กลุ่มของวรรณชัยเดินเข้าใกล้เมืองขึ้นเรือยๆ จากนั้นพวกเขาก็หยุดลงก่อนจะถึงกำแพงเมืองประมาณ2ร้อยเมตร จากนั้นนพเก้าก็เดินทางไปยังกำแพงเพียงคนเดียว เพื่อให้คนบนกำแพงเปิดประตูให้พวกเขาเข้าไป
พวกวรรณชัยก็ทำได้แค่ยืนรอให้พวกเขาพูดคุยกัน ระหว่างนั้นวรรณชัยก็พูดคุยกับเหล่าทหารเพื่อฆ่าเวลาไปพลางๆ แต่เวบามันก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้วกลับไม่มีวี่แววว่าทหารบนกำแพงจะเปิดประตูให้พวกเขาเลย
" เกิดอะไรขึ้น ?" วรรณชัยมองดูความชุลมุนวุนวายที่เกิดขึ้นบนกำแพง มันแปลกพวกทหารจะให้พวกเขารออยู่นอกเมืองนายขนาดนี้
เมื่อเห็นความผิดปกติดังนั้นวรรณชัยจึงเดินไปหานพเก้าที่กำลังบอกให้ทหารบนกำแพงเปิดประตู แต่พวกเขากลับไม่ทำตามคำสั่งของนพเก้าเลย
" ท่านผู้บัญชาการเกิดอะไรขึ้น ? ทำไมพวกเขาถึงไม่เปิดประตูให้พวกเราเข้าไป ?" เมื่อเดินมาถึงแล้ววรรณชัยก็ถามออกไป พลางแหงนหน้ามองขึ้นไปบนกำแพง
" นายน้อยมันเกิดเื่เข้าใจผิดกันขึ้นเล็กน้อยขอรับ ทหารเ่าั้คิดว่าพวกเราเป็เหล่าอสูรที่แปลงกายมา พวกเขาจึงไม่อยากเปิดประตูให้กับพวกเราขอรับ"
นพเก้าหันมารายงานแก่วรรณชัยที่เดินเข้ามา วรรณชัยได้ยินสิ่งที่นพเก้าบอก คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน พลางความคิดในหัวของเขาก็แล่นเื่ราวดราม่าความแค้นส่วนตัวที่มีอยู่ในนิยายบ่อยครั้ง
มันจะต้องมีคนที่อยู่เื้ัทหารเหล่านี้ที่คอยสั่งการ และกันท่าไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปในเมืองด้วยการบอกว่าพวกเขาเป็อสูรที่ปลอมตัวมา เพื่อกันไม่ให้พวกเขาสามารถเข้าเมืองได้
เื่พวกนี้วรรณชัยก็ได้อ่านและได้รับรู้มามากเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงพอจะเดาพวกมันได้ การแย่งชิงตำแหน่งหรืออำนาจมันก็มีอยู่ทุกที่… หรือคนที่ถ฿กหมายหัวอาจจะ้ป็นเขสก็ได้ใครจะไปรู้…
" หากพวกเ้าคิดว่าพวกข้าคืออสูรแปลงกายมา พวกเ้าก็นำหินตรวจสายเืมาใฟ้พวกข้า แล้วเราจะได้รู้กันว่าเป็อสูรแปลงกายมาจริงหรือไม่ ?" นพเก้ายังไม่ยอมแพ้ บอกให้เหล่าทหารบนกำแพงส่งหินตรวจสายเืมา
หากเป็มนุษย์มันจะเรืองแสงตามสีของสายเื แต่หากเป็อสูรมันจะเรืองแสงเป็สีตามสายเืเช่นกัน แต่จะออกมาเป็สีเืบนอยู่ด้วย ทำให้แยกได้ว่าใครคืออสูรและใครคืุ์
" อสูรร้ายเ้าคิดว่าหินตรวจสายเืมันมีราคาถูกมากหรือ ? หากต้องนำมาตรวจให้ครบทั้งร้อยนาย เราต้องเสียเงินไปมากแค่ไหน ! และในสถานการณ์ที่เมืองอาชาเหินเป็อยู่ตอนนี้การเสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ถือเป็เริ่องร้ายแรง ใครมันจะไปยอมให้พวกอสูรอย่างพวกเ้าหลอกใช้พวกเรากัน ! ยิงพวกมัน !"
" อสูรเหล่านี้มันก็ทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเราเสียทรัพยากรไป ดังนั้นการสังหารพวกมันจึงเป็เื่ที่ดีที่สุด !"
