เดิมทีในทุกๆเช้าจะมีการประชุมราชกิจเป็วาระปกติ แต่สองวันนี้กลับไม่มีการประชุมเช่นที่ผ่านมา แม้ท่านอ๋องจะเสด็จกลับมาแล้วแต่พระองค์กลับเลือกที่จะเก็บตัวอยู่ในตำหนัก โดยไม่ยอมพบปะผู้คนและไม่เปิดให้ขุนนางได้เข้าเฝ้าแต่อย่างใด
บรรยากาศในเมืองในตอนนี้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติแล้วนั่นคงเป็เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้เื่ราวของาที่เกิดขึ้นรวมถึงเหตุการณ์ก่อการกบฎก็ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย
จะมีก็เพียงเหล่าขุนนางบางกลุ่มที่ยังคงมีการจับกลุ่มซุบซิบพูดคุยกันในเื่ราวที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะการเข้าไปคลี่คลายสถานการณ์ของท่านอ๋องในครั้งนี้ หลายคนอยากรู้ว่า พระองค์เสด็จมาได้อย่างไรหากเป็ไปอย่างที่หลายคนคาดคิด นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า แม้พระองค์จะไม่ได้อยู่บริหารบ้านเมืองแล้วแต่พระองค์ยังเฝ้าจับตาดูสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ตลอดเวลาพระองค์จะปล่อยให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การจัดการของคุณชายแต่หากถึงที่สุดแล้วพระองค์ก็พร้อมจะกลับมาเพื่อช่วยเหลือทุกคน
คุณชายชิงอวิ้นเป็อีกคนที่เก็บตัวอยู่ในตำหนักพระองค์ไม่ได้ออกไปไหนมาสองวันแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่บ้างเมื่อมีการเรียกตัวหลี่ซือให้เข้าเฝ้าอยู่สองสามครั้งแต่ทั้งท่านอ๋องและคุณชายชิงอวิ้น ก็ไม่ได้มีการพบปะกันแต่อย่างใด
กลับเป็หวังหย่งที่ดูจะมีความเคลื่อนไหวมากเป็พิเศษ เพราะเดิมทีเขาคิดว่า เมื่อทัพหลวงเดินทัพกลับมาแล้ว น่าจะมีการสำเร็จโทษอิคายที่คิดการฏเพื่อไม่ให้เป็เยี่ยงอย่างอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็ว่าไม่มีใครพูดถึงเื่นี้เลยมันช่างน่าสงสัยยิ่งนัก เมื่อเป็เช่นนั้น เขาจึงต้องรับผิดชอบในการรับรองแขกบ้านแขกเมืองอย่างอูซุนรวมทั้งการจัดเวรยามเพื่อคุ้มกันพยานปากเอกอย่างอิคายอีกด้วย
ใน่บ่ายของวันที่สอง มีการแจ้งมาจากรัชทายาทว่าในเช้าวันพรุ่งนี้จะมีการออกว่าราชกิจเช่นเดิม ซึ่งได้ช่วยทำให้สถานการณ์ตึงเครียดต่างๆได้คลี่คลายลงไปบ้าง
แม้สถานการณ์จะดูคลี่คลายลงไปแล้วแต่หวังหย่งก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยเขาได้สั่งให้คนของเขาย้ายที่คุมขังอีคายใน่กลางดึกในคืนนั้น
