เชือกซึ่งผูกชาวบ้านเป็แถวเหลือห่วงว่างอยู่หนึ่งห่วง
มารดาของเด็กชายเรือนกลางจ้องข้อมือตนเองก่อนกรีดร้องเรียกบุตร นางจำได้ว่าเพิ่งประคองเขาข้ามเส้นแดงมายังฝั่งตะวันตกแต่ยามควันจากเตากดต่ำ เด็กกลับปล่อยมือเพื่อวิ่งไปหาเด็กอีกคนซึ่งทำรองเท้าหลุด
ไม่มีผู้ใดเห็นว่าเขาหายไปทางใด
ใต้พื้นโม่เหอ เสียงสูดลมหายใจยังดังเป็จังหวะลายเงินบนผ้าไหมดับลงอีกหนึ่งเรือนขณะที่เส้นแดงจากบ้านของเด็กสว่างขึ้นราวกับค่ายกลเพิ่งได้กลิ่นสิ่งที่ตามหา
“เขายังมีชีวิต” เยี่ยซิงเหอกล่าว
มารดาเด็กคว้าแขนเขา “เ้ารู้ได้อย่างไร”
“เส้นยังเคลื่อน”
เขาไม่บอกว่าสายตาซ้ายกำลังเห็นไอขาวเส้นหนึ่งถูกลากผ่านฝ่าเท้าคนทั้งลานไอนั้นเบาบางกว่าปราณ แต่สั่นตามจังหวะหัวใจเด็ก ทุกครั้งที่เสียงใต้ดินสูดเข้าเส้นก็ถูกดึงไปทางศาลบรรพชน
ผู้เฒ่าโม่กดไม้เท้าค้างบนปากบ่อ เืใต้ผ้าพันไหล่ขยายเป็วง“ข้าถอนมือไม่ได้”
“ข้าจะตามไป”
“อย่าใช้ปราณทอง”
“หากไม่จำเป็”
“ค่ายกลทำให้ทุกอย่างจำเป็ได้” ชายชรามองเขาตรง ๆ“พาเด็กกลับมา อย่าตามคำตอบลึกเกินกว่านั้น”
เยี่ยซิงเหอหยิบกระบี่เงาดารา ผ้าไหมและเชือกชุบเกลือครึ่งม้วน อาเหวินขอไปด้วยแต่ผู้ใหญ่บ้านสั่งให้เขาคุมคนขุดรอบบ่อ ยามนี้หมู่บ้านขาดมือทุกคู่การช่วยคนหนึ่งโดยปล่อยให้คนอีกหลายสิบถูกดูดชีวิตมิใช่การช่วย
เขาจึงไปคนเดียว
รอยเท้าเด็กสิ้นสุดหลังศาลบรรพชน
ตรงนั้นมีเพียงกำแพงดิน รากเหมยเก่าและถาดธูปซึ่งล้มจากแรงสั่น เยี่ยซิงเหอคุกเข่าแตะหิมะ ไม่พบรอยลาก ไม่พบเืทว่ามีเกลือเม็ดหนึ่งติดโคลนอยู่ใต้รากไม้เป็เกลือจากวงรอบบ่อซึ่งชาวบ้านเพิ่งเทเมื่อครู่
หมายความว่าทางใต้ดินเชื่อมถึงที่นี่และบางสิ่งเคยขึ้นมารับเด็ก
เขาใช้ฝักกระบี่เคาะพื้น
สองครั้งแรกให้เสียงทึบ ครั้งที่สามกลวงกว่าเล็กน้อยเยี่ยซิงเหอขุดหิมะออก พบแผ่นหินบางซ่อนใต้ดินแข็ง ขอบแผ่นมีรอยเล็บเล็ก ๆกับด้ายจากแขนเสื้อเด็กติดอยู่
“ช่วยข้าด้วย...”
