บทที่ 7 ข้า้าพบพี่เฉิน
ถังซูอี๋ไม่ปลงใจลงเล่นลิ้น จึงเอ่ยถามหลิวปี้ฉินด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าเฝ้าดูเ้าเติบโตมาั้แ่เด็ก บัดนี้เ้ากลับตกมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ ข้าเองก็เ็ปเช่นกัน เ้าเติบโตมาในเมืองหลวง คุ้นเคยกับผู้คนมากมาย เพื่อความปลอดภัยของเ้า ข้าจะส่งเ้าไปจากที่นี่ เ้าเห็นด้วยหรือไม่?”
แม้ในใจหลิวปี้ฉินจะก่นด่าถังซูอี๋ว่าเป็ปีศาจเฒ่า ทว่าบนในหน้ากลับแสดงความใและสับสน “ท่าน...ท่านป้า ท่านหมายจะส่งข้าไปแห่งใดเ้าคะ?”
“เมืองอันมู่” ถังซูอี๋ตอบ
“รกรากของตระกูลถังของข้าอยู่ที่เมืองอันมู่ เมื่อไปถึงที่นั่น เ้าจงเปลี่ยนชื่อแซ่ ข้าจะให้คนจัดเตรียมบ้านเรือนและร้านค้าให้เ้าสองหลัง ตระกูลถังในเมืองอันมู่จะอุปถัมภ์เ้า เพื่อให้เ้ามั่นใจว่าเ้าจะมีชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสุขสบาย เ้าคิดเห็นเช่นไร?”
นี่คือทางออกที่ดีที่สุดที่นางคิดได้ หากหลิวปี้ฉินไม่ยินยอม...
หึ!
“ท่านป้า” หลิวปี้ฉินคุกเข่าลงกับพื้น นางเคยเป็คุณหนูผู้มากด้วยยศักดิ์จากตระกูลใหญ่ ย่อมมีความหยิ่งผยองอยู่บ้าง เช่นนั้นการคุกเข่าในครั้งนี้จึงทำให้นางรู้สึกอับอายขายหน้ายิ่งนัก
หลิวปี้ฉินกัดฟันฝืนทนต่อความอัปยศอดสู ความไม่ยินยอม และความโกรธแค้นทั้งหมด ก่อนจะคลานเข่าเข้าไปหยุดลงที่ข้างเท้าของถังซูอี๋ แล้วเอื้อมมือไปจับชายกระโปรงของนางพลางร่ำไห้ “ข้ารู้ว่าท่านป้าหวังดีต่อข้า ข้าขอบคุณท่านป้าสำหรับความเมตตาอันล้นเหลือนี้”
“เ้าตกลงแล้วหรือ?” ถังซูอี๋ก้มหน้าถาม หากนางตกลงก็นับว่าเป็เื่ที่ดี
ทว่าหลิวปี้ฉินกลับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสะอื้น “ท่านป้า บิดาของข้าสิ้นแล้ว มารดาและพี่สาวน้องสาวของข้าก็ไม่รู้ว่าอยู่หนใด พี่ชายน้องชายถูกเนรเทศไปยังแดนไกล บัดนี้เหลือข้าเพียงผู้เดียว ญาติพี่น้องที่เหลืออยู่ก็มีเพียงท่านป้าและพี่เฉินเท่านั้น
ข้ากลัว ท่านป้า ข้ากลัว ข้ากลัวที่จะต้องไปยังที่ไกลแสนไกล ท่านป้าโปรดเมตตาให้ข้าอยู่ข้างกายท่านได้หรือไม่ ข้าจะเชื่อฟังท่านป้าเป็แน่แท้ ฮือ ๆ…”
ถังซูอี๋หัวเราะ เพราะหลิวปี้ฉินไม่อยากจากไป ถูกแล้ว ในเมื่อมีชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อหรูหราอยู่ในจวนขุนนางสูงศักดิ์เช่นนี้ ไหนเลยจะพอใจกับชีวิตธรรมดาแบบคนทั่วไปได้
“ในเมื่อเ้าไม่อยากไป ข้าก็จะกล่าวให้กระจ่างชัด” ถังซูอี๋ดึงชายผ้าที่หลิวปี้ฉินจับไว้อย่างรังเกียจ
