ด้วยความอยากรู้อยากลองเครื่องดื่มชนิดต่างๆจึงถูกนำมาวางเรียงเรื่อยๆ กรวีจิบนู่นนิดชิมนี่หน่อย นั่งอยู่พักใหญ่หญิงสาวก็เริ่มมึน
“อยากกลับบ้านรึยัง”
“เปลี่ยนใจมาดื่มกับฉันแล้วรึไง...”
เสียงหนึ่งทักขึ้น ก่อนที่ร่างสูงจะหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ตรงข้ามหล่อน กรวีกำลังจะเอ่ยทักอนล หากแต่คำทักก็เหมือนถูกกลืนลงลำคอไป เมื่อเห็นอีกฝ่าย
“ไม่ใช่อนลนี่”
“ถึงจะคล้ายกันอยู่ แต่ไม่ใช่”
“หน้าตาคุ้นจัง หล่อด้วย” กรวีพูดพลางหัวเราะ
“เมาแล้วสินะ”
“ม่ายเมา ฉันกินไปนิดเดียวเอง” กรวีพูด พยายามบีบนิ้วชี้กับนิ้วโป้งเข้าหาให้รู้ว่านิดเดียวจริงๆ ภูมิภาสมองสภาพหญิงสาวตรงหน้า ที่ปกติมักจะทำท่าทางเย่อหยิ่งอยู่ตลอดเวลาแล้ว หน้านิ่งๆก็อดที่จะยิ้มไม่ได้
“อ้อ ฉันจำคุณได้แล้ว คุณภูมิภาส เ้านายสุดหล่อหน้านิ่ง มนุษย์สัมพันธ์แย่ ชอบเทศนาเหมือนอาจารย์ใหญ่ แล้วก็ซื่อบื้อแข็งทื่อเหมือนก้อนหินด้วย เอ... คุณยิ้มเป็ด้วยหรอ”
คนที่กำลังยิ้มน้อยอยู่เมื่อครู่หุบยิ้มแทบจะทันที ยืดตัวตรง นั่งกอดอกมองอีกฝ่ายที่ยังคงเจื้อยแจ้วไม่หยุด
“คุณมาทำอะไร”
“มาเก็บศพคุณละมั้ง”
“หือ ฉันยังไม่ตาย คุณเก็บศพฉันไม่ได้หรอก” กรวีว่า ยกนิ้วชี้โบกไปมาตรงหน้า
“คุณเมาแล้วแน่ๆ... ไม่สิ คุณเมาไม่ได้ คุณยังไม่ได้ดื่มสักหน่อย”
หญิงสาวนิ่งคิด ก่อนจะหัวเราะร่วน มือก็รินเครื่องดื่มอะไรสักอย่างที่หล่อนรู้สึกว่ารสชาติมันแย่ที่สุดเท่าที่สั่งมา ส่งให้อีกฝ่าย
“ดื่มสิ ฉันไม่ชอบมันเลย ไม่เห็นอร่อยสักนิด”
“ผมไม่ชอบดื่ม” ชายหนุ่มว่าพลางรับแก้วมาจากอีกฝ่ายแล้วางลง
“แล้วคุณจะมาทำไม” กรวีทำเสียงจิจ๊ะอย่างขัดใจ เริ่มรู้สึกหนักหัวเต็มที จึงวางแขนลงบนโต๊ะ ก่อนจะฟุบหน้าลง
“มารับคุณกลับบ้าน”
“ไม่เอา ไม่อยากกลับ” กรวีพูดเสียงอู้อี้พลางส่ายหน้าไปมากับท่อนแขน
“แล้วจะไปไหน ร้านจะปิดแล้ว”
“ไป.. ไปบ้านคุณ ใช่ แม่ฉันจะต้องดีใจแน่ๆเลย ถ้าฉันได้นอนกับคุณ”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นพยายามปรือตามองคนตรงหน้า ก่อนจะลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซไปนั่งลงข้างๆ ร่างบางโน้มตัวพิงลงมาบนอกชายหนุ่ม ใกล้จนเขาได้กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆจากหล่อน มือเรียวยาวแตะลงบนแก้มอีกฝ่าย นิ้วโป้งหล่อนไล้คลอเคลียไปตามริมฝีปากของเขาอย่างแ่เบา