นายทหารที่แต่งตัวดูดีคนหนึ่งสั่งการทหารที่อยู่บนกำแพง รอยยิ้มหยันปรากฎขึ้นที่มุมปากของมันเมื่อมองมายังวรรณชัยที่อยู่ข้างล่าง ทหารที่อยู่บนกำแพงดูลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายพวกเขาก็ง้างคันธนูขึ้น เตรียมที่จะยิงพวกวรรณชัย
" จักรพงษ์ ! เ้าบ้าไปแล้วหรือ ! นายน้อยอยู่ตรงนี้เ้ายังจะกล้าสั่งทหารให้ยิงมาอีกหรือ ?" สีหน้าของนพเก้ากลายเป็มืดมนไปเมื่อได้ยินสิ่งที่จักรพงษ์หรือนายทหารที่เป็หัวหน้าบนกำแพงออกคำสั่ง
" เ้าอสูรร้าย เ้าอย่าได้รึอาจมาล่อลวงข้า ! ข้าไม่หลงกลเ้าหรอก ! หากอยากจะรู้ว่าเ้าเป็มนุษย์หรืออสูรกันแน่เราก็แค่ต้องยิงพวกเ้า เมื่อพวกเ้าตายไปแล้วหากไม่คืนร่าง นั่นก็หมายความว่าพวกเ้าคืุ์ หากถึงตอนนั้นข้าจะแจ้งให้ทหารเปิดประตูรับศพของพวกเ้าเข้ามาฝังในเมืองเอง !"
นายทหารหนุ่มที่ชื่อว่าจักรพงษ์กล่าวออกมาโดยไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย มันไม่สนใจว่าจะมีนายน้อยลูกชายของท่านเ้าเมืองอยู่ตรงนั้นหรือไม่ สิ่งที่มันสนใจก็คือการสังหารคนสนิทของเ้าเมืองให้ตกตายไป !!
" เ้ากล้า !!" นพเก้ากลายเป็เดือดดาลทันที เขาไม่คิดว่าจะถูกคนรุ่นลูกพูดจาปลิ้นปล้อนใส่แบบนี้ หากเขาเข้าไปในเมืองได้เขาจะสั่งลงโทษคนผู้นี้ให้หนักอย่างแน่นอน !
" ยิงมัน!" จักรพงษ์ไม่คิดฟังคำพูดของนพเก้า สั่งให้ทหารยิงพวกวรรณชัยทันที
ฟุ่บ ! ฟุ่บๆๆๆ !!!
คิ้วของวรรณชัยขมวดเข้าหากัน มองนายทหารที่อยู่บนกำแพงไม่วางตา สุดท้ายเป้าหมายก็คือเขา ? เพราะตอนนี้เ้าเมืองอ่อนแอ คนพวกนี้จึงได้ใจและไม่เกรงกลัวอะไร ?
วรรณชัยมองไปยังลูกธนูที่พุ่งเข้ามา พลางมือขวาเอื้อมไปแตะมีดเหน็บที่ห้อยอยู่ตรงเอวของเขา พร้อมจะใช้มรดนั้นปัดลูกธนูออกไป
ฟู่ม ~
" สามหาว !" ตอนนั้นเองได้มีสายลมหอบใหญ่พัดผ่านมา ลูกธนูที่พุ่งออกไปก็ถูกสายลมนั้นเป่ากระเด็นตกพื้นไป
เมื่อเห็นว่าสายลมพัดศรทั้งหมดตกพื้นแล้วนพเก้าที่เตรียมป้องกันเอาไว้อยู่แล้วก็ผ่อนคลายตนเองลง
แต่ตอนนั้นเองกลับมีศรลูกหนึ่งที่ไม่ถูกสายลมพัดออกไป มันยังคงพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่เร็วกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ศรศรดอกนั้นถูกเคลือบไปด้วยมานา หากโดนเข้าไปมีหวังถูกศรลูกนั้นแทงทะลุร่างอย่างแน่นอน และแน่นอนว่าศรลูกนั้นมันมันไม่ได้พุ่งไปที่ใครเลยนอกจากวรรณชัย
