第五十章
ยามได้ยินเสียงคนผู้นี้ทั้งสามรู้สึกอึดอัดยิ่ง ท่านราชครูที่นอนอยู่บนเตียงเพราะถูกสกัดจุดให้ขยับกายไม่ได้ หมอเหยียนชะงักมือที่เตรียมตรวจหันมามองหน้าจื่อหลง
“เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”จื่อหลงเบี่ยงความสนใจของไห่เปียว
“ข้าตามหลังท่านมาหลังหนึ่งชั่วยามขอรับ”เขาเดินเข้ามาหยุดข้างกายจื่อหลงจนได้กลิ่นหอมแรงจากถุงหอมที่เขาพกอยู่ จื่อหลงเบนกายออกเล็กน้อยเพื่อมิให้อีกฝ่ายผิดสังเกตุ
“เหตุใดท่านจะมาที่นี่จึงไม่บอกข้า”น้ำเสียงกระเง้ากระงอด ใบหน้างดงามบอกถึงความน้อยใจ จื่อหลงถอนหายใจเบาๆก่อนจะตบหลังมือขาวเหมือนปลอบใจ แต่กลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปาก
“ทุกคนเงียบก่อนขอข้าตรวจอาการท่านราชครูก่อน”หมอเหยียนพูดแทรกขึ้นมา ไห่เปียวเม้มริมฝีปากหัวใจเต้นผิดจังหวะเพราะกลัวหมอเหยียนรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกับราชครู
“พวกเราไปรอที่โต๊ะเถอะ”จื่อหลงพยักหน้าให้ทุกคนเดินตามตนไป เขามองไปที่หมอเหยียนสบตากันเพียงเล็กน้อย
“เจ้ามาถึงนี่แล้วบิดาของเจ้าล่ะ”จื่อหลงถามไห่เปียวเมื่อเขาได้ยินถึงกับยิ้มทั้งปากทั้งตาด้วยความชื่นใจ คิดว่าจื่อหลงต้องการรู้เรื่องของเขาทั้งคู่
“ท่านพ่อกำลังเตรียมงานมงคลของเราสองคนขอรับ”
“งานมงคล? ข้ากับเจ้า? นี่นับว่าเป็นเรื่องเหลวไหลแล้ว”จื่อหลงเสียงเข้มหันมามองหน้าไห่เปียว ปู้เฉินที่ตามมานั่งด้วยคล้ายไม่มีที่อยู่จะออกจากตรงนี้ก็ไม่ได้จะอยู่หรือก็คล้ายสอดรู้ยากจะวางตัว ไห่เปียวใบหน้าบึ้งตึงดวงตาวาววับด้วยความโกรธ จื่อหลงเองก็ยากจะระงับโทสะเช่นกัน เรื่องที่จะมิให้ไห่เปียวรับรู้คงยากแล้วเขาจึงระเบิดมันออกมา
“นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“หมายความเช่นไร? เหตุใดต้องหมายความด้วย ข้ามีคนรักอยู่แล้วเจ้าเองก็รู้จักเขานี่ หรือเจ้าจะแสร้งทำเป็นไม่รู้
“ท่าน..มิใช่ท่านบอกว่ารักข้าหรอกหรือ”
“นั่นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”จื่อหลงหัวเราะเสียงดังราวกับได้ยินเรื่องขบขัน ไห่เปียวดวงตาแดงช้ำ
"ไหนท่านบอกว่ารักข้า"
"ตอนไหนที่ข้าบอกว่าข้ารักเจ้า กระทั่งคำว่าชอบยังไม่เคยหลุดออกจากปากข้าเสียด้วยซ้ำ ไม่นึกเลยว่าบุตรชายของอัครเสนาฝ่ายซ้ายถึงได้ชอบคิดเอาเองเช่นนี้"
