ความเดิมตอนที่แล้ว
ก่อนเทศกาลโยนดอกไม้ จอมยุทธไป๋ได้รับข่าวสารว่ามีความเคลื่อนไหวของคนสกุลซ่งในคืนวันนั้นนางจึงได้แอบสะกดรอยตามซ่งจื่อรุ่ย บุตรชายผู้นำฝ่ายการคลังซ่งเผิงจิ่นโดยที่เฉินเสวี่ยหยางซึ่งบังเอิญพบเห็นนางเข้าจึงได้แอบตามนางไปอีกทอดหนึ่ง ครั้นตามมาจนถึงตรอกมืดซ่งจื่อรุ่ยก็ได้หายตัวไป จอมยุทธไป๋จึงคิดจะตามเข้าไปในตรอก ทว่าเฉินเสวี่ยหยางได้เข้ามาห้ามนางไว้ เนื่องจากเขารู้ว่ามีอันตรายอยู่ในที่แห่งนั้น
และในคืนเดียวกันนั้นเอง ณ หมู่บ้านกลางป่า หวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงถูกจับมัดนั่งหันหลังพิงกันอยู่ในบ้านร้างหลังหนึ่งพวกเขาอิงศีรษะและหลับใหลอยู่ในสภาพนั้นด้วยความอ่อนล้า จากนั้นไม่นาน หวงจิ้งเอินก็รู้สึกตัวขึ้นมาก่อนที่จะปลุกอู๋ฉงฉง..กึกกึก!..
หวงจิ้งเอิน : “ ฮืม.. ที่ไหนเนี่ย อ๊ะ! ฉงฉง ฉงฉง ตื่นเร็ว ”
อู๋ฉงฉง : “ อื้ม.. เสี่ยวหวง นี่ที่ไหนกัน? ”
หวงจิ้งเอิน : “ ข้าก็ไม่รู้ รู้แต่พวกเราถูกขัง ”
อู๋ฉงฉง : “ จริงสิ! เราถูกจับมานี่ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! มีใครอยู่ข้างนอกหรือไม่ช่วยพวกเราที.. ”
หวงจิ้งเอิน : “ ไม่มีประโยชน์หรอก ที่พวกนั้นไม่ปิดปากเราเพราะรู้ดีว่าต่อให้เราตื่นขึ้นมาะโเรียกคน ก็คงไม่มีใครมาช่วย ที่นี่น่าจะอยู่ไกลจากหนานจิ้งมากทีเดียว”
เจิ้งคุนเซียว : “ ฉลาดเหมือนกันนี่ ”
..แอ๊ด!..กึก!.. สิ้นเสียงพูดของหวงจิ้งเอินเจิ้งคุนเซียวก็เปิดประตูเข้ามาพลางตอบกลับอย่างทันควัน โดยมีลูกน้องคนสนิทอย่างเซวียเหยาเดินติดตามมาด้วย
อู๋ฉงฉง : “ เ้าเป็ใคร จับพวกเรามาทำไม? ”
เจิ้งคุนเซียว : “ ข้าเจิ้งคุนเซียว เป็ผู้นำของที่นี่ ”
หวงจิ้งเอิน : “ ข้ามั่นใจว่าเราไม่เคยรู้จักกัน ยิ่งไม่มีความแค้นใดกับเ้าทำเช่นนี้ มีเหตุผลอะไร? ”
เจิ้งคุนเซียว : “ หึ! พวกเ้ามาจากทางเหนือสินะ?”
อู๋ฉงฉง: “ ถ้าใช่แล้วจะทำไม? ”
เจิ้งคุนเซียว : “ นั่นแหละเหตุผล ”
อู๋ฉงฉง : “ ฮะ! พูดบ้าอะไรของเ้าพวกเราแค่ผ่านทาง ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับพวกเ้าเสียหน่อย อีกอย่าง ท่านพี่.. ”
หวงจิ้งเอิน : “ ฉงฉง! ”
หวงจิ้งเอินห้ามอู๋ฉงฉงไม่ให้เอ่ยถึงเ้าเมืองน้อยเฉินเพราะเขาไม่รู้แน่ว่าคนกลุ่มนี้มีจุดประสงค์อะไรถึงได้จับพวกเขามาขังไว้
เจิ้งคุนเซียว : “ พวกเ้าเกี่ยวข้องยังไงกับเยียนเป่ย แล้วมาหนานจิ้งเพื่ออะไร?”