นพเก้าที่ผ่อนคลายลงไปในตอนแรกสีหน้ากลายเป็เคร่งเครียด รีบพุ่งตัวไปทางวรรณชัย หวังหยุดลูกธนูเอาไว้ แต่มันก็น่าเสียดายที่นพเก้าไม่ใช่สายความเร็ว ดังนั้นเขาจึงช้ากว่าลูกธนูที่พุ่งไปหาวรรณชัยอยู่มาก
" นายน้อยระวัง !" นพเก้าร้องออกมาด้วยความใ
" เฮ้อ ~ มาแนวนี้จริงเหรอ ?" วรรณชัยบ่นพึมพำกับตนเองอย่างเบื่อหน่าย เขาได้เตรียมตัวเอาไว้แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ตื่นตระหนกเลย
วรรณชัยเตรียมที่จะใช้มีดเหน็บฟันไปตรงศรที่พุ่งมา แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไร เงาร่างหนึ่งก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของวรรณชัย เขาสบัดมือออกไปก่อนที่ศรนั้นจะกระเด็นไปไกล
แคล้ง ~
" พวกเ้าคิดที่จะก่อฏ ?" ชายที่เข้ามาช่วยวรรณชัยแหงนหน้าขึ้นไปมองจักรพงษ์ที่อยู่บนกำแพง
วรรณชัยเองก็มองคนด้านหน้าเขาตาไม่กระพริบ ชายคนนี้เร็วมาก เร็วที่สุดในหมู่คนที่เขาเคยเจอมาเลยทีเดียว นั่นคือสิ่งที่วรรณชัยคิดเมื่อเห็นความเร็วของชายตรงหน้า
" ชิ !" จักรพงษ์จิ๊ปาดอย่างรำคาญใจก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในเมือง
" หึ่ม !" ชายตรงหน้าของวรรณชัยส่งเสียงขึ้นลำคอเมื่อเห็นการกระทำของจักรพงษ์ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะคนเ่าั้มีอำนาจพอตัว
" ท่านผู้บัญชาการสูงสุด อย่าได้กล่าวโทษลูกชายของข้าไปเลย ที่ลูกชายของข้าทำไปนั่นเพราะเห็นแก่บ้านเมือง.. เขากลัวว่ากลุ่มของนายน้อยจะเป็อสูรที่แปลงกายมา จึงหุนหันพลั้นลงมือหนักไป ได้โปรดผู้บัญชาการสูงสุดเห็นแก่หน้าข้าจักรพันธ์ผู้นี้ ละเว้นความผิดให้ลูกชายข้าด้วย ไว้กลับไปถึงบ้านแล้วข้าจะอบรมสั่งสอนเขาให้หนักเอง แล้วก็ท่านผู้บัญชาดารยพเก้าด้วย ข้าต้องขออภัยแทนลูกชายข้าด้วย ท่านอย่าได้ถือโทษโกรธกันเลย.."
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมาท่ามกลางเหล่าทหาร และกล่าวด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ทำเหมือนเื่ที่เกิดขึ้นก่อนหย้านี้เป็เพียงเื่เล็กน้อย ไม่สมควรให้ใครเก็บมาใส่ใจ
เมื่อได้ยินเสียงของชายคนนั้น รอยยิ้มมุมปากของวรรณชัยก็ยกขึ้น เขาจำได้ว่าเสียงของชายคนนี้เหมือนกับคนที่ใช้สายลมปัดป้องลูกศรที่พุ่งมาก่อนหน้านี้ และเขาก็ยังััได้ว่าศรที่พุ่งมาหาเขานั้นถูกเสริมด้วยแรงลมอีกด้วย
และเมื่อทั้งสองเป็พ่อลูกกันทุกอย่างก็ลงล็อค… วรรณชัยสามารถตามเื่ได้อย่างง่ายดาย " โอ้ ~ เื่ราวชักจะน่าสนุกแล้วสิ หึ !"