เสียงแ่ดังมาจากใต้หิน
เยี่ยซิงเหอจับขอบแผ่นยกขึ้นกลิ่นเืเก่ากับควันธูปพุ่งใส่หน้า บันไดดินแคบทอดลงไปมืดเกินกว่าแสงภายนอกจะส่องถึงก้น
เขาผูกปลายเชือกกับรากเหมย อีกปลายรอบเอว แล้วลงบันได
เพียงสิบก้าว เสียงหมู่บ้านเหนือศีรษะก็หายไปเหลือหยดน้ำกระทบหินกับเสียงเด็กสะอื้นซึ่งดังจากหลายทิศ ทั้งที่ทางแยกยังไม่ปรากฏ
เยี่ยซิงเหอหยุดฟัง
“ช่วยข้าด้วย...”
เสียงแรกอยู่ข้างหน้า
“พี่ซิงเหอ...”
เสียงที่สองอยู่หลังผนังซ้าย
“หนาว...”
เสียงที่สามดังใต้ฝ่าเท้า
ไม่มีเด็กคนใดควรเรียกเขาจากสามแห่งพร้อมกัน
เขาหลับตาขวา ปล่อยให้สายตาซ้ายเห็นเพียงชั่วลมหายใจเส้นปราณในถ้ำปรากฏเป็เงาสลัว รอยหนึ่งลากตามทางตรง ส่วนอีกสองรอยวนกลับเข้าผนังเป็เสียงที่ค่ายกลยืมมาหลอกผู้ตาม
เือุ่นซึมจากหางตาทันที
เยี่ยซิงเหอปิดการมองก่อนภาพจะแตก แล้วเดินตามทางตรง
พื้นค่อย ๆ ลาดลง ผนังแคบจนกระบี่ชักออกได้ไม่ถึงครึ่งเล่มเขาจึงถือฝักไว้ข้างหน้า ใช้ปลายตรวจหลุม ทุกห้าก้าวมีร่องตื้นพาดพื้นร่องเ่าั้เดิมเป็ส่วนหนึ่งของแนวผนึกหมู่บ้านแต่ถูกของเหลวสีดำกัดจนลายเดิมขาด
เส้นแดงมิได้สร้างทางใหม่ มันกำลังกินทางคุ้มครองจากภายใน
ทางเดินแยกเป็สองสายตรงรากสนซึ่งแทงทะลุเพดานสายซ้ายมีรอยเท้าเด็กชัดเจน แต่ไอขาวของหัวใจกลับทอดไปทางขวาเยี่ยซิงเหอใช้ฝักเขี่ยรอยเท้าพบว่ามันเกิดจากแผ่นไม้แกะรูปฝ่าเท้าซึ่งถูกกดซ้ำทุกระยะนักบวชเตรียมทางลวงไว้สำหรับผู้ตามที่เชื่อดวงตามากกว่าหลักฐานอื่น
เขาเลือกทางขวา แต่ไม่ปล่อยทางซ้ายทิ้งไว้ด้านหลังเยี่ยซิงเหอแกะหินก้อนหนึ่งจากผนัง วางค้ำรากสนตรงปากแยกแล้วผูกปลายด้ายจากแขนเสื้อไว้ หากมีผู้ตามออกจากทางลวงหินจะตกและด้ายจะดึงข้อมือเขาเตือน
เพิ่งเดินพ้นสิบก้าว หินด้านหลังก็หล่น
บางสิ่งคลานออกจากทางซ้าย
เยี่ยซิงเหอหันฝักรับเงาดำขนาดเท่าเด็กแตกเป็เสื้อผ้าเก่ายัดผม เล็บและแผ่นไม้จารชื่อซึ่งมีรอยแดงพาดกลาง เสียงเ้าของชื่อพรั่งพรูเข้าหูเขาใช้ปลายฝักผลักสิ่งเ่าั้ลงร่องน้ำโดยไม่แตะและจำตำแหน่งไว้เป็หลักฐานว่าพิธีเคยเกิดที่อื่น
ไอขาวของเด็กจางลงอีก
เสียงสะอื้นหยุดกะทันหัน
เยี่ยซิงเหอเร่งฝีเท้า
เขาเลี้ยวผ่านโค้งหนึ่ง เห็นรองเท้าเด็กตกอยู่บนหินรองเท้าไม่มีเื แต่เชือกผูกข้อเท้าถูกตัดเรียบ มิใช่หลุดระหว่างวิ่ง