หวงจิ้งเอิน : “ จะอะไรก็ไม่เกี่ยวกับเ้า ”
เซวียเหยา : “ เ้าหนุ่มนี่ฉลาดไม่เบา ดูจากการแต่งตัวน่าจะเป็พวกผู้ดีมีฐานะไม่ก็ลูกคนมีอำนาจ เอายังไงดีพี่ใหญ่? ” (ซุบซิบ)
เจิ้งคุนเซียว : “ ขังเอาไว้ก่อน หากเป็คนสำคัญของเยียนเป่ย แล้วเกิดเื่อะไรขึ้นมาเราคงรับผิดชอบไม่ไหว จะเอาชีวิตทุกคนมาเสี่ยงไม่ได้ อีกอย่าง ห้ามให้นางรู้เื่นี้แล้วนี่นางหายไปไหน วันนี้ข้ายังไม่เห็นเลย ” (ซุบซิบ)
เซวียเหยา : “ อ๋อ.. แม่นางหร่านอี เมื่อครู่ข้าเห็นนางเดินไปที่หลังหมู่บ้านน่ะให้ข้าไปตามให้หรือไม่? ” (ซุบซิบ)
เจิ้งคุนเซียว : “ ไม่ต้อง เ้าอยู่ที่นี่ คอยเฝ้าพวกนี้ไว้และอย่าให้ใครเข้ามายุ่มย่ามเด็ดขาด” (ซุบซิบ)
อู๋ฉงฉง : “ นี่พวกเ้า!จะกระซิบกันอีกนานไหม ข้าชักจะหิวแล้วนะ ”
เจิ้งคุนเซียว : “ ที่นี่ ฝากด้วยนะ อาเหยา ”
เซวียเหยา : “ ไม่มีปัญหา ข้าจะเฝ้าไม่ให้คลาดสายตาเลยทีเดียว”
เจิ้งคุนเซียวสั่งการลูกน้องแล้วเขาก็เดินออกไปจากที่นั่นโดยเหลือก็แต่เพียงเซวียเหยาเท่านั้น
อู๋ฉงฉง : “ นี่เ้า! ไม่ได้ยินรึยังไงว่าข้าหิวน่ะ”
เซวียเหยา : “ เฮ่ย.. น่ารำคาญจริง อย่างกับพวกคุณหนูคุณชายยังไงอย่างงั้นนี่! ที่นี่ไม่ใช่บ้านเ้า ช่วยอยู่เงียบ ๆ เดี๋ยวจะมีคนนำอาหารมาส่งให้อ้อ! แล้วก็.. ข้าขอเตือนอะไรไว้อย่าง ป่าด้านนอกมีแต่กับดักหากไม่อยากตายก็อย่าได้คิดหนี อยู่นิ่ง ๆ สงบ ๆ เข้าใจหรือไม่?! ”
อู๋ฉงฉง : “ เชอะ! ”
เซวียเหยาพูดจบก็เดินออกไปโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูและลงกุญแจขังทั้งสองคนเอาไว้
อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง เ้าว่าท่านพี่เฉินจะถึงหนานจิ้งรึยัง?”
