บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆสีดำทมิฬ ควันไฟลุกโชนไปทั่วทุกหนแห่ง โลกที่เคยงดงามและเต็มไปเปี่ยมไปด้วยชีวิต
ในขณะนี้ไม่มีให้เห็นอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ในตอนนี้มีเพียงความตายและหายนะเพียงเท่านั้น ทั่วโลกในขณะนี้ไม่มีพื้นที่สีเขียวให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว โลกกำลังตายและทุกสิ่งกำลังจะสิ้นสูญ
ผ่านมาแล้วกว่าร้อยปี กับาโลกครั้งที่สาม าโลกครั้งนี้นั้นรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ าครั้งนั้นถูกเรียกว่า [Appocalypse Day] วันแห่งโลกาภิวัตน์ เหล่าผู้นำอันโหดร้าย สั่งโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพ นิวเคลียร์ และอื่นๆที่จะสามารถทำลายประเทศฝั่งตรงข้ามได้ โดยที่ไม่คิดว่าจะทำให้โลกนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน
มนุษย์กลายพันธุ์ สัตว์กลายพันธุ์ ทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็อย่างมาก พวกมันไม่มีความสามารถในการนึกคิด สิ่งที่พวกมันทำได้อย่างเดียวคือกินและก็กินเพื่อวิวัฒนาการตัวเองให้มากที่สุด กฏของความอยู่รอดคือผู้แข็งแกร่งอยู่เหนือผู้อ่อนแอ
โลกนั้นไม่สามารถรับกับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ไหว มนุษย์ฆ่าล้างกันเอง สร้างผู้ล่าที่แข็งแกร่ง ทำให้เผ่าพันธ์มนุษย์เกือบสูญพันธ์ุ
เหล่ามนุษย์ที่กำลังจะสูญพันธุ์มารู้ตัวก็เกือบที่จะสายไป พวกเขานั้นหยุดที่จะฆ่าฟันกันและกัน และหันหน้ามาเผชิญกับสิ่งมีชีวิตที่อันตรายเหล่านี้ แต่น่าเสียดายที่กว่าเหล่ามนุษย์นั้นจะตั้งตัวได้ทัน พวกมันก็วิวัฒนาการไปไกลเสียแล้ว มนุษย์จะต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ สร้างฐานที่มั่นของตัวเอง
จนผ่านมาหนึ่งร้อยปีมนุษย์จึงจะพอยืนหยัดและต่อสู้กับพวกมันได้บ้าง จำนวนประชากรในโลกตอนนี้หายไปกว่าแปดสิบเปอร์เซน ที่เหลืออยู่นั้นยังกระจายกันออกไป โลกในตอนนี้ถูกปกครองด้วยสิ่งมีชีวิตที่เป็ผู้ล่า ทุกคนนั้นได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี อย่างน้อยก็ภาวนาให้ตัวของพวกเขาเอง ไม่เป็อาหารของพวกมันในมื้อถัดไป
วันที่ 10/8/2019 เวลา 23.35น ฐานที่มั่นหลักสุดท้ายของมนุษยชาติ ที่หอประพาคารสังเกตุการทางตอนใต้ของฐานที่มั่น เครื่องตรวจสอบความผิดปกติ ตรวจพบพลังงานมหาศาลบางอย่างจากเขตพื้นที่ใกล้ๆกับฐานที่มั่น
ฐานที่มั่นสุดท้ายของมนุษย์ มีขนาดที่ใหญ่มาก สามารถบรรจุประชากรได้ถึงหลายล้านคน
ฐานที่มั่นแบ่งออกเป็เขตพื้นที่ั้แ่ 1-10 โดยที่พื้นที่เขตที่หนึ่งคือพื้นที่ๆอยู่ตรงกลางสุดของฐานที่มั่น
ภายในหุบเขาที่แห้งแล้งแห่งหนึ่ง ที่อยู่ไม่ห่างไกลจากฐานที่มั่นหลักของมนุษย์ ปรากฏแสงอะไรบางอย่างพุ่งตรงจากท้องฟ้าลงมายังพื้นดิน แสงนั้นเปิดเมฆที่ดำทมิฬออกจากกัน ทำให้เป็ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่ทุกคนนั้นจะสามารถเห็นดวงจันทร์ได้
บริเวณช่องแคบภายในหุบเขาที่แห้งแล้ง หลังจากที่แสงสว่างนั้นจางหายไป ปรากฏเป็ชายวัยรุ่นผู้หนึ่งอยู่ในชุดผ้าคลุมสีขาวที่มีสัญลักษณ์ดาวแปดแฉกอยู่ด้านหลัง ผ้าคลุมในตอนนี้เปื้อนไปด้วยเื
ชายวัยรุ่นนั้นมีใบหน้าที่คมและหล่อเหลา แววตาของเขาดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง สีหน้าของเขาขาวซีดและดูนวลจระจ่างไร้ซึ่งสิ่งสกปรก
ชายวัยรุ่นในชุดคลุมที่ปรากฏตัวหลังจากแสงหายไปแล้วนั้นในตอนนี้มีสีหน้าที่ซีดขาวเป็อย่างมาก เขากระอักเืออกมา ลมหายใจของเขานั้นไม่เป็จังหวะ เขาาเ็สาหัสในตอนนี้
“บ้าจริง ที่นี่ที่ไหนละเนี่ย”
ชายวัยรุ่นดูเหมือนจะได้รับาเ็เป็อย่างมาก เขาหลังจากพูดเสร็จก็มองไปรอบๆ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนที่จะพยายามเดินไปข้างหน้า ที่หน้าอกของเขาในตอนนี้มีแผลขนาดใหญ่ เืไหลออกมาไม่หยุด
“ไม่ได้การถ้าปล่อยไว้แบบนี้ละก็ เราได้ตายเพราะเืออกหมดตัวแน่ๆ”
ชายวัยรุ่นหยุดเดินก่อนที่จะใช้มือข้างขวาของตัวเอง ทาบไปบริเวณแผลของตัวเอง เขากัดฟันก่อนที่มือของเขานั้นจะลุกโชนด้วยแสงสีเขียว แผลที่หน้าอกของเขานั้นค่อยๆสมานเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที แผลที่เคยอยู่ที่หน้าอกของเขาก็หายไป
ชายวัยรุ่นเมื่อรักษาแผลของตัวเองเสร็จแล้วก็ถอนหายใจออกมา เขาในตอนนี้ดูเหมือนจะรอดพ้นจากสถานการณ์ที่เลวร้ายได้แล้ว หรือว่าไม่
เขาในขณะที่โล่งอกนั้นก็สังเกตุเห็นแสงสว่างส่องมาจากด้านหลัง
“หยุดอย่าขยับ นี่คือหน่วยลาดตระเวนพื้นที่ 9 ยืนยันตัวตนไม่อย่างนั้นจะใช้มาตรการจำจัดภัยคุกคามทันที!”