เมื่อความคิดแล่นมาถึงตรงนี้รอยยิ้มเย้ยหยันก็ปรากฎขึ้นที่มุมปากของวรรณชัย
" เฮ้อ… ท่านผู้บัญชาการจักรพันธ์ข้าก็เข้าใจว่าสถานการณ์ในเมืองตอนนี้กำลังยุ่งวุ่นวาย และข้าก็ไม่อยากให้เกิดความพิพาทกันเองของคนในเมือง เช่นในเมื่อครั้งนี้ไม่มีผู้ใดาเ็ ข้าจะเห็นแก่หน้าท่านและจะไม่คิดเอาความลูกชายของท่าน"
ผู้บัญชาการสูงสุดที่อยู่ตรงหน้าของวรรณชัยได้แต่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้และต้องปล่อยเื่นี้ไป เพราะกองกำลังทหารของจักรพันธ์เองก็สำคัญกับเมืองอาชาเหินในตอนนี้เช่นกัน และตอนนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่จะแตกคอกัน
ที่เขาทำได้ตอนนี้ก็แค่ประคับประคองให้เมืองอยู่รอดต่อไปให้ได้นานที่สึดก็เท่านั้น
" นายน้อย… ข้าวิษณุขออภัยที่มาช้า ดังนั้นจึงเกิดเหตุการณ์เข้าใจผิดเล่นนั้นขึ้นกับท่าน"
ผู้บัญชาการสูงสุดหรือวิษณุหันมากล่าวกับวรรณชัย แต่ร่างของเขาก็ต้องหยุดชงักไปเมืองเห็นสีผมและสีตาของวรรณชัย แต่มันก็กลับไปเป็ปกติอย่างรวดเร็วจนแทนจะไม่มีใครสังเกตเห็น
แต่สิ่งนั้นวรรณชัยสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ด้วยค่าสถานะของเขาในตอนนี้มันถือได้ว่าเยอะมาก การที่เขาจะสังเกตเห็นมันจึงเป็เื่ง่าย
" อื่ม… ไม่เป็ไร เช่นนั้นท่านก็บอกทหารให้เปิดประตูเถอะ พวกเราจะได้นำคนาเ็เข้าไปรักษาในเมือง" วรรณชัยไม่ได้สนใจอะไรในเื่นี้
แม้จะไม่มีคนผู้นี้เข้ามาช่วยเขาก็สามารถหลบศรนั้นได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว
" มีคนาเ็ ? ทหาร ! รีบเปิดประตูและพาผู้าเ็ไปรักษาโดยด่วน !" วิษณุที่ได้ยินว่ามีทหาราเ็ เขาก็ตื่นตัวทันทีและรีบสั่งการทหารที่อยู่บนกำแพงเมือง
ครึ่น ~
เสียงกลไกของประตูทำงาน ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะค่อยๆเปิดออกมาเล็กน้อยพอที่จะให้คนสองสามคนเดินเข้าไปพร้อมกันได้
เมื่อเห็นดังนั้นวรรณชัยก็สั่งให้กองทหารรีบเข้าไปในเมืองให้เร็วที่สุด เพราะว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่สู้ดีนักหากเปิดประตูเมืองเอาไว้อาจทำให้อสูรฉวยโอกาศนี้บุกเข้ามาทำลายเมืองก็เป็ได้
" ลูกแม่ เ้ากลับมาแล้ว !" ตอนนั้นเองเสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างหนึ่งที่โผวิ่งเข้ามาหาวรรณชัย ท่าทางของเธอดูกระวนกระวายเป็อย่างมาก
ร่างของวรรณชัยแข็งทื่อไปเมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้น จากนั้นน้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาของเขาอย่างไม่สามารถควบคุมได้
" แม่… " วรรณชัยพยายามเค้นเสียงพูดออกมาอย่างสุดกำลัง แต่กลับเหมือนกรามถูกล็อกไว้ด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้เขาพูดออกมาได้เพียงเสียงเบาๆและแหบพร่าเท่านั้น
ตอนนั้นเองที่ความทรงจำในวัยเด็กอันขมขื่นของเขาก็ลอยเข้ามาในควาคิดอย่างห้ามใจไม่ได้
" แม่ครับทำไมเราถึงโดนไล่ออกมาล่ะครับ ?"
เสียงของเด็กน้อยอายุได้ประมาณ4-5ขวบดังขึ้น ข้างๆของเขามีหญิงสาวผมสีดำยาวสลวยกำลังเดินจูงมือเขาอยู่
" หืม ? นั่นเพราะเราไม่ใช่คนของบ้านนี้ยังไงล่ะ "
เสียงอันอ่อนโอนของหญิงสาวตอบกลับเด็กน้อยที่สูงยังไม่ถึงเอวของเธอดี พลางลูบหัวของเขาด้วยความเอ็นดู
" แล้วพ่อล่ะครับ ! ทำไมพ่อถึงไม่ออกมากับเราด้วย !"
เด็กน้อยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นเมื่อพูดถึงผู้เป็พ่อ
" อืม… นั่นสินะ ทำไมพ่อเค้าถึงไม่ออกมากับเรากัน ? นั่นคงเพราะว่าพ่อเค้ายังมีงานที่ต้องทำอยู่ในบ้านนั้นอยู่ละมั้ง เลยไม่ออกมา "
หญิงสาวลากเสียงยาวเหมือนกำลัคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะตอบเด็กชายไป จากนั้นเธอก็เดินจุงมือเด็กชายเดินต่อไป
" ต่อไปนี้ลูกจะอยู่กับแม่แค่สองคนแล้วนะ ! ลูกเหงารึเปล่า ?"
ระหว่างเดินไปหญิงสาวก็หันมาถามเด็กชายที่เดินจูงมือเธอมาต้อยๆ ด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
" ไม่ครับ ! ผมอยู่กับแม่แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้วครับ ! แล้วพ่อจะตามเรามารึเปล่าครับ ?"