“เ้าเป็ธิดาของขุนนางผู้มีความผิด หากมีผู้ล่วงรู้ว่าอวี้เฉินซุกซ่อนเ้าไว้ที่นี่ ไม่เพียงแค่เ้าที่จะต้องเดือดร้อน แต่อวี้เฉินและจวนโหวก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย เ้าไม่อาจอยู่ในเมืองหลวงได้อีกต่อไป เก็บข้าวของแล้วรีบออกไปเสียตอนนี้”
ทันทีที่ถังซูอี๋เตรียมจะจากไป หลิวปี้ฉินคุกเข่าลงกับพื้นและจับชายผ้าของนางไว้ไม่ยอมปล่อย “ท่านป้า ข้ารู้ตัวว่าข้าในตอนนี้ไม่คู่ควรกับพี่เฉิน แต่ข้าและพี่เฉินเติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ความผูกพันนานปีเช่นนี้ นับว่าเป็เื่ยากที่จะตัดลงได้
ท่านป้า ข้าไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดอีก เพียงขอให้ได้พบพาลพี่เฉินบ้างบางครา ให้รู้ว่าเขามีความสุขดีหรือไม่ก็พอ ขอท่านป้าโปรดเมตตาเถิดเ้าค่ะ ฮือ ๆ ๆ… ท่านป้าคงไม่อยากให้พี่เฉินเศร้าโศรกใช่หรือไม่เ้าคะ?”
หลิวปี้ฉินคุกเข่าลงกับพื้น ร่างกายบอบบางราวต้นหลิวต้องลม ยามที่ร้องไห้คร่ำครวญ มองดูแล้วน่าสังเวชนัก ทว่ากล่าวกันตรง ๆ ก็คือ ยังตัดใจจากความร่ำรวยและชีวิตฟุ้งเฟ้อไม่ได้นั่นเอง
“เ้ากับอวี้เฉินเติบโตมาด้วยกัน ทุกครั้งที่มีของดี ๆ เขาก็นึกถึงเ้าเป็คนแรก เมื่อครอบครัวของเ้าประสบปัญหา เขาก็เสี่ยงอันตรายช่วยเ้าออกมาจากกองเพลิง บุญคุณนี้หนักหนาสักเพียงใด?” ถังซูอี๋ก้มหน้าถามหลิวปี้ฉิน
“เ้าค่ะ ข้าซาบซึ้งถึงบุญคุณของพี่เฉิน ข้ารู้ดีว่าแม้สิ้นชีวิตนี้ก็ตอบแทนไม่สิ้น” หลิวปี้ฉินร้องไห้อีกครั้ง ราวกับถูกข่มเหงอย่างแสนสาหัส
ถังซูอี๋หัวเราะอย่างเยือกเย็น “แล้วเหตุใดเ้าจึงตอบแทนบุญคุณด้วยการนำภัยมาสู่เขากันเล่า?”
คำกล่าวนี้ทำให้หลิวปี้ฉินงุนงง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงและสับสน “ข้า… ข้าไม่เคย ข้าจะทำร้ายพี่เฉินได้อย่างไรกัน ในเมื่อเขาคือคนที่ดีที่สุดในโลกนี้สำหรับข้า”
“เ้าเป็ธิดาของขุนนางฏ ที่ควรจะถูกขายไปเสียนานแล้ว เ้าหลักแหลมมาั้แ่ไหนแต่ไร ควรจะรู้ว่าการที่อวี้เฉินช่วยเหลือเ้า ซุกซ่อนเ้าไว้ที่นี่ เป็เื่ที่เสี่ยงอันตรายมากเพียงใด ข้าให้เ้าไปจากเมืองหลวง ไปยังที่ไกลแสนไกล เมื่อเ้าไปแล้วก็จะไม่เกี่ยวข้องกับอวี้เฉิน แต่เ้ากลับเลือกที่จะผูกมัดอยู่กับเขา กระทั่งอยากจะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในจวนโหว ทำให้อวี้เฉินต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อเ้าตลอดไป นี่ไม่ใช่การตอบแทนบุญคุณด้วยการนำภัยมาสู่เขาหรอกหรือ?”