ััวาบหวิวนั้นทำเอาเขาเผลอกลืนน้ำลาย จิตใต้สำนึกบอกว่าเขาควรผลักหล่อนออกไปเสีย แต่ความเว้าวอนที่เหมือนลูกนกไร้ที่พึ่งในแววตาหญิงสาวตรงหน้า ช่างสั่นคลอนจิตใจเขาเหลือเกิน จึงได้แต่ยอมให้อีกฝ่ายทำตามใจ
“แม่ฉันอยากได้คุณเป็ลูกเขยนะรู้หรือเปล่า เพราะว่าคุณรวย มีเงินให้แม่ฉันถลุงได้สบายๆ ถ้าฉันจับคุณหรือนายนลได้... แม่คงรักฉันบ้าง” หล่อนพูดสายตาเลื่อนลอย
“แม่ต้องรักคุณอยู่แล้ว”
“รู้ได้ยังไง คุณไม่ได้อยู่กับแม่เหมือนฉันสักหน่อย อย่ามาทำเป็พูดจามีหลักการหน่อยเลย ...แม่ทุกคนต้องรักลูกอยู่แล้ว เหอะ จะอ้วก!”
“คุณดื่มเข้าไปกี่ขนานเนี่ย” ชายหนุ่มว่าพลางนับขวดที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
หญิงสาวมองหน้าเขา เงียบไปพักหนึ่งจนเขาคิดว่าเธอคงพอได้สติ แต่แล้วอยู่ๆหล่อนก็ปล่อยโฮ น้ำตาไหลออกมาเป็สาย
“คุณ! เป็อะไร”
“ฮึก..”
“กรวี ใจเย็นๆก่อน”
“คุณรู้มั้ย ฉะ ฉันรักแม่มากนะ รัก รักมากๆ ระ รักกว่าอะไรทั้งหมดเลย ฮึก ฉันพยายามทำทุกอย่างแล้ว ฉันอยากให้แม่สบาย... ตะ แต่ทำไมไม่ถึงไม่เคยพอใจสักที ฮึก แม่ยังเรียกร้องนั่นนี่ไม่ยอมหยุด ฉันจะตายอยู่แล้ว ถึงขนาดจะขายฉันแม่ก็ทำได้ ฮือฮึก ..แม่เห็นฉันเป็แค่ตัวผลิตแบงค์ให้เขาใช้เท่านั้น ถะ ถ้าฉันหาเงินไม่ได้ฉันก็คงไม่มีความหมายอะไรเลย”
ภูมิภาสได้แต่นิ่งอึ้ง ที่เคยมีคนบอกว่าน้ำตาผู้หญิงเป็สิ่งที่จัดการได้ยากที่สุดนั้นเขาเริ่มจะเชื่อก็ตอนนี้เอง ชายหนุ่มทำหน้ายุ่ง มองอีกฝ่ายอย่างหนักใจ
ไม่มีคำพูดใดๆหลุดจากปากชายหนุ่ม สายตาที่มองอีกฝ่ายอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว มือหนาค่อยๆวางลงบนศีรษะหล่อน แล้วลูบไปตามเส้นผมนิ่มช้าๆอย่างปลอบโยน ยิ่งทำให้กรวีสะอื้นฮึดมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ััได้ถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาได้อย่างชัดเจน
เวลาผ่านไปพักใหญ่ กรวีที่ตอนนี้ดูเหมือนจะพูดจนหมดแรงแล้ว ผละออกจากอีกฝ่ายกลับไปนั่งที่เดิม ก้มหน้าถอนสะอื้นเบาๆราวกับเด็กตัวเล็กๆ อาการฟูมฟายเมื่อครู่เริ่มสงบลง
“เป็ยังไงบ้าง”
“สงสัยจะเมา”
“แสดงว่าเริ่มสร่างแล้ว” ชายหนุ่มว่า มองท่าทางอีกฝ่ายแล้วก็ต้องเผลอยิ้มออกมา
“หนักหัวชะมัด”
“ก็ดื่มไปตั้งเยอะ”
“...”