ขบวนเคลื่อนย้ายนักโทษออกจากที่คุมขังโดยมีทหารหลายสิบนายคอยคุ้มกัน หวังหย่งได้กำชับให้ทุกคนตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาอย่าประมาทเด็ดขาด ขอให้คิดว่าตลอดเส้นทางที่เดินไปนั้นจะมีคนร้ายซุ่มอยู่ตลอดเวลา
นักโทษทั้ง 5คนถูกเคลื่อนย้ายไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันของบ้านเมืองในยามวิกาลแม้จะพยายามเก็บทุกอย่างเป็ความลับแล้ว แต่พวกเขาทุกคนรู้สึกได้ว่า บัดนี้สิ่งที่หวังหย่งคาดการณ์ไว้เป็จริงแล้ว ทหารคุ้มกันสังเกตเห็นว่ามีกลุ่มคนชุดดำจำนวนหนึ่งได้แอบติดตามพวกเขามาั้แ่แรกแล้วเมื่อเห็นเช่นนั้น พวกเขาได้สั่งให้ทหารคนหนึ่งรีบกลับไปรายงานเื่นี้ให้หวังหย่งทราบ
เมื่อเห็นว่ากลุ่มเคลื่อนย้ายนักโทษไหวตัวทันแล้วกลุ่มชุดดำจึงรีบชิงลงมือ พวกเขาอาศัยจำนวนคนที่มากกว่า ะโมาขวางทางเพียงเวลาไม่กี่อึดใจต่อมา นักโทษทั้งห้าก็ถูกสังหารจนหมดสิ้นในขณะที่ทหารที่ควบคุมตัวมานั้น กลับหนีเอาตัวรอดกันไปคนละทิศละทาง
ทันทีที่ทราบข่าวหวังหย่งรีบเรียกตัวทหารฝีมือดี พร้อมออกมาคุ้มกันนักโทษในทันทีเพียงไม่นานพวกเขาก็มาถึงจุดที่มีการปะทะกัน ก็พบว่าพวกเขามาถึงช้าไปเสียแล้วนักโทษทั้ง 5 กลายเป็ศพนอนเกลื่อนกลาดอยู่กลางถนนแต่ที่ทำให้หวังหย่งผิดหวังมากไปกว่านั้น ก็คือ บริเวณนั้นไม่มีร่องรอยการต่อสู้เลยที่สำคัญ ศพทหารก็ไม่มี นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ทหารเหล่านี้ได้ละทิ้งหน้าที่หนีเอาตัวรอด ปล่อยให้นักโทษถูกสังหาร คิดเช่นนั้นมันน่าละอายใจยิ่งนัก แบบนี้แล้วพรุ่งนี้เขาจะมีหลักฐานอะไรไปกราบทูล
...................................................
เช้าวันต่อมาท่านอ๋องออกนั่งบัลลังก์ว่าราชกิจด้วยพระองค์เอง โดยมีรัชทายาทนั่งถัดลงมาบรรดาขุนนางต่างเข้าร่วมประชุมราชกิจกันอย่างพร้อมเพรียงบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มีการทักทายพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสมือนว่าไม่เคยมีเื่ร้ายๆเกิดขึ้นก่อนหน้านี้
หวังหย่งเข้ามาทีหลังแล้ว ทันทีที่เขาก้าวเขามาในท้องพระโรง ทุกๆสายตาจับจ้องมายังเขาราวกันเป็นักโทษ แม้ในใจหวังหย่งจะรู้สึกหมดหวัง แต่เมื่อมาเจอเข้ากับสถานการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้ความรู้สึกของเขายิ่งหดหู่ลงไปอีก