ถังซูอี๋ไม่อยากจะกล่าวกับหลิวปี้ฉินอีกต่อไป นางจึงก้าวเท้าเดินออกไป ทว่าหลิวปี้ฉินยังคงจับชายผ้าของนางไว้แน่น ชุ่ยจู้และชุ่ยอวิ๋นเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาดึงตัวหลิวปี้ฉินออก
ขณะที่ถังซูอี๋เดินออกไป นางก็ออกคำสั่ง “ให้พวกนางเอาไปได้เพียงเสื้อผ้าและเครื่องประดับธรรมดาเท่านั้น ส่วนของอย่างอื่นในเรือนนี้... ให้ทำบัญชีแล้วเก็บเข้าคลังไป”
ให้โอกาสแล้วไม่รับ ก็อย่าหวังว่าจะได้รับอะไรอีกต่อไป
หลิวปี้ฉินได้ยินเช่นนั้นก็ทรุดตัวลงกับพื้น จนลืมร้องไห้ไปสิ้น นางเป็เพียงธิดาของฏ พึ่งพาได้เพียงเซียวอวี้เฉินเท่านั้น บัดนี้โหวฮูหยินจะไล่นางออกไป ทั้งยังจะยึดของของนางไปทั้งหมด แล้วนับจากนี้นางจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร?
โหวฮูหยินหมายจะซ้ำเติมนางให้ตายเลยหรือ!
หลิวปี้ฉินลุกขึ้นวิ่งไปที่ประตู มองไปยังถังซูอี๋ที่ยืนอยู่ในลาน “ข้า้าพบพี่เฉิน ข้า้าพบพี่เฉิน!”
ยามนี้มีเพียงเซียวอวี้เฉินผู้เดียวเท่านั้นที่จะช่วยนางได้ นางเชื่อว่าตราบใดที่ได้พบกับเซียวอวี้เฉิน นางจะได้อยู่ที่นี่ต่อไป แม้แต่โหวฮูหยินก็ไม่อาจบังคับได้
ถังซูอี๋จะไม่รู้ถึงความคิดของหลิวปี้ฉินได้อย่างไร ทว่านางมิใช่มารดาที่แท้จริงของเซียวอวี้เฉิน การจัดการเซียวอวี้เฉินนั้น นางจะไม่ใจอ่อนอย่างแน่นอน เช่นนั้นจึงเค้นเสียงออกมาอย่างเ็า “จะให้เ้าได้พบ”
จากนั้นจึงสั่งพ่อบ้านจ้าว “ส่งนางไปยังหมู่บ้านซีซาน อาหารการกินก็ให้เหมือนคนทั่วไปในหมู่บ้าน ในค่ำนี้ต้องเก็บกวาดของในเรือนนี้ให้หมด ห้ามเหลือร่องรอยของนางแม้แต่น้อย”
หลิวปี้ฉินได้ยินเช่นนั้น พลันใบหน้าก็ไร้ซึ่งเื สีหน้าซีดเซียว ร่างกายที่พิงกรอบประตูสั่นคลอนไปมา ชีวิตที่เหมือนคนทั่วไปในหมู่บ้านเป็เช่นไรกันเล่า? กินแกลบกินผัก ทำงานสารพัดด้วยตนเอง
นางเป็ธิดาของตระกูลใหญ่ จะทนใช้ชีวิตเยี่ยงนั้นได้เช่นไร?