“ท่าน..นี่ท่านจงใจทำให้ข้าเข้าใจผิดนี่”ไห่เปียวโกรธจนเกือบจะระงับอารมณ์ไม่ได้ จื่อหลงส่ายหน้าไปมาเยาะเย้ย
“เจ้าลองตรองดูเถอะว่าเจ้ามีค่าคู่ควรให้ข้าชื่นชมเจ้าหรือ ฟ่านเสวียนนั้นเขาผูกพันกับข้ามาตั้งแต่เยาว์วัย ครั้นเจอกันเราทั้งสองก็ยิ่งแน่นแฟ้นกว่าเดิม มีตรงไหนให้เจ้าได้แทรกเข้ามาหรือ"ไห่เปียวโกรธจนใบหน้าดำคล้ำ
"ท่าน..ทั้งที่ท่านใกล้ชิดกับข้าขนาดนั้นเหตุใดท่านจึงทำเหมือนข้าเป็นคณิกานึกจะแตะต้องตรงไหนก็ย่อมได้งั้นหรือ ท่านเลวเกินไปแล้ว"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใช่หรือ มิใช่ว่าเจ้าวางยาให้ข้าหรอกหรือ พอทีเถอะไห่เปียวสิ่งชั่วร้ายที่เจ้าทำเอาไว้มิใช่ตัวข้าไม่รู้ แค่อยากจะดูว่าเจ้าจะไปหยุดตรงไหน อ้างว่ามีใจให้ข้าแต่กลับส่งคนไปลอบสังหารคนที่ข้ารัก เจ้ากล้าทำร้ายเขา แม้กระทั่งอาจารย์ผู้สั่งสอนอบรมเจ้า เจ้าก็ยังกล้าวางยาเดรัจฉานน้อยเช่นเจ้าสมควรแล้วหรือ"
"ไม่จริงข้าไม่ได้ทำ!"ไห่เปียวลุกพรวดจากเก้าอี้ก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว จื่อหลงลุกตามสะบัดปลายกระบี่ชี้ไปยังหน้าซีดเซียวนั่น
"เจ้าดูเขา นั่นหรือที่ไม่ได้ทำหลักฐานชัดเจนขนาดนี้เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ"จื่อหลงชี้ไปยังราชครูฉงที่นอนเหลือกตาไปมามองดูศิษย์ตัวเองทะเลาะกัน
"เอาเถอะในเมื่อยังไม่ยอมรับก็ให้ท่านหมอเหยียนบอกมาเถอะ"
"อืม..เท่าที่ข้าตรวจอาการเขาโดนพิษเช่นเดียวกับเจ้า นับว่ายังโชคดีที่เรารับตัวไช่อีมาจากผู้เฒ่ายาดังนั้นเรื่องนี้นับว่าไม่ตึงมือแล้ว"
"เจ้าจะยอมรับได้หรือยัง"
"ข้า..ข้าไม่"
"นั่นก็แล้วแต่เจ้า หากเจ้าคิดว่าจะหนีความผิดนี้พ้นก็ตามใจเจ้าเถอะ ท่านหมอเหยียนให้คนตามไช่อีมาดีหรือไม่"
"อืม สมควรตามเขา"จื่อหลงหันหน้าไปหาปู้เฉินพยักหน้าเล็กน้อย ปู้เฉินรีบขอตัวออกไปตามไช่อีมาทันที
"เจ้าออกจากสำนักของข้าไปเถอะ โชคชะตาของเจ้าข้าไม่ได้ลิขิต อาจารย์ก็ไม่ได้เป็นผู้ลิขิต แต่เป็นตัวของเจ้าเองที่ทำร้ายตัวเอง ใครอยู่ข้างนอก มานำตัวเขาออกไป"จื่อหลงเรียกคนเข้ามาพาตัวไห่เปียวออกไป ครั้งแรกไห่เปียวขัดขืนไม่ยินยอมหากมิอาจสู้แรงคนของจื่อหลง หมอเหยียนส่ายหน้าไปมา
"เจ้าทำแรงไปหรือไม่"