หวังหย่งรีบเข้าไปยืนข้างๆหวังเหล่ย ในจุดที่เขายืนอยู่ทุกครั้งแต่สังเกตเห็นได้ว่า สีหน้าแววตาของผู้เป็หัวหน้าที่จับจ้องมายังเขานั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและชิงชัง ไม่รวมถึงขุนนางคนอื่นๆ ที่มองเขาในแบบเดียวกันโดยเฉพาะหลี่ซือ ที่จับจ้องเขาอย่างกับจะกินเืกินเนื้อ แต่เมื่อหวังหย่งหันไปสบตาด้วยเขากลับยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะจะมีก็เพียงแต่ราชครูและบรรดาขุนนางส่วนน้องที่อยู่กับเขาในการปราบกบฎของกลุ่มอิคายเท่านั้นที่หันมาให้กำลังใจเขาอย่างเต็มเปี่ยม
เพียงไม่นานท่านอ๋องก็เริ่มออกว่าราชกิจ
“หลายท่านคงจะสงสัยว่าทำไมเราไม่ได้ออกว่าราชกิจในสองวันที่ผ่านมา” ท่านอ๋องตรัสเมื่อเห็นว่าบรรดาขุนนางไม่มีฏีกาอะไรจะนำเสนอในเช้าวันนี้
“เราเห็นทุกกท่านเหนื่อยกันมามากแล้วเราแค่อยากให้พวกท่านได้พักผ่อนบ้าง ที่สำคัญ ใน่หลายวันนี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย จนเรานิ่งนอนใจไม่ได้ จึงต้องออกมาจัดการด้วยตัวเราเอง” ท่านอ๋องหยุดครู่หนึ่งพร้อมกับหันไปมองเหล่าขุนนางที่ยืนเรียงแถวอยู่ด้านล่าง
“เราได้ยินมาว่าการศึกครั้งนี้รัชทายาทร่วมมือกับทุกท่าน วางแผนกันไว้อย่างไร้ที่ติ แต่ทำไมมันกลับเป็แบบนี้ไปได้” ท่านอ๋องหันมาถามกับรัชทายาทที่ดูเหมือนจะรอคำถามนี้อยู่ก่อนแล้ว
“ทูลฝ่าา” รัชทายาทตอบกลับในทันที “เป็ดั่งที่พระองค์ตรัสมาจริงๆแผนการทุกอย่างพวกเราได้วางไว้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ หากแต่ มีบางคนไม่ยอมปฏิบัติตามแผน”
“นี่เ้ากำลังจะบอกว่าในเวลาชี้เป็ชี้ตายเช่นนี้ กลับมีบางคนไม่ยอมเชื่อฟังเ้างั้นรึ”
“หามิได้พะยะค่ะลูกมิกล้าเอ่ยเช่นนั้น”
“งั้นเื่ราวมันเป็อย่างไรเ้าลองอธิบายให้ข้าฟังสิ”
“เดิมทีศึกครั้งนี้ลูกหวังว่าจะเป็การร่วมมือกันระหว่างกองทัพของเรากับพวกิ”รัชทายาทเริ่มอธิบาย “เมื่อครั้งก่อนพวกเหอผิงปิดล้อมเส้นทางการค้าของเรา ลูกคิดจะสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำว่าไม่ควรจะมายุ่งกับเหอฉีของเรา แต่ความด้อยประสบการณ์ทำให้ลูกพ่ายแพ้กลับมา ครั้งนี้ก็เช่นกัน ลูกคิดว่าการล้างแค้นคนพวกนี้ลูกจะต้องทำมันด้วยตัวเอง เมื่อลูกได้สานสัมพันธ์กับพวกิและพวกเขาก็รับปากจะมาช่วยเราในศึกครั้งนี้ แต่พวกนั้นกลับไม่ยอมทำตามสัญญาไปเชื่อฟังผู้อื่น ทำให้การล้างแค้นของลูกต้องล้มเหลวลงอีกครั้ง”