“กลับบ้านนะ”
“อือ”
ภูมิภาสพยักหน้าอย่างพอใจ บอกให้หล่อนนั่งรอสักครู่ ก่อนที่ตัวเองจะเรียก บริกรมาคิดเงิน เสร็จแล้วจึงดึงมือหญิงสาวให้ลุกขึ้น เดินตามขึ้นรถไปอย่างว่าง่าย
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ทำให้หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง ขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะดึงเอาผ้าห่มขึ้นมาปิดหูไว้ หากแต่เสียงนั้นที่ดังขึ้นเรื่อยๆทำให้หล่อนต้องค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก มองไปรอบๆอย่างมึนงง
“ตื่นแล้วหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม
“ที่นี่ที่ไหน” หญิงสาวที่ยังตื่นไม่เต็มที่ ถามเสียงเบาจนอีกฝ่ายชักเริ่มไม่แน่ใจว่าหล่อนตื่นจริงๆ หรือแค่ละเมอเท่านั้น
“ห้องหอของเราไง”
“หอ ...หออะไร หอคอยหรอ บ้าแล้ว ฉันไม่ใช่ซินเดอเรลล่าสักหน่อย”
คนตัวโตที่นั่งอยู่ขอบเตียงหลุดขำออกมานิดหนึ่ง ส่ายหน้าน้อยๆพลางนึกในใจ ...แล้วเธอไปเอามาจากไหนกันว่าซินเดอเรลล่าอยู่ในหอคอย
หญิงสาวที่เหมือนพึ่งนึกได้ ลืมตาโพล่ง ก่อนจะกระเด้งตัวพลุ่งลุกขึ้นนั่งอย่างใ หันมองคนที่ตัวเองละเมอพูดด้วยอยู่นานสองนาน
“คุณวี”
“ดีนะ ที่ยังจำฉันได้”
“ที่นี่ เอ่อ ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” เต็มเดือนมองไปรอบๆเห็นรูปปาณปวีร์ที่วางอยู่บนหัวเตียงกรอบหนึ่ง กับรูปครอบครัวอีกกรอบหนึ่งจึงนึกรู้ได้ว่าคงเป็ห้องของชายหนุ่ม
“ไม่อยู่ที่นี่ แล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหนละ”
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันหมายถึง..” เต็มเดือนพยายามอธิบาย หากมองหน้าอีกฝ่ายแล้วก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเขาไม่เข้าใจคำถามหล่อนจริงๆ หรือกำลังแกล้งรวนหล่อนอยู่กันแน่
“ฉันจำได้ว่าครั้งสุดท้ายฉันอยู่ในห้องน้ำ”
“ใช่ ทั้งงานวุ่นวายไปหมดเพราะเ้าสาวหายตัวไป ทุกคนตามหากันให้ทั่วแล้วก็พบว่าเ้าสาวนอนหลับสบายอยู่ในห้องน้ำ”
“ใครจะไปหลับสบายได้ละคะ” หญิงสาวบ่นหน้าง้ำ
“แล้วเธอไปทำอะไรอยู่ในนั้น”
“เอ่อ..”
“ว่าไง”
“ฉันเพลีย เลยเผลอหลับไปค่ะ” หญิงสาวปดโดยไม่เงยหน้าสบตาอีกฝ่าย หล่อนไม่้าให้เป็เื่ราวใหญ่โต อีกอย่างหล่อนก็ไม่แน่ใจนักว่าพูดไปเขาจะเชื่อหล่อนมากน้อยแค่ไหน บางทีเขาอาจจะหาว่าหล่อนสร้างเื่เอาเองก็เป็ได้
“แน่ใจนะ”
“ค่ะ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งหากแต่ไม่เอ่ยอะไร แล้วก็เห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เงยหน้ามองเขาก่อนจะเอ่ยอย่างชั่งใจ
“ที่จริงเราควรแยกห้องกันนะคะ...”
