างไร
ถึงเธอจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้แต่ก็รู้ว่าการเปิดร้านไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างแรกต้องมีตึกแถว ต้องตกแต่งร้านแล้วก็ต้องมีแหล่งสินค้า หลังจากนั้นก็ต้องมีพนักงานขายของ ช่วงระหว่างนั้นอาจจะมีปัญหาอื่นๆ อีก แต่เธอก็ไม่รู้
"แม่คะ ร้านอยู่ตรงถนนใหญ่ห่างจากบ้านเราไปแค่สองช่วงตึกหน้าบ้านของพี่เผิงเฟยหนูทำสัญญากับแม่ของพี่เผิงเฟยเช่ามาสองสามปี แล้วก็เปิดร้านขายเสื้อผ้าที่นั่น ชื่อร้าน ‘ห้องเสื้อหลันเยว่’ค่ะ"
ลูกสาวยังพูดไม่ทันจบหวังหย่วนฉิงก็ร้องเสียงดังขัดขึ้นมา
"เดี๋ยวก่อนๆ...ลูกว่าร้านอะไรนะห้องเสื้อหลันเยว่?!"
อาจจะเป็นเพราะตกใจเกินไปเสียงนี้จึงดังเป็นพิเศษ แสดงให้เห็นถึงความเป็นครูอย่างเต็มที่
"แม่ครับ เบาๆ หน่อย หูผมจะแตกแล้ว"
หมี่หลันซิงที่ซุกอยู่ในอ้อมกอดของแม่เอามือเล็กๆ ปิดหูตัวเอง หวังหย่วนฉิงรีบเอามือตัวเองมาทับบนมือเล็กๆ ของลูกชายช่วยนวดให้อย่างรู้สึกผิด
หมี่หลันซิงส่ายหน้า หลบมือของแม่แล้วชี้ไปที่พี่สาวด้วยนิ้วเล็กๆ
"พี่ฮะ รีบเล่าให้แม่ฟังให้จบเถอะไม่อย่างนั้นหูผมแย่แน่"
พอน้องชายออดอ้อนออเซาะแบบนั้นหมี่หลันเยว่ก็เอ็นดูมาก
"ใช่ค่ะแม่ร้านห้องเสื้อหลันเยว่ร้านนั้น หนูเป็นคนเปิดเอง"
หมี่หลันเยว่พูดถึงร้านของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจแค่ดูท่าทางของแม่เมื่อกี้ ก็รู้ว่าร้านนั้นดังพอสมควร อย่างน้อยแม่ก็รู้จัก
"ตอนแรกที่เห็นเพื่อนร่วมงานใส่เสื้อผ้าจากห้องเสื้อหลันเยว่แม่ก็รู้สึกสงสัยเหมือนกัน ว่ามีร้านเสื้อผ้าชื่อเหมือนลูกเราด้วยต่อมาพอได้ยินว่าร้านอยู่ตรงถนนใหญ่ ไม่ไกลจากโรงเรียนเราเท่าไหร่แม่ก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ"
"ตอนนั้นในใจก็คิดว่าใครกันนะที่มีรสนิยมดีขนาดนี้ ตั้งชื่อร้านเหมือนลูกสาวเราแต่ไม่คิดเลยว่าร้านนั้นจะเป็นของลูกจริงๆแม่แค่ได้ยินเพื่อนร่วมงานบอกว่าร้านนี้รสนิยมดี งานฝีมือดี แบบสวย บริการก็ดี"
หมี่หลันเยว่หัวเราะ ผลลัพธ์แบบนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่ได้คาดคิด
"แม่เคยไปร้านนั้นไหมคะ"
เธอสงสัยว่าถ้าตัวเองกับแม่เจอกันในร้านบรรยากาศจะเป็นยังไง
"แม่ไม่เคยไปโรงเรียนเราคนที่ไปซื้อเสื้อผ้าที่ร้านลูก ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกวัยรุ่นทั้งนั้นพวกเขาบอกว่าเสื้อผ้าในร้านลูกก็ไม่ถูกนะ พวกเราที่มีครอบครัวแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบนั้น ยิ่งไปกว่านั้นเสื้อผ้าพวกนั้นก็วัยรุ่นเกินไป ไม่เหมาะกับคนอายุอย่างเราใส่"
พอแม่พูดถึงเรื่องนี้หมี่หลันเยว่ก็เกิดความคิดขึ้นมา เธอลืมไปได้อย่างไรว่า ในยุคต่อๆ มาผู้หญิงอายุสี่สิบก็กล้าใส่เสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงอายุยี่สิบไม่กลัวคนหัวเราะเยาะว่าตัวเองทำตัวเป็นเด็กกลับยินดีที่จะแต่งตัวให้ตัวเองดูเด็กลง แต่แนวคิดของคนในยุคนี้ไม่เหมือนกันแค่มีลูก ไม่ต้องถึงสามสิบ ก็รู้สึกว่าตัวเองแก่แล้ว
"แม่คะความคิดของแม่เตือนสติหนูเลยค่ะดูเหมือนว่าแบบเสื้อผ้าของเราต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อยแล้วต้องเพิ่มความสง่าผ่าเผยและมีวัฒนธรรมลงไปบนพื้นฐานของความสดใสให้คุณแม่ทั้งหลายได้ใส่เสื้อผ้าที่ทันสมัยและสุภาพค่ะ"
หมี่หลันเยว่เริ่มคิดแล้วถ้าไม่ใช่กำลังคุยกับพ่อแม่อยู่ เธอคงอยากจะหยิบสมุดออกแบบมาวาดรูปแล้วแต่หวังหย่วนฉิงยังคงทำความเข้าใจกับสิ่งที่ลูกสาวพูดเมื่อกี้
"เมื่อกี้ลูกบอกว่าต้องปรับเปลี่ยนแบบเหรอลูกไม่ได้ไปรับเสื้อผ้ามาจากที่อื่นเหรอ แล้วใครจะช่วยลูกปรับเปลี่ยนแบบได้ล่ะ"
หมี่หลันเยว่ถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่าเธอยังไม่ได้บอกแม่เรื่องเปิดโรงงานเลย
"แม่คะ หนูมีโรงงานของตัวเองเสื้อผ้าทั้งหมดออกแบบและตัดเย็บเอง อะไรที่ต้องปรับปรุง ไม่ต้องปรึกษาใครหนูตัดสินใจเองได้เลยค่ะ"
ในที่สุดหัวของหวังหย่วนฉิงก็หยุดทำงานไม่สามารถประมวลผลได้อีกต่อไป ส่วนหมี่จิ้งเฉิงตั้งแต่ลูกสาวพูดเรื่องเปิดร้านจนถึงตอนนี้ เขาก็พยายามรวบรวมความคิดอยู่ในหัวแต่ยังไม่ทันจะเข้าใจเรื่องข้างหน้า ลูกสาวก็โยนระเบิดอีกลูกมา ทำให้เขามึนงงไปหมด
"หลันเยว่ ลูกบอกว่าลูกมีโรงงานเองโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า?"