หวงจิ้งเอิน : “ ดูจากเวลานี้ก็น่าจะถึงแล้วล่ะ ป่านนี้คงเดินเที่ยวหนานจิ้งอยู่เป็แน่ไม่ต้องห่วงหรอก เขาฉลาดออกขนาดนั้น เรามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง”
เสี่ยวม่าน : “ เชื่อพวกเขาเถอะ อย่าหนีเลย พวกเ้าหนีไม่รอดหรอก”
หวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงกำลังปรึกษากันเพื่อหาทางหลบหนีออกจากที่นั่นแต่จู่ ๆ ก็มีเสียงของแม่นางน้อยนางหนึ่งพูดแทรกกลางขึ้นมา นางคือเจิ้งหร่านอีบุตรสาวของเจิ้งคุนเซียว เด็กสาวในชุดสีฉูดฉาดผู้มีหน้าตาน่ารักสดใสและสะพายห่อผ้าติดกายไว้ตลอด
หวงจิ้งเอิน : “ นี่เ้าเป็ใคร เข้ามาั้แ่เมื่อไหร่? ”
เสี่ยวม่าน : “ ทันได้ยินเ้าพูดว่าจะหนีนั่นแหละ ข้าเจิ้งหร่านอีเรียกข้าว่าเสี่ยวม่านก็ได้ เป็ลูกของเขา ชายปิดตาคนเมื่อครู่นี้น่ะ ”
อู๋ฉงฉง : “ ข้าเสี่ยวอู๋ ส่วนเขาเสี่ยวหวง แต่เดี๋ยวนะ นี่เ้าเข้ามาทางไหนเนี่ย? ”
เสี่ยวม่าน : “ โน่นไง ”
อู๋ฉงฉง : “ หลังคาเนี่ยนะ? ”
เสี่ยวม่าน : “ ก็มันรั่วตั้งรูเบ้อเริ่ม เ้าไม่เห็นรึยังไง”
อู๋ฉงฉง : “ ไยที่นี่ถึงมีแต่คนแปลก ๆ นะ(ซุบซิบ) แล้วเหตุใดเ้ากับพ่อของเ้า หน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลยถึงเขาจะปิดตาข้างนึงก็เถอะ ”
เสี่ยวม่าน : “ ก็แหงล่ะ ข้าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ นี่เขาเจอข้าในป่าเลยพาข้ามาอยู่ที่นี่ ”
หวงจิ้งเอิน : “ ว่าแต่ นี่ที่ไหน? ”
เสี่ยวม่าน : “ ที่นี่คือหมู่บ้านหัว พวกเ้าไม่รู้จักหรอก ”
หวงจิ้งเอิน : “ แล้วเมื่อครู่ที่เ้าพูด หมายความว่ายังไง? ”
เสี่ยวม่าน : “ ตามนั้น ไม่ต้องคิดจะหนีหนีไปก็เปลืองแรงเปล่า เพราะที่ที่พวกเ้าจะไปยังอีกไกลโข ถึงโชคดีหนีออกไปได้ แล้วจะเดินทางไปที่นั่นด้วยวิธีไหนกันพ่อข้ายึดเรือของพวกเ้าไว้แล้ว ”
หวงจิ้งเอิน : “ ก็จริง แล้วเ้ารู้หรือไม่ ว่าพวกเขาพ่อของเ้าน่ะ จับพวกเรามาทำไม? ”
เสี่ยวม่าน : “ อืม.. อันนี้ข้าก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าหากพวกเ้าอยู่ที่นี่จะปลอดภัยกว่าข้าคิดว่าเ้าก็รู้มาไม่มากก็น้อยว่ายามนี้หนานจิ้งเป็เช่นไร มิสู้รออยู่ที่นี่รักษาชีวิตเอาไว้น่าจะดีต่อพวกเ้านะ ”
หวงจิ้งเอิน : “ เ้าดูไม่เหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเลยนะ ”
อู๋ฉงฉง : “ คือ.. สหายของเราอยู่ที่นั่นน่ะ เราต้องรีบไปพบเขาไม่อย่างนั้น.. ”
เสี่ยวม่าน : “ เอาเถิดน่า.. หากเขาสามารถเข้าไปถึงหนานจิ้งได้ก็ไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงหรอก ห่วงตัวเองก่อนเถิด ”
หวงจิ้งเอิน : “ แล้วที่บอกว่าให้รอ หมายถึงรออะไร? ”
เสี่ยวม่าน : “ เป็ความลับ ข้าพูดอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ อ้อ!ข้าคิดว่าพวกเ้าน่าจะหิว นี่ผลไม้ ข้าเก็บมาจากในป่า รีบกินซะ ข้าไปล่ะ”