“เ้าก็น่าจะรู้ว่าพวกิมันไว้ใจไม่ได้ แล้วยังจะไปร่วมมือกับพวกมันอีก” ท่านอ๋องตรัสออกมาด้วยความโกรธ
“ลูกรู้ข้อนั้นดีแต่ครั้งนี้พวกิ้าความช่วยเหลือจากเราในเื่การค้าย่อมไม่มีทางที่พวกเขาจะหักหลังพวกเราเป็แน่ และที่สำคัญ ลูกทราบมาว่าผู้นำของิยกทัพมาช่วยเราในครั้งนี้ด้วยตัวเอง เพียงแต่ว่า..”รัชทายาทแสร้งทำทีเป็หยุดพูด
“แต่ว่าอะไร” ท่านอ๋องถามย้ำในทันทีเช่นกัน
“แต่ว่าทันทีที่ทัพของพวกเขามาถึงกลับมีคนของเราไปขวางหน้า และใช้กลอุบายหลอกล่อให้พวกเขาไปทำอย่างอื่นจนมาช่วยพวกเราไม่ทันพะยะค่ะ”
“ใครกันที่มันบังอาจเช่นนั้น” ท่านอ๋องเริ่มมีโทสะ
“เป็หม่อมฉันเองพะยะค่ะ” โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นใส่ความหวังหย่งรีบออกตัวในทันที
“เป็เ้านี่เอง เ้าทำเช่นนั้นทำไม”แม้จะรู้คำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่ท่านอ๋องก็ยังจะถามต่อ
“ทูลฝ่าา” หวังหย่งรู้ดีว่าแม้พูดไปจะไม่ใครเชื่อเขาอีกแล้ว แต่เขาก็ต้องพูด“เป็ดั่งเช่นที่กระหม่อมได้กราบทูลพระองค์ไปก่อนหน้านี้แล้วทุกอย่างล้วนแต่เป็แผนการของคนคนหนึ่งเท่านั้นพวกเขาหวังจะให้ทหารของเราออกนอกเมืองไปให้หมด เพื่อที่พวกเขาก็จะได้ลงมือก่อความวุ่นวายและก่อการฏเพื่อยึดอำนาจในเมืองนี้ไว้ เมื่อกระหม่อมทราบข่าวก็ได้รีบเร่งไปหาใต้เท้าเจียวลู่เพื่อสอบถามถึงกำลังพลที่มีอยู่ แต่ปรากฏว่าในตอนนั้นไม่มีทหารเหลืออยู่เลย กระหม่อมไม่มีทางเลือกอื่นจึงจำเป็ต้องไปขอความช่วยเหลือจากทัพของท่านอูซุนผู้นำชาวิที่ยกทัพผ่านเมืองเรามาพอดี”
“ฏเหรอในหลักฐานที่เ้าคิดว่ามีฏละ ข้าไม่เห็นมีใครสักคนข้าได้ยินเื่นี้ั้แ่วันที่กลับมาแล้ว แต่ประชาชนทุกคนกลับไม่มีใครทราบเื่นี้มีแต่พวกเ้าไม่กี่คนเท่านั้นที่อ้างว่า มีการฏ ข้าไว้ใจพวกเ้ามาตลอดปล่อยให้พวกเ้าอยู่ดูแลบ้านเมืองในยามที่ข้าออกศึกโดยที่พวกเ้าไม่ต้องออกไปเสี่ยงอันตราย แต่เ้ากลับทำเื่เช่นนี้ เอาฏมาอ้างเพื่อฆ่าผู้อพยพ เช่นนี้จะให้เข้าเชื่อใจเ้าได้อย่างไร” รัชทายาทแทรกขึ้นมาในทันที
“เ้าทั้งสองคน หยุดได้แล้วข้าอยากรู้ว่าเื่มันเป็มาอย่างไร ใครก็ได้เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ”ท่านอ๋องยกมือห้ามรัชทายาทไม่ให้พูดต่อ