เบื้องหน้ามีแสงสีแดงสั่นไหว
“หากเ้าเข้ามา เด็กจะตาย” เสียงชายผู้หนึ่งดังจากปลายทาง
เยี่ยซิงเหอหยุดก่อนพ้นมุมหิน “หากข้าไม่เข้า เ้าก็ฆ่าเขา”
“ไม่จำเป็ เขาจะกลายเป็ส่วนหนึ่งของบ้านที่ตนรัก”
“คนซึ่งรักบ้านมิได้ขอให้เ้ากลืนตน”
อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ “เด็กชายเ้ายังคิดว่าพิธีต้องขออนุญาตเครื่องสังเวยหรือ”
เยี่ยซิงเหอไม่ตอบ เขาใช้ฝักกระบี่แตะพื้นรู้สึกแรงสั่นสองจังหวะ จังหวะหนึ่งเบาและรวดเร็วอยู่ห่างไปเจ็ดก้าวอีกจังหวะมั่นคงอยู่ด้านขวาห่างเก้าก้าว ระหว่างนั้นมีเสียงของเหลวไหล
เด็กอยู่ซ้าย ผู้คุมพิธีอยู่ขวา
ถ้ำมีพื้นที่น้อยเกินชักกระบี่เต็มแรงแต่อีกฝ่ายก็ไม่มีระยะถอยมากพอใช้ท่ายาว
เยี่ยซิงเหอปลดเชือกชุบเกลือจากเอวผูกเป็บ่วงหลวมที่ฝักกระบี่ แล้วก้าวพ้นมุม
ห้องถ้ำกว้างเพียงสามจั้ง ตรงกลางมีแท่นหินเตี้ยเด็กชายถูกมัดข้อมือไว้เหนือศีรษะ ปลายเท้าแทบแตะพื้นรอยแดงจากใต้แท่นไต่ถึงข้อเท้า เขายังลืมตาแต่ริมฝีปากซีด
ด้านขวามีนักบวชในเสื้อคลุมดำหน้ากากครึ่งหน้าทำจากไม้เคลือบชาด มือหนึ่งถือกระดิ่งทองแดงอีกมือคีบยันต์เปื้อนเื
“วางอาวุธ” นักบวชกล่าว
เยี่ยซิงเหอวางกระบี่ทั้งฝักลง
กระดิ่งดังหนึ่งครั้ง
รอยแดงใต้เท้าเด็กเลื้อยสูงขึ้น
“เตะมันมาทางข้า”
เยี่ยซิงเหอเตะฝักกระบี่ แต่ไม่ตรงไปหานักบวชเขาเตะเฉียงให้ฝักชนขอบแท่น เชือกชุบเกลือซึ่งผูกไว้คลายเป็วงพาดทับเส้นแดงรอบฐาน
เสียงซ่าดังขึ้น รอยแดงชะงัก
นักบวชสะบัดยันต์
แผ่นยันต์แยกเป็เงาสามแผ่นในอากาศเยี่ยซิงเหอเห็นเพียงแผ่นกลางมีเงาทอดบนผนัง อีกสองแผ่นเป็ภาพจากแสงกระดิ่งเขาก้มหลบแผ่นจริง ปลายยันต์เฉือนผมเหนือขมับแล้วปักหินด้านหลัง
พื้นใต้เขายุบ
นี่มิใช่การโจมตี แต่เป็การตัดทางกลับ
เยี่ยซิงเหอถีบผนังใช้ย่างก้าวซึ่งฝึกบนหิมะเปลี่ยนแรงตกเป็แรงพุ่ง เขาโผถึงแท่นก่อนพื้นเปิดเต็มที่มือซ้ายคว้าเด็ก มือขวากระแทกข้อศอกใส่เชือก
เชือกไม่ขาด
มันทำจากเส้นเอ็นชุบเื และกำลังดูดความร้อนจากผิวเด็ก
นักบวชสั่นกระดิ่งอีกครั้งเสียงกังวานในห้องแคบกระแทกหูจนทิศทางหายเสียงร้องหลายสิบเสียงพุ่งเข้าศีรษะเยี่ยซิงเหอพร้อมกัน