"แรงหรือ ท่านคิดว่าแค่นี้รุนแรงต่อเขาแล้วหรือ สิ่งที่เขาทำกับท่านอาจารย์ก็ดีหรือฟ่านเสวียนก็ดีหากเป็นผู้อื่นคงมิอาจระงับโทสะได้หรอก"
"จริงของเจ้า ในเมื่อเจ้าคิดว่าไห่เปียวไม่เคียดแค้นแล้วละก็ข้าว่าเจ้ามองเขาต่ำเกินไป"
"ข้ารู้ดีว่าเขาต้องหาทางทำร้ายพวกเรา แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าตกลงจะเป็นจวิ้นอ๋อง หนทางของข้ากับเสี่ยวเสวียนจะต้องไร้อุปสรรคใดๆ"
"หึหึ เจ้านี่นะ เหตุข้าถึงนึกไม่ถึงกันนะว่าเจ้ากังวลเรื่องของคุณชายฟ่านมากกว่าเรื่องอื่นใด"หมอเหยียนหัวเราะ เขาหันไปมองราชครูฉงที่นอนกรอกตาไปมา
"ท่านอยากจะพูดหรือ ท่านประมาทกับท่าทางไร้เดียงสาของศิษย์ท่านเกินไปจึงถูกพิษได้ง่าย อย่ากังวลเลยนับว่ายังโชคดีที่จื่อหลงช่วยเหลือเฒ่ายาเอาไว้จึงได้ไช่อีที่ถนัดใช้พิษ รอก่อนเถอะรอให้เขารักษาเจ้าเสียก่อนแล้วพวกเราจะเลิกสกัดจุดท่าน"ราชครูฉงฮึดฮัดเพราะฤทธิ์ของยารุ่มหลงยังอยู่ จื่อหลงมองอาจารย์ของตนแล้วพยักหน้ากับหมอเหยียนเชิงเห็นด้วย
"นายท่าน"ปู้เฉินเรียกมาจากด้านหลัง นำชายหนุ่มผู้หนึ่งท่าทางดุจบัญฑิตเข้ามาด้านใน มือหนึ่งถือล่วมยาเข้ามาด้วย
"ไช่อี มาเถอะมาดูอาจารย์ข้า"
"ขอรับนายท่าน"ไช่อีไม่พูดมากเดินเข้าไปคารวะหมอเหยียนแล้วตรวจดูอาการของราชครู
"เขาถูกพิษจริงๆ"
"รักษาเขาได้หรือไม่ เพราะข้าคิดว่าพิษคงแทรกซึมถึงแก่นชีวิตแล้ว"จื่อหลงถามด้วยความกังวล
"ไม่ต้องวิตกไปขอรับ ยาพิษชนิดนี้ยังไม่รุนแรงมากพอที่จะทำให้เขาขาดสติจนเกิดตัณหา เพียงแค่เชื่อฟังผู้ที่ถูกวางยาเท่านั้นถอนออกไม่ยาก"ไช่อีกล่าว
"เช่นนั้นก็รักษาเถอะ"จื่อหลงพยักหน้า ไช่อีเปิดร่วมยาหยิบเอาขวดออกมาสามสี่ขวดจากนั้นเทลงไปในถ้วยยาใบเล็กคนมันชั่วครู่
"ท่านหมอเหยียน ข้ารู้ว่าท่านมีโสมพันปี ขอให้ข้าสักหน่อยเถอะ"
"อืม เจ้าเด็กแสบเอาไป"หมอเหยียนเปิดถุงยาที่พกติดตัวมาออกจากอกเสื้อยื่นรากโสมไม่ใหญ่ส่งให้ ไช่อีเพียงใช้ปลายนิ้วบดมันลงไปเบาๆกลับกลายเป็นผงจากนั้นเขาเติมขวดที่มีน้ำใสไร้กลิ่นลงไปเพื่อเข้ายา
"ช่วยข้าเปิดปากราชครูหน่อยเถอะ"หมอเหยียนบีบสองแก้มของราชครูที่พยายามขยับตัวหนีให้อ้าปาก ไช่อีค่อยกรอกยาลงไปช้าๆ
"เขาจะมีอาการกระสับกระส่ายภายในสองชั่วยาม จากนั้นจะละเมอในสิ่งที่อยู่ภายใต้ดวงจิตเขาไม่นานสติเขาจะกลับคืนมา หากแต่พวกท่านต้องคอยระวังเพราะยาแก้นี้ทำให้จิตใต้สำนึกทำร้ายเขาได้"
