ซูอี้โจวหาได้ใส่ใจต่อท่าทีแปลกประหลาดของฉินหลิงหลิงที่มีต่อตนไม่สำหรับเขาแล้วความคิดในใจของเด็กสาวนั้นมิได้สำคัญอันใด
ในเวลานี้ซูอี้โจวเพียงอยากจะรีบพาน้องสาวกลับบ้านเพื่อปรึกษาหารือถึงเรื่องราวที่ต้องทำต่อไป เขาได้สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพายุฝนกำลังก่อตัวขึ้นเหนือเมืองอวิ๋นเฉิง
เมืองอวิ๋นเฉิงดูเหมือนจะซ่อนเร้นวิกฤตครั้งใหญ่และวิกฤตนี้ต้องการให้พวกเขาแก้ไขร่วมกันมิเช่นนั้นในภายภาคหน้ายังไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องราวเช่นไรขึ้น
กว่าจะลงหลักปักฐานได้แทบกระอักเลือดเขาไม่อยากให้สิ่งที่สร้างสมมาพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
สองพี่น้องกล่าวอำลาฉินหลิงหลิงอีกสองสามคำแล้วจึงจากไป
ในขณะเดียวกันณ หอสุราแห่งหนึ่ง ในห้องโถงที่ตกแต่งอย่างหรูหราชายในชุดผ้าไหมกำลังเล่นเครื่องประดับในมืออย่างเกียจคร้าน ท่าทางดูสบายๆราวกับว่าทุกสิ่งในใต้หล้าอยู่ในกำมือของตน
เขาพินิจพิจารณาเครื่องประดับในมืออย่างละเอียดเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่กำลังจะสำเร็จ จึงเผยรอยยิ้มอย่างห้ามไม่ได้
ทันใดนั้นประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออกอย่างแรงจากด้านนอกเห็นเพียงชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้องโถงอย่างรวดเร็วคารวะชายในชุดผ้าไหมในห้องด้วยความเคารพ
อาภรณ์ของชายผู้นั้นมิได้เก่ามอมแมมทว่าเมื่อเทียบกับชายในห้องแล้วกลับดูด้อยกว่ามากบุคลิกโดยรวมก็มิได้ผ่อนคลายสบายๆ เช่นอีกฝ่ายกลับดูเหมือนผู้ที่เพิ่งผ่านการเดินทางอันแสนสาหัสราวกับว่าก่อนหน้านี้ได้ประสบกับเหตุการณ์ใดมา
เมื่อได้ยินเสียงชายในชุดผ้าไหมในห้องกลับมิได้เงยหน้าขึ้นแม้แต่น้อยเพียงแต่ใช้คางพยักพเยิดไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ใส่ใจสื่อความหมายให้เขานั่งลง
"ขอบคุณท่านอา!"
อันที่จริงอายุของทั้งสองคนไม่ได้ห่างกันมากนักทว่าเป็นเรื่องของลำดับศักดิ์ ผู้มาเยือนสมควรเรียกขานว่า 'ท่านอา'
"เรื่องราวเป็นเช่นไรบ้าง?"
ชายในชุดผ้าไหมที่ถูกเรียกว่าท่านอาหาได้ใส่ใจต่อคำเรียกของอีกฝ่ายไม่ เพียงแต่กล่าวถามอย่างเฉื่อยชา
"ท่านอาโปรดวางใจ บุรุษผู้นั้นถูกคนของข้าแยกออกไปแล้วไม่มีวันระแคะระคายว่าถูกลอบทำร้ายแน่นอน!"
ซูอี้หว่านหากได้เห็นเขาในเวลานี้คงต้องผงะด้วยความตกใจ เพราะคนผู้นั้นมิใช่ใครอื่นแต่คือท่านหลงที่เคยซื้อนางมาจากซูไท่ไท่เมื่อครานั้น!