ช่วยข้า
หนาว
อย่าทิ้งข้า
บางเสียงเป็คนแก่ บางเสียงเป็สตรีบางเสียงเป็เด็กซึ่งไม่เคยอยู่ในโม่เหอความหวาดกลัวของผู้ตายมิได้กลายเป็ถ้อยคำสมบูรณ์เหลือเพียงความรู้สึกสุดท้ายซ้ำไปมา
เยี่ยซิงเหอเกือบปล่อยมือจากเด็ก
เขากัดปลายลิ้น ความเจ็บดึงสติกลับมาแล้วใช้คมโลหะตรงปากฝักครูดเชือกเอ็น ไม่ชักกระบี่เพราะในพื้นที่แคบเด็กอยู่ชิดคมเกินไป
“เ้าได้ยินพวกเขา” นักบวชกล่าวน้ำเสียงเปลี่ยนจากเยาะเป็สนใจ “คนธรรมดาได้ยินเพียงกระดิ่งแต่เ้าฟังเสียงในค่ายกลได้”
เชือกขาดทีละเส้น
เด็กตกลงมา เยี่ยซิงเหอรับไว้ด้วยแขนซ้ายรอยแดงบนข้อเท้ายังไม่ถอย มันพยายามเลื้อยผ่านแขนเขาไปหารากฐานที่แตกร้าว
เยี่ยซิงเหอไม่ส่งปราณออก เขากดผ้าไหมวิเศษทับรอยแดงแทน
ลายเงินบนผืนผ้าสว่าง
เส้นแดงชะงักราวกับพบประตูซึ่งอ่านไม่ออก ก่อนหดกลับใต้แท่น
นักบวชหยุดสั่นกระดิ่ง “ผืนนั้น...”
เยี่ยซิงเหอไม่ให้เวลาอีกฝ่ายคิดเขาดึงเชือกชุบเกลือที่พาดฐานแท่นสุดแรง แท่นหินเอียง กระดิ่งเสียจังหวะของเหลวในร่องไหลย้อนลงหลุม
ห้องถ้ำสั่น
นักบวชพุ่งเข้าหา ไม่ได้หมายฆ่าเขาเหยียดมือจะชิงผ้าไหมจากอกเด็ก เยี่ยซิงเหอใช้บ่ารับฝ่ามือแรงกระแทกแล่นถึงรอยร้าวในรากฐานจนหน้าอกชาแต่เปิดทางให้เขาหมุนตัวเอาเด็กไว้ด้านหลัง
มีดสั้นโผล่จากแขนนักบวช
ระยะใกล้เกินหลบ
เยี่ยซิงเหอชักกระบี่เพียงหนึ่งชุ่น ให้สันคมขวางข้อมือปลายมีดเบนไปกรีดชายเสื้อ จากนั้นเขากระแทกฝักเข้าซี่โครงอีกฝ่าย ใช้แรงกายแทนปราณ
นักบวชถอยครึ่งก้าว
เพียงเท่านั้นก็พอ
เยี่ยซิงเหอยกเด็กพาดบ่า คว้ากระบี่แล้วเหยียบขอบแท่นะโข้ามหลุมที่กำลังขยาย
ยันต์บนผนังลุกเป็ไฟแดง ทางเดินด้านหน้าถูกเงาเืปิดนักบวชยืนขวางทางออก กระดิ่งในมือดังถี่ขึ้นเสียงผู้ตายซ้อนจนเยี่ยซิงเหอมองเห็นภาพเรือนซึ่งไม่รู้จัก ทุ่งซึ่งไม่มีหิมะและมือหลายคู่ตะเกียกตะกายจากพื้น
หากฝืนมองต่อเขาจะไม่รู้ว่าหินตรงหน้าเป็ของจริงหรือความทรงจำของผู้ตาย
เขาหลับตาซ้าย
ตาขวาเพียงข้างเดียวเห็นเงากระดิ่งบนผนังสั่นช้ากว่ามือผู้ถือครึ่งจังหวะแสงไฟทำให้เงาบอกตำแหน่งก่อนเสียงสะท้อนจะหลอกหู
เยี่ยซิงเหอก้าวตามเงา ไม่ตามเสียง
ครั้งแรกหลบมีด
ครั้งที่สองใช้ฝักรับข้อมือ