“ทำไม”
“ก็... คุณก็รู้เราไม่ใช่คู่แต่งงานจริงๆสักหน่อย”
“แต่นอกจากเราก็ไม่มีใครรู้” ชายหนุ่มว่า มือก็เอื้อมไปปัดเศษผมรุ่ยร่ายของอีกฝ่ายเก็บทัดหูให้ ด้วยท่าทางเรื่อยๆ “เธอคิดว่าพ่อแม่ฉันจะว่ายังไง ถ้าเราสองคนแยกห้องกันนอนทั้งที่พึ่งแต่งงานกัน”
“...”
“อีกอย่าง เธอไม่คิดว่าเราจะได้เสียกันไปั้แ่เมื่อคืนแล้วหรอกหรอ” ชายหนุ่มว่าพลางยิ้มน้อยๆ นั่นทำเอาหญิงสาวชะงักไป เต็มเดือนมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ ก่อนจะว่า
“ไม่มีทาง”
“หืม?”
“ถ้าเรามีอะไรกัน ฉันก็ต้องรู้สึกอะไรบ้างสิ... ฉันเรียนเคยเพศศึกษานะคะ คุณหลอกฉันไม่ได้หรอก”
ฟังอีกฝ่ายแล้ว ชายหนุ่มก็ยิ่งหยุดยิ้มไม่ได้ เขาส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะยื่นหน้าไปข้างใบหน้าอีกฝ่ายกระซิบเบาๆ
“แล้วฉันจะสอนปฏิบัติให้”
แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายแค่ล้อเล่น หากแต่ใบหน้านวลก็ถูกซับสีแดงระเรื่อขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระเด้งตัวออกจากอีกฝ่ายลงจากเตียงไปยืนบนพื้นด้วยความไวสูงปากก็ว่า
“หนึ่งเมตร”
“หืม?”
“เราจะไม่อยู่ใกล้กันน้อยกว่าหนึ่งเมตรค่ะ เพราะคุณไม่ทำตัวเป็เพื่อนที่ดี ส่อเจตนาไม่น่าไว้วางใจ”
“ฮะ เดี๋ยวนี้เธอสั่งฉันได้แล้วหรอ”
คำพูดที่เป็การเย้าแหย่ของอีกฝ่าย หากแต่ทำให้เต็มเดือนชะงักไป เหมือนสะดุดใจคิดขึ้นมาได้จากความเผลอตัว
...จริงสินะ หล่อนพูดกับเขาแบบที่ไม่เคยพูดกับใคร และปล่อยให้เขาเข้าใกล้อย่างที่ไม่เคยเป็กับใครมาก่อน คงเพราะเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกันมากขึ้น
แต่... ความคุ้นเคย ความสนิทใจ และความรู้สึกไว้วางใจแบบนี้ มันจะดีจริงๆหรือ กว่ากำแพงที่โอบรอบตัวหล่อนไว้จะถูกสร้างอย่างแข็งแกร่ง จนสามารถทำใจให้ชินกับการอยู่ตัวคนเดียว มันยากขนาดไหน จำไม่ได้แล้วหรือไง?