"ได้! ข้าจะให้ปู้เฉินและท่านหมอเหยียนเฝ้าเขาเอาไว้"
"แต่ว่านายท่าน"ปู้เฉินทักท้วง เพราะรู้ดีว่าจื่อหลงจะต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้
"เจ้าวางใจเถอะ ข้าไปพบฮ่องเต้ย่อมระวังตัวเอาไว้อยู่แล้ว ที่ข้ากังวลมากกว่าคือปากถ้ำ เจ้าส่งคนของเราไปเฝ้าระวังให้ดี นำคนมีฝีมือดีไปมากหน่อย"
"ขอรับ"ปู้เฉินผละจากไปสั่งการเพียงไม่นานก็กลับเข้ามาใหม่
"เป็นเช่นไร"
"ข้าส่งคนของเราไปร้อยกว่าคน คัดคนฝีมือดีไปทั้งหมด"
"ดีแล้ว ให้ถือคำสั่งข้าเป็นเด้ดขาด ฆ่า! อย่าละเว้นแม้แต่คนเดียว"
"ขอรับข้าย้ำคำสั่งชัดเจนเอาไว้แล้ว"
"อืม ขอบใจเจ้ามาก ฝากท่านอาจารย์และท่านหมอเหยียนด้วยข้าจะไปสะสางเรื่องราวให้จบเสียที"จื่อหลงมองราชครูเพียงแวบเดียวจากนั้นก็หมุนตัวจากไป
เนิ่นนานมาแล้วที่ฮ่องเต้ทิ้งให้เยี่ยนหลานเผชิญเคราะห์กรรมจากไทเฮาและฮองเฮาเพียงลำพัง กระทักโอรสที่อยู่ในครรภ์ก็มิอาจปกป้อง อารมณ์หึงหวงทำให้เขาทำร้ายสกุลเหวินอย่างไร้เมตตา กระทั่งโอรสของเขาก็มิอาจยอมรับว่าเขาเป็นพระบิดา เช่นนี้แล้วเขาควรจะทำเช่นไร เขานั่งนิ่งอย่ที่โต๊ะทรงอักษรต่างใช้ความคิดไปมานับจากอดีตจนถึงบัดนี้ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาบางเบา
"ฝ่าบาท"หนี่กงกงเรียกเบาๆ
"ข้าเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่อง"
"อย่าทรงตรัสเช่นนั้นเลยฝ่าบาท ยามนั้นยากที่เราจะควบคุมเรื่องราวในวังหลังได้ ยังโชคดีที่จวิ้นจื่ออ๋องรอดพ้นเงื้อมมือมาได้"
"ไม่หรอก เป็นเพราะข้า หากตอนนั้นข้าปกป้องจวิ้นซูเฟยเรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น เขาจะได้เป็นองค์ชายสิบสามอย่างสมฐานะ"
"เรื่องราวก็ผ่านมาถึงยี่สิบกว่าปีแล้ว มารื้อฟื้นตอนนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์สู้ฝ่าบาททำวันนี้ให้ดีเพื่อลบล้างไม่มีหรือพะย่ะค่ะ"
"เจ้าคิดว่าเขาจะยอมใจอ่อนหรือ ขนาดพูดกับข้าเขายังไม่มีความยำเกรงเลยแม้แต่น้อย"
"ฝ่าบาทโปรดวางพระทัยเถอะพะย่ะค่ะ อย่างไรเสียเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ กระหม่อมคิดว่าหากท่านอ๋องมาแล้วฝ่าบาทก็ให้เขาตั้งสำรับจากนั้นร่วมเสวยและบอกความจริงของเรื่องราวทั้งหมดมีหรือจวิ้นอ๋องจะไม่ฟัง"