อู๋ฉงฉง : “ อ้าว! นี่ เดี๋ยวสิ! โธ่.. ยังไม่ทันได้รู้เลยว่าคนพวกนี้เป็ใครกันแน่น่ะ แล้วพวกที่เหลือถูกขังอยู่ที่ไหน”
หวงจิ้งเอิน : “ ดูจากท่าทางนางก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เราอยู่ที่นี่รอดูสถานการณ์ไปก่อนแล้วค่อยวางแผนกันอีกที ”
อู๋ฉงฉง : “ อื้ม ”
โรงเตี๊ยมเฟิ่งชุน หนานจิ้ง
เฉินเสวี่ยหยางนั่งเขียนจดหมายแล้วม้วนมันส่งไปกับนกอินทรีตัวหนึ่งก่อนที่สององครักษ์จะเดินเข้ามารายงานข่าวที่เขามอบหมายให้ไปสืบหา
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย สืบได้เื่แล้วขอรับ สองคนที่อาละวาดเมื่อวานนี้ถูกใครบางคนจ้างมาให้สร้างเื่ใส่ร้ายองค์หญิงขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ พบตัวผู้จ้างวานหรือไม่? ”
เฟยิ : “ ไม่พบขอรับ พวกนั้นถูกจ้างมาอีกที ไม่ได้ติดต่อกับผู้จ้างวานโดยตรงขอรับ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ วิธีเดียวที่ใช้กับหานฉีซง ”
เฟยิ : “ ขอรับ แล้วตอนนี้สองคนนั้นก็ตายแล้วด้วย บริเวณท่าน้ำใกล้กับวัดหนิงอันขอรับชาวบ้านแถวนั้นบอกว่าเมื่อคืนได้ยินเสียงคนวิวาทกัน พอเช้ามาก็พบศพเขาสองคนถูกของมีคมปาดคอคงจะถูกฆ่าปิดปากน่ะขอรับ ”
เฟยฉี : “ ส่วนคนที่น่าสงสัยเมื่อคืน น่าจะเป็คุณชายซ่งขอรับซ่งเผิงจิ่นผู้นำฝ่ายการคลังและฮูหยินซ่งมีทายาทด้วยกันสองคน เป็ชายหนึ่งหญิงหนึ่งคือซ่งจื่อรุ่ยและซ่งเจียอีทั้งสองถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาั้แ่เด็ก คุณหนูซ่งเลยมีนิสัยเอาแต่ใจ ส่วนบุตรชายก็เหลวไหลติดการพนันงอมแงมแล้วเหมือนว่าคืนนี้เขาจะต้องไปที่หอเฟยเซียนด้วยขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ นี่สินะ จุดเชื่อมโยงระหว่างหานฉีซงกับคนในหนานจิ้ง”
เฟยฉี : “ น่าจะใช่ขอรับ คงรู้จักกันในบ่อนหานฉีซงก็เลยถูกหลอกใช้ แต่ว่าเ้าเมืองน้อยขอรับ ผู้นำซ่งจะมีเอี่ยวกับเื่นี้ด้วยหรือไม่ขอรับ?”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ คิดว่าไม่ สกุลซ่งก็เหมือนคนสกุลหานเขารับใช้จวนเ้าเมืองมานานั้แ่สกุลเหอยังปกครองหนานจิ้ง คงจะรู้แค่ว่าลูกชายเป็เพียงผีพนันเท่านั้น”
เฟยิ : “ ถ้าผู้นำซ่งไม่มีส่วนเกี่ยว แปลว่าต้องมีคนอื่นคอยหนุนหลังคุณชายซ่งผู้นี้อยู่หรือเราจะให้ผู้นำซ่งรู้เื่นี้ดีขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ต้องเป็อย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่า ต้องหาโอกาสให้เขารู้จากปากลูกชายเขาเองจะดีที่สุด”