ปาณปวีร์เห็นอีกฝ่ายอยู่ๆก็นิ่งไป หน้าใบหน้าเครียดขึ้น กับแววตาสับสนของอีกฝ่ายทำเอาชายหนุ่มชักใจไม่ดี ลุกจากเตียงะโผลุงลงบนพื้น คว้ามืออีกฝ่ายก่อนจะดึงไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าขนหนูผืนหนึ่งคลุมลงบนศีรษะอีกฝ่าย ปากก็ว่า
“ยังไงเราก็ต้องใช้ห้องเดียวกัน งั้นตู้นี้เป็ของเธอ เอาของจัดใส่ได้เลย”
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำอย่างเสียไม่ได้
“ส่วนเื่ที่นอน แยกกันก็ได้ โซฟาอันนี้ปรับเป็ที่นอนได้สบายๆ... ไม่ต้องยิ้มเลย ฉันเห็นแก่ที่รับปากคุณยายไว้หรอกนะ ว่าจะไม่แกล้งเธอ” ชายหนุ่มว่า พลางเอามือบีบจมูกอีกฝ่ายเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว เต็มเดือนที่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้หยุดมืออีกฝ่ายไว้ก่อนจะว่า
“จริงด้วย ฉันมีเื่เกี่ยวกับน้าพร อยากบอกคุณค่ะ”
“เื่?” ชายหนุ่มหันมาถามอย่างสนใจทันที
“วันนั้น ก่อนที่เธอจะเสีย เธอยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลอันเล็กๆอันหนึ่งให้ฉัน สั่งไว้ว่าให้เอาไปให้คุณป้าโฉม”
“แล้วเธอได้ให้คุณโฉมหรือเปล่า” ปาณปวีร์ถามอย่างสนใจ
“ฉันจำไม่ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับรอยยิ้มแหยๆ
“โธ่ ยายซื่อบื้อ! เธอลืมไปได้ยังไงนะ”
“ก็มันใ ฉันลืมเื่กระดาษนั่นไปแล้วด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะถูกขะ... เอ่อ ติดอยู่ในห้องน้ำจนเผลอหลับไป ฉันคงนึกไม่ออก” หญิงสาวว่า ปาณปวีร์มองท่าทางตะกุกตะกักของอีกฝ่าย หากแต่ไม่ได้ทักอะไร เอ่ยต่ออย่างใช้ความคิด
“กระดาษนั่นอาจจะมีอะไร”
“ผ่านมาเป็สิบปีแล้ว มันจะไปอยู่ที่ไหนนะ”
“นั่นสิ”
เมื่อทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะอาหาร ข้าวต้มกุ้งส่งกลิ่นหอมน่าอร่อยก็ถูกตักให้กับทุกคน ทุกคนก้มหน้าก้มตาทาน ก่อนที่ทิพย์สุดาจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ พร้อมกับหันไปมองลูกสะใภ้หมาดๆ
“วันแรกก็ตื่นสายเลยหรอคะ”
“เอ่อ..”
“ผมตื่นสายเองละครับแม่ พอดีเมื่อคืนหนักไปหน่อย”
ทันทีที่ได้ยินปฏิกริยาของทุกคนบนโต๊ะก็แตกต่างกันออกไป ทิพย์สุดาถึงกับสำลักขลุกขลัก จนเ้าสัวบวรต้องหันมาลูบหลังลูบหัวให้เป็การใหญ่ เต็มเดือนหันมองคนพูดแทบจะทันที ปณาลีตาโตมองเต็มเดือนอย่างล้อเลียน อนลผิวปากแซวเบาๆ ส่วนภูมิภาสขมวดคิ้วเอ่ยปราม
“พูดอะไรนะวี”
“อ้าว ก็มันจริงนี่ครับ เมื่อคืนผมต้องดูแลภรรยาที่สลบไสลไม่ได้สติ เลยแทบไม่ได้นอนเลย”
“อ้อ จริงสิ เมื่อคืนทำไมเธอถึงไปอยู่ในนั้นได้” ทิพย์สุดาที่พอหายใจคล่องขึ้นแล้วเอ่ยถาม
“เดือนเพลียนะครับ เลยหลับไม่รู้ตัวไปในห้องน้ำ” ปาณปวีร์ชิงตอบแทน นั่นทำให้มารดาตวัดสายตามองอย่างขัดใจ
“เมียเราเป็ใบ้หรือไง ถึงต้องตอบแทนทุกอย่าง หรืออ้าปากไม่ได้ กลัวดอกพิกุลมันจะร่วงจ๊ะแม่คุณ”
“คุณแม่คะ”
“อะไรเ้าลี”