ถังซูอี๋หาได้สนใจนางไม่ สตรีกำพร้าผู้มีบาปติดตัวเช่นนี้ ให้ที่พักพิงและอาหารก็นับว่ามากโขแล้ว ยังจะหวังสิ่งใดอีก โลภเกินไปนัก
หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ถังซูอี๋ก็รู้สึกเหนื่อยล้า นางจึงพาชุ่ยจู้และชุ่ยอวิ๋นกลับจวนโหว ส่วนฉางิก็รีบวิ่งตามมาติด ๆ
หลิวปี้ฉินเห็นถังซูอี๋จากไปแล้ว จึงรีบวิ่งออกมาคว้าแขนจางเฝิงแล้วร้องไห้คร่ำครวญ “จางเฝิง เ้าพาข้าไปพบพี่เฉินได้หรือไม่”
จางเฝิงใกับการกระทำของนาง จึงรีบผลักตัวออกห่าง เขาไม่กล้าแม้แต่จะแตะชายผ้าของสตรีผู้เป็ดั่งดวงใจของคุณชายใหญ่ “คุณหนูหลิว ข้าเป็เพียงคนรับใช้ ไม่อาจช่วยเหลือท่านได้”
“เ้าช่วยได้ พี่เฉินไว้ใจเ้าที่สุด เ้าต้องทำให้ข้าได้พบกับพี่เฉินได้แน่”
จางเฝิงนิ่งเงียบ ‘ช่างให้ความสำคัญกับข้ามากเกินไป’
“คุณหนูหลิว” พ่อบ้านเ้าเอ่ยขึ้น
“คำสั่งของฮูหยินถือเป็สิทธิ์ขาด ผู้ใดก็มิอาจขัดขืนได้ นอกจากนี้ ฮูหยินก็หาได้รังแกคุณหนูไม่ หากปราศจากคุณชายใหญ่ ปราศจากจวนโหว คุณหนูจะถูกขายไปยังที่ใดก็ยังไม่รู้ ตัวท่านอย่าได้คิดเกินเลย รีบไปเก็บข้าวของเถิด"
คำกล่าวนี้ฉีกหน้าหลิวปี้ฉินเสียสิ้น นางทั้งโกรธทั้งอับอาย ทว่าก็ไร้ทางออก สิ่งนี้จะจบสิ้นแล้วหรือ? นางไม่อาจยอมรับได้
ขณะนั้น นางเห็นสาวใช้สองสามคนกำลังเก็บของในห้องของนางลงหีบ นางจึงรีบวิ่งเข้าไป ของเหล่านี้ล้วนมีค่า!
...
ถังซูอี๋นั่งพักสายตาในรถม้า สมองของนางยังคงทำงานอย่างหนักหน่วง การส่งหลิวปี้ฉินออกไปยังไม่เพียงพอ เดิมทีเซียวอวี้เฉินช่วยเหลือนางให้หลบหนี ย่อมต้องมีร่องรอยหลงเหลือ ร่องรอยนี้จำต้องกำจัดให้สิ้น มิเช่นนั้นก็ยังเป็ภัยแฝงอยู่...
“ฮูหยิน ถึงแล้วเ้าค่ะ”
เมื่อเสียงของชุ่ยอวิ๋นดังขึ้น ถังซูอี๋จึงลืมตา ชุ่ยจู้ประคองนางลงจากรถ “ไปยังศาลบรรพบุรุษ”
กล่าวจบ ถังซูอี๋ก็เดินไปยังศาลบรรพบุรุษ ชุ่ยจู้ ชุ่ยอวิ๋น และฉาง ิรีบเดินตาม ทันทีที่มาถึงศาลบรรพบุรุษ หญิงชราที่ได้ยินเสียงก็ลุกขึ้นดู เมื่อพบว่าเป็นาง หญิงชราผู้นั้นจึงคำนับแล้วเปิดประตู
ให้ชุ่ยจู้ ชุ่ยอวิ๋น เฝ้าอยู่ด้านนอก ถังซูอี๋พาฉางิเข้าไปในศาลบรรพบุรุษ แสงไฟสลัวสาดให้เห็นเซียวอวี้เฉินที่ยังคงคุกเข่าอยู่หน้าแท่นบูชา ดวงตาไร้แวว เมื่อเห็นนางก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดไปมากกว่านั้น ดูราวกับคนโง่
“ข้าเพิ่งกลับจากตรอกเหมยฮวา” ถังซูอี๋กล่าวขึ้น ขณะยืนอยู่เบื้องหน้าเซียวอวี้เฉิน