เฟยฉี : “ แล้วเื่จอมยุทธหญิงคนนั้นล่ะขอรับนางเกี่ยวพันยังไงกับหนานจิ้ง ถึงได้ดูลึกลับนัก เหมือนว่าคนทั่วไปจะรู้แค่ว่านางเป็จอมยุทธสวมชุดขาวก็เลยเรียกนางว่าจอมยุทธไป๋แต่ไม่เคยมีใครรู้จักตัวตนหรือเห็นหน้าตาที่แท้จริงของนาง และคงไม่มีใครรู้ด้วยว่านางเป็สตรี”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ที่นางต้องปิดบังใบหน้าเพราะไม่อยากให้ใครเห็นการที่คนเราไม่้าให้คนอื่นเห็นหน้าตาก็แปลว่าต้องเป็คนสำคัญ ถ้าคิดอย่างนั้นก็มีอยู่ไม่กี่คน”
เฟยิ : “ จวนเ้าเมืองหนานจิ้ง ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ถูกต้อง คงเป็ใครคนใดคนนึงในนั้น ”
เฟยฉี : “ เป็ใครกันน้า.. จะว่าชายารองคงเป็ไปไม่ได้ ส่วนองค์หญิงรองเป็สตรีอ่อนโยนที่ใครๆ ต่างก็รู้ว่านางไร้วรยุทธ์ หรือว่าจะเป็องค์หญิงสามขอรับได้ข่าวว่านางแข็งกร้าวทั้งมีนิสัยชอบเอาชนะ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อาจเป็คนที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ ”
เฉินเสวี่ยหยางตอบเป็นัยเหมือนเขาจะมีลางสังหรณ์ถึงคำตอบของเื่นี้ภายในใจอยู่แล้ว
เฟยิ : “ ถ้าอย่างนั้น คนที่คอยชักใยคุณชายซ่งก็อาจจะเป็คนในจวนแห่งนั้นด้วยสินะขอรับ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ มีความเป็ไปได้มาก ยังมีอีกคนที่เราต้องสืบ เหลียงจิ่งเสียน”
เฟยฉี: “ แม่ทัพเหลียงหรือขอรับ? ”
เฟยิ : “ ญาติผู้น้องของเหลียงซีหม่าไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนคนนี้อยู่ฝ่ายอนุ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ห้าสกุลใหญ่แห่งหนานจิ้ง สกุลเหอและหลินมีสกุลหม่าฝ่ายพลเรือนกับสกุลซ่งคอยให้การสนับสนุน มีเพียงสกุลเหลียงเท่านั้นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสิ่งสำคัญคือเขามีผลต่อกำลังใจทหารอยู่มาก ”
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยสงสัยเื่ใดหรือขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “แม่ทัพอู๋เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเหลียงจิ่งเสียนเขาบอกว่าทหารเลื่อมใสในตัวแม่ทัพเหลียงผู้นี้มากเพราะเป็คนเอาจริงเอาจังและเกลียดความอยุติธรรมเป็ที่สุด ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะยอมอยู่ฝ่ายนั้นโดยไร้เหตุผล”
เฟยิ : “ งั้นก็แปลว่า ถูกกุมจุดอ่อนไว้หรือขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ถูกต้อง อาิ สืบดูให้ละเอียดว่า เขาเคยมีบุตรภรรยาหรือญาติพี่น้องคนอื่นอีกหรือไม่ ”
เฟยิ : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อาฉี สืบเื่สกุลหม่า ”
เฟยฉี : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ คืนพรุ่งนี้เราจะไปนอกเมืองคาดว่าต้องมีคนไปรอรับเราอยู่แน่ ”
เฟยฉี : “ จริงด้วย โชคดีนะขอรับที่เราเดินทางถึงที่นี่ก่อนกำหนดน่ะ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ส่วนคืนนี้ ไปหอเฟยเซียน ”