“พูดแบบนี้มันจะดูเหมือนแม่ผัวใจร้ายในละครนะคะคุณแม่” ปณาลีทำเป็ป้องปากกระซิบกับมารดา หากแต่เสียงนั้นดังพอจะได้ยินกันหมดทั้งโต๊ะอาหาร
“ตายแล้ว จริงหรือจ๊ะ”
“จริงสิค่ะ แล้วถ้าคุณแม่ยังทำหน้าเครียดแบบตอนนี้ รอยย่นตรงหน้าผากมันก็จะขึ้นด้วยนะคะ”
“ว้าย ไม่ได้นะ ไม่ๆ” ทิพย์สุดาอุทานพลางลุกขึ้นส่งยิ้มหวานให้ทุกคน
“เดี๋ยวแม่โทรไปจองสปาหน้าก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวทิพย์มานะคะคุณ” พูดจบก็เดินเร็วๆขึ้นชั้นบนไป
“เป็เอามากนะแม่เรา” เ้าสัวบวรพูดก่อนจะขอตัวลุกตามขึ้นชั้นบนไป เหลือเพียงหนุ่มสาวที่นั่งล้อมกันอยู่บนโต๊ะอาหาร
“ไม่ต้องคิดมากนะฮะ จริงๆแล้วคุณแม่เป็คนใจดีนะ” อนลเอ่ยปลอบหญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็พี่สะใภ้
“ใช่ค่ะ ตอนนี้ก็แค่กำลังหวงลูกชายนะคะ”
“ขอบคุณนะคะ”
เต็มเดือนเอ่ยขอบคุณจากใจจริง รู้สึกดีอย่างประหลาด เป็ความอบอุ่นจากการถูกปกป้องและโอบอุ้มที่หญิงสาวไม่ได้ััมานานเหลือเกิน
เด็กรับใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามารายงานว่ารถตู้จากบริษัทของคุณหญิงชวาลามารับเต็มเดือนแล้ว หญิงสาวรีบลุกขึ้น เอ่ยขอตัวก่อนเดินกึ่งวิ่งออกไป โดยมีปาณปวีร์มองไล่หลังไป
“มองตามตาละห้อยเลยนะฮะ”
“อะไร”
“คู่ข้าวใหม่ปลามันก็แบบนี้แหละพี่นล” ปณาลีแกล้งทำท่ากระซิบกระซาบด้วยเสียงที่ดังมากกว่าปกติ จนพี่ชายทั้งสามอดที่จะหัวเราะกับท่าทางนั้นไม่ได้
“ข้าวใหม่ปลามันอะไร ที่ต้องแต่งมันมีเหตุผล ก็รู้กันอยู่”
“แต่ก็อยากรู้เหมือนกันนะฮะ ว่าถ้าไม่ใช่หลานสาวคุณโฉมคนนี้ พี่วีจะยอมหรือเปล่า” อนลเอ่ยขึ้นเบาๆ ยิ้มให้พี่ชายอย่างอารมณ์ดี ปาณปวีร์ยักไหล่น้อยๆ
“แล้วตกลงเขาแค่เพลียเลยเผลอหลับไป เท่านั้นนะหรอ”
“เขาว่าแบบนั้นนะ” ชายหนุ่มว่า ก่อนจะโยนม้วนกระดาษลงกลางโต๊ะ อนลหยิบไปเปิดอ่าน ก็พบข้อความว่า ‘ไปตายซะ’
“ทำไมเขาต้องโกหกด้วย”
“ไม่รู้สิครับ เขาว่าความคิดผู้หญิงเดายากจะตาย”
“ผู้ชายเองไม่แพ้กันหรอกฮะ”
“หืม?” ปาณปวีร์ไม่เข้าใจ น้องชายยิ้ม มองพี่ชายคนโตอย่างนึกขัน
“ก็อย่างผู้ชายบางคน เป็ห่วงแต่ก็ทำปากแข็ง ต้องลากคนอื่นมาออกหน้าแทนตัวเอง”
“พี่นลพูดถึงใครอะ” ปณาลีเอ่ยถาม อนลยิ้มแต่ไม่ตอบ
ภูมิภาสวางแก้วกาแฟลงอย่างเบามือ มองน้องชายด้วยสายตาที่อ่านได้ว่า ‘วันนี้เดินไปทำงานแล้วกัน’ แล้วก็ลุกเดินไปอย่างเงียบๆ อนลหัวเราะเบาๆก่อนจะรีบลุกขึ้นเดินตามออกไป ปณาลีหันมองพี่ชายคนกลางที่คงไม่รู้เื่พอกับตน แล้วก็ได้แต่พึมพำกับตัวเอง
“คนบ้านนี้เขาเป็อะไรกันนะ”
หลายวันต่อมาที่บ้านโฉมสะคราญ เสียงโวยวายดังนำมาจากหลังบ้าน ก่อนที่เ้าตัวจะเดินตามมา ทิ้งตัวนั่งลงบนโต๊ะที่ลูกสาวทั้งสามนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“ผ้ากองโต จานก็สุมกันจนแทบจะโค่นลงมาอยู่แล้ว”
“คุณแม่อยู่บ้านเฉยๆก็ลองทำบ้างสิค่ะ เผื่อจะแก้เหงาแทนพวกการละเล่นละลายทรัพย์ของคุณแม่ได้”
“นังเกล้า!”