“ทูลฝ่าา” ลี่ถังก้าวออกมา “ก่อนหน้านี้ กระหม่อมได้ทำการค้ากับเมืองิและได้รู้จักมักคุ้นกับคนพวกนั้นหลายสิบคนพวกเขาบอกว่ามีชาวบ้านจากเมืองิหลายครอบครัวที่กำลังประสบภาวะอดอยากอยู่ตามแนวเขตชายแดน พวกเขาเ่าั้หวังจะมาพึ่งพระบารมีของพระองค์ในบ้านเมืองเราแต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็รู้ดีว่า เหอฉี กับิ ย่อมไม่อาจไปมาหาสู่กันได้ แต่เพราะพระปรีชาของรัชทายาทได้ประทานอนุญาตให้คนเ่าั้มาพักอาศัยหลบภัยบ้านเมือง มาอยู่กับเราโดยข้าได้จัดแจงที่พักให้พวกเขาได้อยู่ในเขตหุบเขาตามแนวชายแดนเพื่อง่ายแก่การป้องกันดูแล ที่ผ่านมา พวกนั้นก็อยู่กันอย่างสงบโดยไม่มีปัญหาใดๆให้ต้องเป็ห่วงเลย แต่คาดไม่ถึงว่าเมื่อรัชทายาทกับพวกข้าออกไปทำศึกได้ไม่นาน หวังหย่งกลับคิดว่า คนพวกนี้เป็พวกฏเขาได้ทำการสังหารแกนนำของกลุ่มคนเหล่านี้จนพวกที่เหลือไม่กล้าจะอยู่อาศัยอีกต่อไป เมื่อวาน หม่อมฉันทราบมาว่าคนพวกนั้นได้อพยพออกไปจากบ้านเมืองเราจนหมดสิ้นแล้วพ่ะยะค่ะ”
“เื่มันเป็เช่นนี้นี่เอง หวังหย่งทำไมเ้าจึงเป็คนเช่นนี้ลงมือได้แม้กระทั่งผู้ลี้ภัยที่มาขอพึ่งใบบุญของเรา เ้ามีอะไรจะแก้ตัวมั้ย” ท่านอ๋องหันกลับมาหาหวังหย่งที่ยืนรออธิบายอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน
“กระหม่อมไม่มีคำแก้ตัวใดๆมีเพียงความจริงที่จะบอกกับพระองค์” หวังหย่งรู้ดีว่าถึงอย่างไรคนพวกนั้นก็คงหวังจะฆ่าเขาให้ตายในวันนี้ แต่เขาก็จะไม่ยอมตายฟรีโดยไม่คิดจะต่อสู้อย่างแน่นอน
“ความจริงก็คือ ในการศึกครั้งนี้ กุนซือผู้วางแผนอย่างหลี่ซือเป็เพียงฉากบังหน้า คนที่อยู่เื้ัแผนการนี้ทั้งหมด ก็คืออิคาย แม่ทัพตกอับของเมืองิที่พวกท่านไปเชิญเขามาเป็กุนซือ”สิ้นเสียงหวังหย่ง เสียงฮือดังลั่นท้องพระโรง หวังหย่งไม่รอช้าเขารีบพูดทันทีก่อนที่จะหมดโอกาส
“คนผู้นี้แสร้งทำทีเป็คิดแผนการให้กับพวกท่าน แต่แผนการทั้งหมดล้วนแต่หลอกให้พวกท่านไปตาย โดยหารู้ไม่ว่า ลึกๆ แล้วนั้นเขากำลังคิดการอะไรอยู่ ทันที่ที่พวกท่านยกทัพออกไป อิคายก็นำคนของเขาออกมาก่อความวุ่นวายในเมืองโดยทันที แผนการก่อฏของเขาเกือบจะสำเร็จ โชคดีที่ได้ท่านอูซุนมาช่วยไว้ได้ ไม่เช่นนั้นกระหม่อมเกรงว่า พวกเราคงจะไม่มีบ้านเมืองให้อยู่แล้วบัดนี้กระหม่อมมีพยานหลักฐานคนสำคัญอยู่ขออนุญาติเบิกตัวอูซุนขึ้นมาให้การจะได้หรือไม่”
“ได้สิ นำตัวพยานเข้ามา” ท่านอ๋องเรียกตัวพยานให้เข้ามาให้ข้อมูล
อูซุนถูกนำตัวเข้ามาเขามาในวันนี้ในฐานะแขกคนสำคัญ และได้รับการต้อนรับเป็อย่างดีจากทุกๆ คน