ครั้งที่สามถีบยันต์ซึ่งปิดทางให้ติดเสื้อคลุมนักบวช
ไฟแดงลามขึ้นชายผ้า อีกฝ่ายต้องปล่อยกระดิ่งเพื่อดับไฟทางออกจึงเปิด
เยี่ยซิงเหอวิ่งเข้าอุโมงค์
นักบวชตามมาติด ๆ หินเหนือศีรษะร่วงเป็ระยะเด็กบนบ่าหายใจแ่ลงทุกทีเยี่ยซิงเหอส่งแรงอุ่นเพียงเส้นบางผ่านฝ่ามือไปประคองหัวใจเด็กเขาซ่อนปราณทองไว้ตลอดทาง แต่ยามนี้การซ่อนหมายถึงปล่อยให้หัวใจเล็ก ๆ หยุดเต้น
เขาเลือกเด็ก
ปราณสีทองแล่นออกเพียงชั่วลมหายใจ
รอยแดงบนข้อเท้าเด็กไม่ยอมปล่อยมันหดเป็วงรอบกระดูกแล้วดึงปราณอุ่นกลับลงพื้น เยี่ยซิงเหอจึงไม่เพิ่มพลังเขาเปลี่ยนมือประคอง ให้จังหวะส่งปราณสั้นตรงกับหัวใจเด็กและหยุดระหว่างจังหวะรอยค่ายกลซึ่งเคยชินกับการดูดสายต่อเนื่องคว้าได้เพียงความว่าง
ครั้งแรก เด็กยังไม่ตอบ
ครั้งที่สอง นิ้วเล็กกำชายเสื้อเขา
ครั้งที่สาม เด็กสูดลมหายใจเอง
วิธีนี้ช่วยชีวิตโดยไม่เลี้ยงค่ายกล แต่ทุกครั้งที่หยุดเสียงผู้ตายกลับพยายามแทรกช่องว่างเยี่ยซิงเหอต้องแยกหัวใจซึ่งอยู่บนบ่าออกจากหัวใจนับสิบในความทรงจำหากเผลอตอบเสียงผิดเขาอาจส่งปราณให้สิ่งซึ่งตายไปแล้วและเปิดทางให้มันเกาะิญญาตน
เขาจำถ้อยคำของมารดาเด็กก่อนลงถ้ำ—บุตรนางกลัวความมืดและมักนับลมหายใจเวลาใจสั่น
เยี่ยซิงเหอจึงนับให้เด็กฟังทีละคำ
เสียงจริงข้างหูเริ่มเด่นกว่าเสียงหลอกในศีรษะ
เสียงกระดิ่งด้านหลังหยุดทันที
นักบวชไม่ไล่ใกล้อีก เขาปล่อยให้เยี่ยซิงเหอถึงบันไดราวกับสิ่งที่้ามิใช่ร่างเด็กหรือผ้าไหมอีกแล้ว
เชือกเหนือศีรษะตึง อาเหวินกับชาวบ้าน้ากำลังดึงเยี่ยซิงเหอผูกเด็กกับบ่วงก่อน ะโให้ดึงขึ้น เมื่อร่างเล็กพ้นปากทางเขาจึงปีนตาม
ลมหนาวกับเสียงผู้คนกลับมา เด็กถูกวางบนผ้าห่ม มารดากอดเขาไว้ผู้เฒ่าโม่ส่งแรงผ่านกลางอกเพียงครั้ง เด็กไอเอาของเหลวสีดำออกมาแล้วสูดอากาศได้เอง
ซิงเหอช่วยเด็กได้
แต่เสียงในถ้ำยังไม่ออกจากศีรษะเขา
ช่วยข้า
หนาว
อย่าทิ้งข้า
เยี่ยซิงเหอหันกลับไปมองช่องใต้รากเหมยนักบวชยืนอยู่ตรงขั้นล่างสุด แสงแดงจากยันต์ส่องหน้ากากครึ่งหน้า เขามิได้ยกอาวุธเพียงจ้องรอยปราณทองซึ่งยังจางไม่หมดบนมือของเด็ก
“ข้ามิได้มารับเด็ก” นักบวชกล่าว
เยี่ยซิงเหอจับด้ามกระบี่ “เช่นนั้นเ้ามารับผู้ใด”
เสียงกระดิ่งดังขึ้นเบา ๆ
“เ้าคือเป้าหมาย”