มันสูงกว่าการเปิดร้านไปอีกขั้นแล้วถึงคนที่ไม่รู้เรื่องพวกนี้ก็ยังรู้ว่า โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าต้องมีที่ตั้งโรงงานต้องมีคนงาน ต้องซื้อผ้า ต้องมีอุปกรณ์ต่างๆ แถมยังต้องสั่งทำป้ายยี่ห้อทำบรรจุภัณฑ์ ลูกสาวตัวเล็กแค่นี้ จะทำได้ยังไง
"ใช่ค่ะแม่ เสื้อผ้าในร้านเราทั้งหมดโรงงานของเราตัดเย็บเอง แถมตอนนี้โรงงานของหนูก็เริ่มขายส่งแล้วช่วงนี้พวกหนูยุ่งกันมาก ไม่ค่อยได้อยู่บ้านก็เพราะยุ่งเรื่องลูกค้าสั่งของนี่แหละค่ะ"
ช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมาหมี่หลันเยว่และหมี่หลันหยางยุ่งจนไม่มีเวลาพักผ่อนออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง กลับมาก็ดึกดื่นหวังหย่วนฉิงและหมี่จิ้งเฉิงถามหลายครั้ง ก็ไม่ได้เรื่องราวอะไรที่ดีคือทั้งสองคนออกไปด้วยกัน กลับด้วยกันตลอด พวกเขาเลยไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่
ใครจะไปคิดว่าเด็กทั้งสองคนจะปิดบังเรื่องใหญ่ขนาดนี้จากพวกเขา
"ลูกบอกว่าตอนนี้กำลังตัดเย็บเสื้อผ้าให้ลูกค้าก็เลยยุ่งจนแทบไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน?"
หมี่หลันเยว่พยักหน้าบอกว่าแทบไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ก็ไม่ได้พูดเกินจริง เธอและพี่ชายช่วงนี้แทบจะอยากออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แล้วกลับบ้านตอนแสงจันทร์ส่องแล้ว
"แล้วงานที่ลูกทำ จะทำเสร็จทันไหมยังขาดของให้เขาอีกเท่าไหร่"
พอได้ยินลูกสาวบอกว่ากำลังเร่งตัดเย็บตามคำสั่งซื้อจากที่หวังหย่วนฉิงกังวลเรื่องความกล้าหาญของลูกสาวกลายเป็นเรื่องที่เสื้อผ้าจะส่งออกไปได้ราบรื่นไหม จะทำให้เขาเสียเรื่องหรือเปล่าผู้หญิงก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้อารมณ์จริงๆ
"น่าจะไม่มีปัญหานะคะอีกแปดวันก็ตรุษจีนแล้ว หนูคุยกับลูกค้าที่มารับของไว้แล้วให้เขามารับของก่อนตรุษจีนห้าวัน ก็คือเหลือเวลาอีกสามวันปริมาณที่ตกลงกับลูกค้าไว้ทำเสร็จหมดแล้ว ตอนนี้กำลังเร่งทำเพิ่มลูกค้าอยากได้เพิ่มอีกหน่อย สามวันนี้ ทำได้มากเท่าไหร่ก็เท่านั้น"
"แม่ไปช่วยไหม?"
พอเห็นว่าทีวีสีลูกสาวเป็นคนส่งกลับบ้านคนเดียวหลันหยางก็ไม่ได้กลับมาด้วย คงจะรู้ว่าโรงงานยุ่งขนาดไหนหวังหย่วนฉิงก็เสนอตัวไปช่วยลูกสาวทันที
"มันเหนื่อยมากนะคะแม่พ่อกับแม่เฝ้าบ้าน เตรียมของสำหรับตรุษจีนก็พอค่ะ หนูและพี่ชายยังจัดการได้อยู่แค่ว่าช่วงเตรียมงานก่อนตรุษจีน พวกหนูสองคนคงช่วยอะไรที่บ้านไม่ได้แล้ว"
"ไม่ต้องๆพวกลูกไม่ต้องสนใจเรื่องในบ้าน ที่นี่มีพ่อ แม่ไปโรงงานกับพวกลูกเอง"
หวังหย่วนฉิงตัดสินใจ