เด็กชายตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ก่อนจะถามถึงผู้เป็พ่ออีกครั้ง ตามประสาของเด็กเล็กที่ยังไม่เข้าใจอะไร
" อืม.. แม่ก็ไม่รู้นะว่าเค้าจะมาอยู่กับเรารึเปล่า ลูกต้องรอดูพรุ่งนี้จ่ะ แต่ถ้าพ่อเราไม่มา เราก็ได้อยู่กับแม่สองคนนะตกลงรึเปล่า ?"
" อื้ม ! อยู่กับแม่สองคนก็พอแล้ว ! "
วรรณชัยในวัยห้าขวบเดินไปกอดขาผู้เป็แม่อย่างออดอ้อน ด้วยสีหน้าสุขใจ
สองแม่ลูกเดินไปด้วยคุยกันไปด้วยตลอดทาง บรรยากาศช่างชื่นมื่นและดูอบอุ่นลอยออกมาจากตัวของทั้งสอง
ไม่นานทั้งคู่ก็หาห้องเช่าเล็กๆอยู่ด้วยกันสองคนได้อย่างไม่ยากลำบากมากนัก พอตื่นเช้ามาทั้งคู่ก็ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อไปยังจุดหมายอื่น ทั้งคู่นั่งรถไฟควมเร็วสูงระหว่างเขตไปยังเขตอื่น
แม้ผู้เป็พ่อจะไม่ได้มาด้วยเด็กน้อยวรรณชัยก็ไม่ได้ถามอะไรให้มันมากความ เพราะตอนนี้เขากำลังตื่นตาตื่นใจกับวิวทิวทัศน์ใหม่ๆที่อยู่ตรงหน้าของเขาอยู่ จึงทำให้ลืมเื่ราวของผู้เป็พ่อไปเสียสนิท
เมื่อมาถึงเขตใหม่แล้วทั้งสองก็หาห้องเชาเล็กๆไว้อยู่อาศัยด้วยกันสองคน ผู้เป็แม่กับลูกชายตัวเล็กเดินจูงมือกันไปเพื่อที่จะหางานทำ
แต่เพราะเด็กน้อยนั้นยังคงอายุไม่มากนักจึงเดินได้ไม่นานเขาก็เหนื่อยจนผลอยหลับไป ผู้เป็แม่ซึ่งเห็นแบบนั้นก็ทำได้เพียงแบกเด็กน้อยที่เผลอหลับไปขึ้นหลังก่อนเธอจะค่อยๆเดินไปทั่วเพื่อหางานทำ
เพียงไม่นานนักเธอก็ได้งานทำ นั่นก็คือพนักงานล้างจานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็กะกลางคืน เริ่มทำงานั้แ่19.00น. จนถึงเที่ยงคืน
ส่วนตอนกลางวันนั้นเธอเที่ยวไปถามบ้านที่อยู่ใกล้ๆเพื่อที่จะขอรับจ้างซักเสื้อผ้าให้ เธอทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ตนเองกับลูกไม่อดตาย แม้จะต้องทำงานหนักและรายได้น้อยก็ตาม
เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปเป็ปี เด็กน้อยวรรณชัยที่ตามแม่ไปที่ทำงานเหมือนเช่นทุกที ก็เล่นซนอยู่ในห้องครัวไปมา
ผู้เป็แม่ที่เห็นดังนั้นจึงยกร่างของเด็กน้อยขึ้นมาให้ไปนั่งอยู่ในที่สูงก่อนจะเอ่ยเสียงเชิงดุ
" นี่วรรณชัยอย่างวิ่งเล่นในนี้นะ เกิดวิ่งไปชนจานแตกขึ้นมาเ้าของเค้าจะะโใส่หูลูกเหมือนครั้งก่อนนะ "
ผู้เป็แม่พูดถึงเื่เมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนที่เธอยังคงมาทำงานใหม่ๆ วรรณชัยได้วิ่งเล่นไปมาแล้วชนเข้ากับผู้เป็แม่ที่กำลังจะยกจานไปล้าง จนทำให้จานทั้งหมดที่อยู่ในมือตกลงพื้นแตกกระจาย
เ้าของร้านตอนนั้นที่อารมณ์เสียกับลูกค้าอยู่ก่อนแล้วก็เข้ามาะโใส่วรรณชัยและผู้เป็แม่อย่างเดือดดาล พร้อมกับผลักให้ผู้เป็แม่ของวรรณชัยลงไปเก็บเศษจานที่แตก