เพียงแต่ในเวลานี้ท่านหลงผู้นี้มิได้ดูโอหังเช่นในตอนนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับชายในชุดผ้าไหมแพรตรงหน้า กลับดูถ่อมตนขึ้นมาเล็กน้อย
"สำเร็จก็ดีแล้ว ตราบใดที่คนผู้นั้นไม่อยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิงก็จะไม่ทำลายเรื่องดีๆ ของข้า"
"ท่านอา ข้าไม่เข้าใจเลยเหตุใดแม่ทัพผู้นั้นจึงมีอิทธิพลต่อท่านถึงเพียงนี้? เหตุใดท่านจึงต้องลงทุนลงแรงปล่อยข่าวลวงเพื่อให้แม่ทัพผู้นั้นไปจากเมืองอวิ๋นเฉิง?"
หลงเย่แสดงความเคารพอย่างยิ่งต่อท่านอาผู้มีอายุใกล้เคียงด้วยเกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง หลงเย่จึงลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัวทุกการกระทำของเขาจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายในชุดผ้าไหมจึงเงยหน้าขึ้นเหลือบมองเขาแวบหนึ่งในดวงตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
"อย่างเจ้าจะรู้อะไร?"
"หลานชายผู้นี้โง่เขลา ก็หวังว่าท่านอาจะให้คำชี้แนะ"
หากเป็นแต่ก่อนใครหน้าไหนจะบังอาจทำกับเขาเช่นนี้ ทว่ายามนี้ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จำต้องยอมศิโรราบ
แม้ต้องเผชิญสายตาดูแคลนจากชายผู้สวมใส่ชุดผ้าไหมหลงเย่ก็ยังคงถามออกไปด้วยความระมัดระวัง
"แม่ทัพผู้นั้นเป็นศัตรูกับพวกเราหรือ?"
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า ไม่ต้องสอดปาก"
ชายในชุดผ้าไหมไม่อยากที่จะสนทนาในหัวข้อนี้ต่อไปอย่างไรเสียก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ต้องการกล่าวถึงเรื่องนี้อีก
เมื่อเห็นเช่นนั้นหลงเย่ก็ไม่กล้ากล่าวสิ่งใดอีก
เพียงแต่เขาสงสัยใคร่รู้ยิ่งนักว่าท่านอาผู้นี้ไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อย่างไรจึงมีเจตนาจะลองถามหยั่งเชิงดูเท่านั้น
หากมีทางเลือกอื่นเขาก็คงไม่ต้องยอมจำนนอยู่ภายใต้อำนาจผู้อื่นคอยใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังในเงามืดของท่านอาคอยเงยหน้าพึ่งพาผู้อื่นและรอรับคำสั่ง
สำหรับเขาแล้วมันน่าอึดอัดยิ่งนัก!
หลงเย่สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดรีบระงับความไม่พอใจที่คุกรุ่นในใจ พลันแสร้งทำเป็นไม่แยแส กล่าวต่อว่า“จริงสิ ท่านอา เรื่องจวนเจ้าเมืองคงไม่มีปัญหาอะไรคนของเราที่ร้านขายยาจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว”
ภารกิจก่อนหน้าของเขาคือการออกนอกเมืองเพื่อนำยาชนิดหนึ่งมาส่งยังเมืองอวิ๋นเฉิง
"ถึงอย่างนั้น... บุตรีท่านเจ้าเมืองดื่มยามานานขนาดนี้เหตุใดจึงยังคงมีลมหายใจ?”
หลงเย่รู้ดีว่ายาที่ตนลำเลียงมานั้นมิใช่สิ่งดีงามแต่เป็นยาพิษที่สามารถคร่าชีวิตของผู้คนได้อย่างเงียบงัน
แม้เขาจะไม่เข้าใจในวิชาแพทย์แต่ก็พอจะรู้ว่า ยาพิษร้ายแรงเช่นนี้ไม่น่าจะออกฤทธิ์ช้าขนาดนี้
แต่ฉินหยวนหยวนในตอนนี้ใช้ยามานานแล้วเขาเดินทางไปมาระหว่างสองเมืองหลายครั้ง ลำเลียงสิ่งนี้ด้วยตนเองทว่าในตอนนี้กลับยังไม่มีข่าวดีส่งมา ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดจริงๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารับคำสั่งจากท่านอาทว่าจนถึงตอนนี้กลับยังไม่มีบทสรุป ทำให้เขาดูเหมือนไม่ได้ทุ่มเทในการทำงานส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตนในสายตาท่านอา
"อีกไม่นานแล้ว เพียงวันสองวันเท่านั้น"
หลงเย่ถามจบชายในชุดผ้าไหมก็เพียงโบกมือปัดอย่างเฉื่อยชาดูท่าทางเขาจะไม่ใส่ใจเรื่องนี้เท่าใดนัก
หรือกล่าวได้ว่าเขามั่นใจในชัยชนะถึงเพียงนี้
แท้จริงแล้วหากซูอี้หว่านมิได้ปรากฏตัวขึ้นละก็ฉินหยวนหยวนคงมิอาจหลีกหนีเคราะห์กรรมที่จะมาถึงในเร็ววันได้
ทว่าในตอนนี้สถานการณ์กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
"ท่านอาทราบอยู่แล้วหรือ?"