“เดี๋ยวแก้วทำให้เองค่ะ” กัลยาเข้าประนีประนอมเมื่อเห็นผู้เป็แม่เริ่มเกรี้ยวกราด
“ดี อย่างพี่แก้วนะ เหมาะกับงานแบบนี้ที่สุดแล้วละ” กุลปรียารีบสนับสนุน ก่อนจะหันกลับไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับโทรศัพท์ในมือ
“คิดแล้วมันน่าหงุดหงิดนักเชียว ลูกสาวชั้นมีตั้งสามคน ไม่มีใครเลย ที่จะโชคดีเป็หนูตกยุ้งฉางเหมือนอย่างนังเดือนมัน ป่านนี้มันคงนั่งเชิดหน้าชี้นิ้วเป็คุณนายไปแล้ว”
“ไม่ต้องหงุดหงิดหรอกค่ะแม่ ก้อยหาได้ดีกว่าอีเดือนร้อยเท่า”
“แกหมายถึงใครนะ” กรวีหันมาซักอย่างสงสัย
“พี่เกล้าไม่รู้จักหรอก”
“ดูให้ดีๆนะก้อย เขาจะดีจริงๆหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“เฉิ่มๆ อย่างพี่แก้วอย่าสะเออะมาเตือนก้อยเลย ผู้ชายมาชอบสักคนจะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ อย่างพี่นะ ก้อยทายได้เลยว่าต้องไม่มีใครเอา อยู่ขึ้นคานไปตลอดชาตินั่นแหละ”
“ก้อยพูดถูก อยากจะให้น้องไม่มีใครเอาเหมือนตัวเองหรือไงก็ไม่รู้” โฉมสะคราญว่า มองลูกสาวคนกลางอย่างเหนื่อยหน่าย นั่นทำให้กัลยาต้องก้มหน้าลงสงบปากสงบคำต่อไป
“แม่จะด่าแก้วมันทำไม ต้องให้มันแรดอย่างยายก้อยหรือไงแม่ถึงจะชอบ”
“เอ๊ะ! พี่เกล้า”
เสียงแตรรถดังขึ้นที่หน้าบ้านทุกคนหันไปมองตามเสียงก่อนที่กรวีจะลุกขึ้น
“เกล้าไปก่อนนะคะ แก้ว ก้อย จะติดรถไปด้วยกันหรือเปล่า”
“เดี๋ยวก็จะมีคนมารับก้อยเหมือนกัน” กุลปรียาเอ่ยด้วยน้ำเสียงโอ้อวด กรวีจึงเลิกสนใจเดินออกไป โดยมีกัลยาตามไปข้างหลังจึงทันได้ยินโฉมสะคราญว่า
“รถบ้านคุณทิพย์... เออ มันต้องแบบนี้แหละ ได้ดั่งใจแม่จริงๆ!”