ชายวัยรุ่นได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของเขาหลังจากที่เขาสังเกตุเห็นแสงแล้ว เขาหันไปมองยังด้านหลัง เอียงหัวเล็กน้อยก่อนที่จะพูดขึ้น
“วิสอาฟ นิคฟาบาเอล”
ครั้งนี้ไม่ใช่ชายวัยรุ่นแล้วที่สับสน แต่เป็เหล่าผู้คนที่มาเจอเขา คนที่มาเจอเขานั้นอยู่ในชุดแปลกๆที่ชายวัยรุ่นไม่เคยเห็นมาก่อน คนที่มาเจอเขานั้นอยู่ในชุดสีดำและมีเสื้อกักที่ไว้ใส่อุปกรณ์ต่างๆ ในมือของพวกเขาถือโลหะอะไรบางอย่างที่ดูแล้วน่าจะเป็อุปกรณ์สำหรับจู่โจม
ชายวัยรุ่นรู้สึกได้ถึงความกังวลที่ออกมาจากคนที่มาเจอเขา ถึงแม้จะพูดคุยกันไม่รู้เื่แต่ภาษากายนั้นใช้เหมือนกัน ชายวัยรุ่นยกมือขึ้นฟ้าเป็สัญลักษณ์ทั่วไปแสดงให้เห็นถึงว่าเขานั้นยอมจำนน ไม่คิดที่จะขัดขืน
คนที่มาเจอเขานั้นเมื่อเห็นว่าชายวัยรุ่นนั้นทำอะไรก็ถอนหายใจโล่งอกออกมา ก่อนที่จะลดปืนลงเล็กน้อย เขานั้นยังมีท่าทีระแวงอยู่ จนกระทั่ง
“พลทหารลดปืนลง”
เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาอีกครั้ง ชายวัยรุ่นมองไปยังที่มาของเสียง พบว่ามีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา เขานั้นใส่ชุดคล้ายๆกับทุกคน เพียงแค่ว่าที่แขนข้างขวาของเขามีตราสัญลักษณ์รูปดาวอยู่ คิดว่าน่าจะเป็คนที่มีชั้นยศที่สูงกว่าคนอื่นๆที่อยู่ตรงนั้นเป็แน่
ทุกคนที่ได้ยินที่ชายวัยกลางคนพูดก็ต่างพากันลดปืนลง แต่ทุกคนนั้นก็ยังมองไปที่ชายในชุดคลุมสีขาวด้วยความไม่เชื่อใจ ใครจะไปรู้ว่าชายในชุดคลุมสีขาวอาจจะเป็พวกกลายพันธุ์ก็เป็ได้
ชายวัยกลางคนเดินมาถึงยังด้านหน้าของชายวัยรุ่นในชุดคลุมก่อนที่จะแนะนำตัวเอง
“ฉันมีชื่อว่า วิล ทอมสัน เป็หัวหน้าหน่วยราดตระเวนประจำพื้นที่ 9 เธอเป็ใครมาจากไหน”
วิลพูดกับชายในชุดคลุม ชายในชุดคลุมทำหน้าไม่เข้าใจก่อนที่จะพยักหน้าและทำอะไรบางอย่าง ชายในชุดคลุมเอื้อมมือข้างขวาของเขา ไปแตะที่บริเวณขมับข้างขวาของตัวเองก่อนที่จะเพ่งสายตามาที่เขา
“เ้าแนะนำตัวเองว่า วิลใช่ไหม”
วิลใ เขานั้นได้ยินเสียงดังขึ้นในหัว เขามองไปที่ชายในชุดคลุม ไม่รู้จะตอบยังไง
“พูดอะไรในใจเพื่อการสนทนา ข้าได้ใช้เวทย์สื่อสารผ่านทางจิต แบบนี้ต่อให้ไม่รู้ภาษาของกันและกันก็สามารถที่จะเข้าใจที่อีกฝ่าย้าที่จะพูดได้”
เวทย์...วิล ไม่อยากจะเชื่อที่เขาได้ยิน แต่ก็ต้องเชื่อเพราะอะไรก็ตามที่จะบอกว่าชายวัยรุ่นในชุดคลุมสามารถใช้เวทย์มนได้จริงๆ ก็เสียงในหัวของเขานี่แหละ