หลงเย่ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้ใจที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายก็เริ่มวางลง ใบหน้าเผยให้เห็นความยินดี
"เช่นนั้น ข้าขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับท่านอา สำหรับการเลื่อนตำแหน่ง!"
"อืม"
ชายในชุดผ้าไหมได้ยินคำกล่าวนั้นก็พยักหน้าเบาๆทว่าในดวงตาเพิ่มความยินดีขึ้นเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าพึงพอใจต่อคำอวยพรของหลงเย่เป็นอย่างมาก
"ท่านอา หลานชายยังมีคำถามอีกข้อ"
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งหลงเย่ก็อดตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้รู้สึกได้ว่าอำนาจของผู้อยู่เบื้องหลังท่านอานั้นล้ำลึกเกินกว่าที่เขาคาดคิด
หลงเย่ก็หาได้เต็มใจที่จะต้องอยู่ใต้อาณัติของใครไม่ในเมื่อลงแรงทำงานเหมือนกัน เหตุใดตนจึงต้องถูกผู้อื่นชักใยบงการ?
เขาก็อยากที่จะเป็นคนที่ทุกคนแหงนมองเช่นกัน!
"กล่าวมา"
เพราะอารมณ์ดีชายในชุดผ้าไหมเมื่อได้ยินคำถามของหลงเย่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจในตอนนี้กลับดูเหมือนว่าพูดคุยด้วยง่ายเป็นพิเศษ
"คือหลานชายเพียงอยากถามว่า ท่านอาพอจะเปิดเผยเบื้องลึกให้ข้าได้หรือไม่?แท้จริงแล้วผู้ที่อยู่เบื้องหลังท่านคือผู้ใดกันแน่…"
หลงเย่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามให้สิ้นสงสัยใบหน้าก็พลันร้อนผ่าวราวกับถูกเฆี่ยนด้วยไฟเพิ่งตระหนักว่าเป็นฝีมือท่านอาที่ตบหน้าเขาอย่างไม่ยั้งมือ
"ท่านอา ท่าน..."
หลงเย่กุมใบหน้าข้างที่ถูกตบมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยสายตาเหลือเชื่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะเหตุใดถึงถูกตบหน้า
"สิ่งที่ไม่ควรล่วงรู้ อย่าได้ถามมิเช่นนั้นเจ้าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองตายได้อย่างไร!"
"ขอรับ..."
แม้หลงเย่จะไม่ยินยอมทว่าเขาก็มิกล้าที่จะทำสิ่งใดอีก ได้แต่พยักหน้าด้วยความคับแค้นใจ
"เอาล่ะ ข้าก็มิใช่คนที่ไม่ฟังเหตุผล ในเมื่อเจ้าขึ้นเรือลำนี้แล้วก็เป็นคนของนายท่านผู้นั้นเช่นกันเขาจะไม่มีวันทำให้เจ้าต้องเสียเปรียบอย่างแน่นอน"
ชายในชุดผ้าไหมเห็นหลงเย่สีหน้าไม่สู้ดีนักก็มิได้กล่าวอะไรมาก เพียงแต่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"พักหลังมานี้ ตระกูลหงรุ่งเรืองเกินหน้าเกินตาเกรงว่าจะเป็นภัยต่อกิจการของเราในเมืองอวิ๋นเฉิง เจ้าจงไปจัดการเสียสั่งสอนบทเรียนให้ไอ้แก่หงเต๋อฝู่สักหน่อย มิเช่นนั้นมันคงกำเริบเสิบสานเหยียบหัวพวกเรา!"