"เป็นเช่นนั้นก็ดี ข้าก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน เอาเถอะเอาอย่างที่เจ้าว่า"ฮ่องเต้พยักหน้าน้อยๆ นึกถึงรัชทายาทที่กำเนิดจากฮองเฮา เนื่องจากถูกตามใจจนมองไม่เห็นหัวผู้ใดข่มเหงข้าราชบริพานโดยไม่คำนึงคนผู้น้อย หลายครั้งที่เขาหลับตาข้างเดียวเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เสีย อย่างไรเขาก็คือรัชทายาทต่อไปในอนาคตก็คือฮ่องเต้องค์ต่อไป นึกแล้วก็ให้อดถอนหายใจอีกครั้งไม่ได้
"ฝ่าบาท...ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ"
"เสียงดังเอะอะ เกิดเรื่องใดขึ้น"เขาตวาดเสียงดังเพราะตนเองกำลังติดอยู่ในภวังค์ความคิด
"ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ คือ..คือจวิ้นอ๋อง จวิ้นอ๋องพะย่ะค่ะ เขาต้องการเข้าเฝ้าฝ่าบาท"
"หือ เกิดเรื่องอะไร รีบให้เขาเข้ามาเร็วเข้า"จื่อหลงเดินทอดน่องเข้ามาในห้องเพื่อเข้าเฝ้า เขาคุกเข่าเพื่อคารวะและไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาตให้ลุกขึ้น เขายืนประสานมืออยู่ตรงหน้าโต๊ะทรงอักษร
"ฝ่าบาท"
"เจ้ามาหาพ่อมีเรื่องด่วนหรือ"
"พะย่ะค่ะ กระหม่อมมาแจ้งข่าวว่ายอมตกลงตามเงื่อนไขของฝ่าบาทแล้ว"
"อ่า..จริงหรือ เจ้ายอมแล้วจริงหรือ เช่นนั้นเรียกข้าว่าเสด็จพ่อสักคำสิ"ฮ่องเต้ทรงแย้มสลวลด้วยความยินดี
"เรื่องนั้นอย่าพึ่งจะดีกว่าพะย่ะค่ะ กระหม่อมอยากจะจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อยเสียก่อน อีกอย่างเรื่องนี้กระหม่อมอยากจะให้ปิดเป็นความลับก่อน เพื่อการสะสางปัญหาทั้งของพระองค์เองและของกระหม่อม"จื่อหลงออกความเห็น
"เจ้าต้องการใช้คนหรือไม่ หรือต้องการให้พ่อช่วยเรื่องอะไรก็บอกมาเถอะ หนี่กงกงเจ้าไปสั่งองครักษ์เสื้อแพรมา"
"ไม่ต้องพะย่ะค่ะ คนของกระหม่อมยังพอมี"
"อย่างนั้นหรือ เอาแบบนั้นก็ได้ อย่าให้พ่อช่วยเรื่องอะไรก็บอก หนี่กงกงเจ้าเอาป้ายทองนี่ให้เขา"แน่นอนป้ายนี้เป็นป้ายของฮ่องเต้มีเพียงสองคนที่ได้ใช้มันหนึ่งคือพระองค์เองและอีกคนก็คือจวิ้นซูเฟยนั่นเอง
"นั่นเป็นของพระมารดาของเจ้ารับเอาไว้เถอะ"จื่อหลงน้ำตาคลอเป้า
"ของท่านแม่"เสียงสั่นเครือเอ่ยขึ้น สองพ่อลูกสบตากันยากที่จะเอ่ยถึงความรู้สึกภายในว่าต่างฝ่ายคิดสิ่งใดกันแน่