เฟยฉี : “ คิก ๆ สนุกล่ะงานนี้ ”
หอเฟยเซียน
สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของบุรุษน้อยใหญ่มากหน้าหลายตาพวกเขาเดินเข้าออกสถานที่แห่งนี้จนดูเป็เื่ปกติโดยสภาพภายในไม่ต่างไปจากหออวี้ชุนในเยียนเป่ยเท่าใดนัก ทั้งนักดนตรีสาวงามนั่งดีดผีผาและนางรำนับสิบคนออกมาร่ายรำด้วยท่วงท่างดงามดึงดูดสายตาของบุรุษ อีกทั้งมีสตรีใบหน้ายิ้มแย้มคอยรินสุราน้ำชาเพื่อเอาอกเอาใจคุณชายเ่าั้เฟยฉีและเฟยิเปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากชุดองครักษ์เป็ชายหนุ่มเ้าสำราญคอยยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้างเ้าเมืองน้อยเฉินโดยที่เฉินเสวี่ยหยางนั่งจิบชาท่ามกลางเสียงดนตรีที่ดูครึกครื้น แต่ครู่เดียวก็มีคุณชายท่านหนึ่งซึ่งก็คือซ่งจื่อรุ่ยเดินเข้ามานั่งข้างฉากกั้นถัดจากที่นั่งของเขาผ่านไปไม่นานก็มีหญิงสาวรูปร่างสะสวยในชุดสีแดงและคาดผ้าบาง ๆ ปิดบังใบหน้าพลันเดินมารินสุราให้กับซ่งจื่อรุ่ย..“หึ!ไม่ยอมปล่อยสินะ”.. เฉินเสวี่ยหยางพลันคิดในใจก่อนที่เขาจะอมยิ้ม
เฟยฉี : “ อาิ เ้าเมืองน้อยยิ้มอะไร? ” (ซุบซิบ)
เฟยิยักไหล่ตอบน้องชายด้วยความไม่รู้ ก่อนที่สตรีนางนั้นจะเดินผ่านมาและเฉินเสวี่ยหยางก็คว้าตัวของนางลงมานั่งบนตัก
เฟยฉี : “ นั่น!ข้ารู้สาเหตุแล้วล่ะอาิ ” (ซุบซิบ)
แน่นอนว่าเฉินเสวี่ยหยางรู้ว่านางเป็ใครนางก็คือจอมยุทธไป๋ผู้ซึ่งคอยเกาะติดซ่งจื่อรุ่ยไม่ยอมปล่อย นางมองบุรุษที่รั้งนางไว้ด้วยความเขินอายปนสงสัย ..“ตาสีฟ้าอีกแล้ว ใต้หล้านี้มีคนที่มีดวงตาเช่นนี้อีกสักกี่คนกันนะ?”.. นางมองใบหน้าเขาทั้งเผลอคิดขึ้นมาในใจ ในขณะที่เฉินเสวี่ยหยางมองใบหน้าของนางด้วยแววตาหวานละมุนจนนางต้องหลบสายตาและลุกออกไปจากที่นั่นทว่าตรงที่นั่งด้านข้างนั้น ซ่งจื่อรุ่ยกลับมีอาการคล้ายดั่งคนที่ดื่มสุราไปทั้งไหหลังจากที่ดื่มสุราจอกนั้นไปเพียงไม่นาน
เวลาผ่านไปรถม้าคันหนึ่งได้เคลื่อนผ่านเส้นทางอันเงียบสงัดเพื่อเดินทางกลับจวนสกุลซ่ง ซ่งจื่อรุ่ยนั่งอยู่ในรถม้าด้วยอาการเมามายดั่งคนไร้สติและแล้วจอมยุทธไป๋ก็ปรากฏตัวออกมาขวางทางรถม้าที่กำลังวิ่งอยู่บนทางเปลี่ยวนางเปลี่ยนชุดสาวงามสีแดงเป็ชุดสีขาวและลอยตัวออกมาจากข้างทางที่มืดสนิท ด้วยชายผ้าสีขาวที่โดดเด่นพลิ้วไหวมาตามลูกธนูที่ถูกยิงออกไปปักขวางหน้ารถม้าสกุลซ่งก่อนที่ม้าสองตัวจะใจนวิ่งหนีออกนอกเส้นทาง ทั้งยังพาเอาคุณชายซ่งที่นั่งอยู่ในรถม้าไปด้วยเหมือนทุกอย่างจะเป็ไปตามแผนที่นางวางไว้ คือการลักพาตัวคุณชายซ่ง แต่ทว่าระหว่างทางกลับมีคนชุดดำอำพรางใบหน้าซึ่งคอยคุ้มกันซ่งจื่อรุ่ยอยู่ห่างๆ ได้ปรากฏตัวออกมาจากข้างทาง