“กราบบังคมทูลท่านอ๋องขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พันพันปี”อูซุนรู้ดีว่านี่เป็โอกาสดีที่สุดที่เขาจะได้สานสัมพันธ์กับแคว้นเหอฉีเขาจึงต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
“ข้าได้ยินมาว่าเ้าคือผู้นำคนล่าสุดของชาวิสินะ” ท่านอ๋องตรัสทักทายอย่างเป็กันเอง
“เช่นนั้นพะยะค่ะ”อูซุนกล่าวตอบกลับไป
“เ้านี่คงจะเก่งน่าดูยังหนุ่มยังแน่นอยู่แท้ๆ สามารถก้าวขึ้นไปเป็ผู้นำของคนเ่าั้ได้”
“หามิได้พะยะค่ะโอรสของพระองค์ก็ทรงพระเยาว์กว่าหม่อมฉัน แต่กลับสามารถปกครองแคว้นที่ยิ่งใหญ่กว่าเช่นนี้ องค์ชายชิงอวิ้น ย่อมทรงพระปรีชายิ่งกว่ากระหม่อมมากนัก”
“ฮ่าๆๆๆ เ้านี่ฉลาดพูดดีนะ”ท่านอ๋องหัวเราะชอบใจ ก่อนจะหันกลับเข้าไปในประเด็น “มีคนบอกว่าเ้าไม่ยอมยกทัพมาช่วยพวกเราข้าขอคำอธิบายจากเ้าหน่อย”
“กระหม่อมมิบังอาจ” อูซุนแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง“ทันทีที่ทราบข่าวกระหม่อมรีบยกทัพมาด้วยตัวเอง ทัพของเรารีบเดินทางโดยไม่หยุดจนจนมาถึงพรมแดนแคว้นของฝ่าาในเวลาเพียงไม่นาน แต่ว่า...” อูซุนยืนลังอยู่สักพัก
“เ้าพูดต่อไป ไม่ต้องกลัว” ท่านอ๋องให้คำรับรองว่าสิ่งที่เขาพูดจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเขา
“เพียงแต่ว่าก่อนที่กระหม่อมจะเดินทัพต่อไป มีคนผู้หนึ่งเข้ามาขวางทางไว้และพยายามพูดเกลี้ยกล่อมกระหม่อมว่า กระหม่อมมาช้าไปแล้ว บัดนี้าที่เมืองเหอผิงได้จบลงแล้วต่อให้รีบแค่ไหนก็คงจะไปช่วยไม่ทัน แต่เขามีข้อเสนอ และบอกว่ามีคนสำคัญที่กระหม่อมคงอยากจะเจอแล้วเขาก็พูดถึงอิคาย ซึ่งหนีทัพมาจากเมืองของเราด้วยความโกรธกระหม่อมจึงคิดจะกำจัดเขาให้สิ้นซากโดยลืมไปว่ามีภารกิจอื่นที่สำคัญกว่ารออยู่ กระหม่อมควรตาย” อูซุนทรุดลงพร้อมรับโทษในความผิดของเขา
“เื่แบบนี้ไม่มีใครกล่าวโทษเ้าหรอกต่อให้เ้ารีบไป เ้าก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ เช่นนั้นเ้าจึงใช้โอกาสนี้สังหารคนของเ้าจนหมดสิ้นงั้นหรือ” ท่านอ๋องยังตรัสถามต่อไป
“กระหม่อมจัดการเฉพาะแกนนำเท่านั้นส่วนคนอื่นๆ กระหม่อมให้ทหารที่ติดตามมา กวาดต้อนกลับไปพะยะค่ะ”
“ข้าอยากรู้นัก ว่าใครกัน ที่เป็คนไปขัดขวางเ้าเช่นนี้”
อูซุนแสร้งทำเป็หวาดกลัวตัวสั่นเล็กน้อย เขาเหลียวมองไปรอบๆ ตัว โดยไม่ลืมหันไปสบตากับรัชทายาทก่อนที่สายตาของเราจะมาหยุดอยู่ที่หวังหย่ง เขาจ้องหน้าหวังหย่งพร้อมกับความรู้สึกสำนึกผิด ก่อนที่จะตัดสินใจชี้นิ้วไปที่หวังหย่ง
“เป็เขาผู้นี้พะยะค่ะ”