จอมยุทธไป๋ที่ตามรถม้าคันนั้นมาจึงถูกดักทางทำให้นางถูกคนเ่าั้ยืนล้อมเป็วงหนึ่งสตรีในชุดสีขาวยืนอยู่ท่ามกลางบุรุษชุดดำที่สายตาดุดันแข็งกร้าวจ้องมองนางดั่งราชสีห์เห็นเหยื่อคนพวกนั้นตรงเข้าจู่โจมนางพลางเงื้อมือที่ถือมีดไล่ฟาดฟันจอมยุทธหญิงนางจึงลอยตัวขึ้นสูงพลางดึงลูกธนูออกมายิงทีละดอกจำนวนสามดอกติดกันจนลูกธนูพุ่งไปถูกลำตัวคนเ่าั้แน่นิ่งไปสามคนแต่พวกนั้นก็ยังตามเอาชีวิตนางอย่างไม่ลดละ และกรูเข้ามาเป็แถวจอมยุทธหญิงเห็นดังนั้นจึงดึงลูกธนูออกมาอีกสามดอก คว่ำมือที่ถือคันธนูลงแล้วพลิกสายธนูขึ้นมาบนหลังมือพลันง้างลูกธนูสามดอกออกไปในคราวเดียวลูกธนูพุ่งออกไปในแนวราบตรงไปถูกขาของคนเ่าั้าเ็ไปอีกสามคนทว่าคนที่เหลือยังกรูเข้ามานางอย่างไม่หวาดหวั่นนางจึงลอยตัวถอยหลังมาตั้งหลักแล้วยิงธนูออกไปอีกจนเหลือลูกธนูอยู่เพียงดอกเดียว ขณะที่เบื้องหน้ายังมีคนเกือบสิบคนที่ยืนถือมีดชี้มาที่นางจอมยุทธหญิงจึงนำธนูมาสะพายไว้กับตัวแล้วนำมีดสั้นที่ซุกซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมา
คนชุดดำ : “ เฮ้ย! ฆ่า! ”
คนกลุ่มนั้นวิ่งเข้าไปจู่โจมนาง และนางก็ตรงเข้าหาคนเ่าั้อย่างไม่หวั่นเกรงทั้งหลบหลีกปัดป้องพลางเหวี่ยงแขนออกไป มีดปาดต้นแขนและขาคนชุดดำจนทรุดลงไปอีกสามคนแต่คนที่เหลือได้พุ่งตรงมาหานางเหมือนอยากฉีกร่างนางออกเป็ชิ้น ๆ และในตอนนั้นเองที่เฉินเสวี่ยหยางพร้อมองครักษ์ซึ่งปิดบังใบหน้าได้เข้ามาขวางทางไว้พวกเขาซัดคนส่วนหนึ่งจนลงไปนอนกองกับพื้น และเฉินเสวี่ยหยางก็ได้ปะทะกับคนที่เหลืออีกทั้งแย่งมีดในมือมาได้เขาใช้มันแทงไปที่อกของผู้เป็หัวหน้าและกำลังจะเอ่ยถามอะไรบางอย่าง แต่คนคนนั้นกลับดื่มยาพิษเพื่อปลิดชีวิตตนเองจนกระอักเืและหมดลมหายใจไปในที่สุด..อึก!..
คนชุดดำ : “ อ่ะ.. อ๊าก!.. ”
แล้วลูกน้องที่เหลือก็พากันดื่มยาพิษและตายตามหัวหน้าไปในขณะที่เฉินเสวี่ยหยางกำลังเดินเข้าไปหาจอมยุทธไป๋ นางได้ง้างคันธนูไปทางเฉินเสวี่ยหยางและยิงลูกธนูเฉียดร่างของเขาไปถูกร่างคนชุดดำที่แกล้งตายแล้วฉวยโอกาสเพื่อทำร้ายเขาลูกธนูไม่ได้ถูกจุดสำคัญ นั่นจึงทำให้เฟยฉีเข้าไปจับตัวคนร้ายเอาไว้ได้ ในยามนั้น นางก็้าตัวชายคนนั้นด้วยเช่นกันนางจึงได้ตรงเข้าหาเฉินเสวี่ยหยางเพื่อที่จะแย่งตัวคนร้ายมา โดยซัดฝ่ามือเข้าใส่แต่เขาพลิกตัวหลบแล้วคว้าข้อมือพลางโอบเอวของนางเอาไว้ ก่อนจะจ้องเข้าไปในตาจนทำให้นางสังเกตเห็นตาคู่นี้ของเขา..“อ๊ะ!”.. คนทั้งสองประมือกันไปมา รุกและรับปัดป้องฝ่ามือดั่งรู้ทางซึ่งกันและกันจนเฟยฉีต้องหลุดปาก
เฟยฉี : “ นั่นเขาสู้กันหรอทำไมข้าเห็นยวนยางหยอกล้อกันล่ะ ”
เฟยิ : “ ทีเื่นี้ล่ะฉลาด ”
ขณะที่คนสองคนประมือกันอยู่ กลับมีลูกดอกปริศนาลอยมาปักกลางอกชายชุดดำคนนั้นและกระอักเืแน่นิ่งเสียชีวิตไป
เฟยฉี : “ ลูกดอกอาบยาพิษ หนอย.. ”
ติดตามตอนต่อไป