ตลอดทางกลับสู่พระราชวัง ไม่มีผู้ใดกล่าวอันใดแม้แต่คำเดียวจนกระทั่งขบวนเสด็จของ จูโฮ่วจ้าว เดินทางมาถึงหน้าท้องพระโรง ตำหนักจินหลวน เหล่าขุนนางแห่งราชสภา...ยังคงยืนรออยู่พร้อมหน้าโดยไร้การขยับ
"เหล่าขุนนางทั้งหลาย มีผู้ใดอยากยื่นเสนอฎีกาอีกหรือไม่?"
จูโฮ่วจ้าวก้าวเดินอย่างสง่างาม ท่วงท่าเปี่ยมอำนาจและมั่นคงดั่งพยัคฆ์และัเขาขึ้นนั่งบนบัลลังก์ั เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กดดันทั้งท้องพระโรง
"ขอทูลฝ่าา กระทรวงการคลังได้คำนวณบัญชีเรียบร้อยแล้วจากการยึดทรัพย์ตระกูลเหยียน และ เฉาจีเสียง ในครั้งนี้ นับรวมทรัพย์สินทั้งสิ้น —ไม่นับที่ดินนอกเมือง มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นสามสิบล้านตำลึงพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงของ เซี่ยหยวนจี๋ ดังกังวาน ขณะออกมาแถลงต่อหน้าราชสภา
"ฮือ!"
ทันทีที่ได้ยินคำรายงานของเซี่ยหยวนจี๋ เสียงตะลึงพรึงเพริดระลอกใหญ่ดังขึ้นในราชสภา
ขุนนางทั้งหลายพากันใอย่างเห็นได้ชัด ทรัพย์สินมากมายปานนี้...ต้องมีความกล้าหน้าด้านเพียงใด ถึงจะกล้ากอบโกยจากแผ่นดินจนล้นเช่นนั้น!
"หึ! นี่แหละ… คือพวกขุนนางที่วัน ๆ เอาแต่พร่ำสอนเื่คุณธรรมแต่แท้จริงแล้ว จิตใจโเี้ยิ่งกว่าสุนัข!"
จูโฮ่วจ้าวสีหน้ามืดครึ้มทันทีที่ได้ยินยอดทรัพย์สินแววตาแฝงความเดือดดาล ก่นด่าออกมาด้วยโทนเสียงที่โกรธเคืองถึงสุดขีด
"ขุนนางชั่วเช่นนี้ — แม้ตายไปก็ยังไม่สาสมกับความผิด!"
"โชคดีที่ฝ่าาทรงพระปรีชาสามารถ จัดการสองคนนี้เสียแต่เนิ่น"
…….
เสียงสรรเสริญและสาปแช่งดังระงมในท้องพระโรง ทั้งคำประจบสอพลอทั้งเสียงแสดงความสะใจ...กระหึ่มไปทั่ว
"ดูท่าแล้ว... ข้าคงต้องปะาพวกขุนนางกังฉินให้มากขึ้นอีกหน่อยอย่างน้อยก็ช่วยลดภาระของกระทรวงการคลังได้ไม่น้อย"
คำพูดของจูโฮ่วจ้าวยังคงเรียบเฉย แต่เมื่อผ่านเข้าสู่โสตของขุนนางหลายคนกลับไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าฟาดกลางวัน! — หากจักรพรรดิเริ่มสาวไส้กันเป็ตระกูล... เกรงว่าในท้องพระโรงนี้คงมีไม่กี่คนที่หนีรอดได้!
"ฝ่าา กระหม่อมมีฎีกาจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ!"
จังหวะที่บรรยากาศเริ่มกลับมาเงียบสงบ เกาฉิว ก็เดินออกจากแถวราชสภายืนประจันหน้ากับบัลลังก์ั
"ท่านเกา มีเื่ใดจะเสนอหรือ?"
จูโฮ่วจ้าวเอ่ยถามอย่างเรียบง่าย
"ฝ่าา มีพื้นที่แห่งหนึ่ง ชื่อว่า แม่น้ำเหลียงซานแห่งมณฑลซานตงมีพวกโจรฏยึดพื้นที่บริเวณนั้นเป็ฐานที่มั่น หากินโดยการปล้นสะดมชาวบ้านและพ่อค้าไม่เว้นแต่ละวันชาวบ้านรอบด้านต่างทนทุกข์มานาน"
"ยิ่งไปกว่านั้น อดีตแม่ทัพครูฝึกกองกำลังแปดแสน— หลินชง ก็แปรพักตร์เข้าร่วม ทำให้พวกโจรกำเริบหนักยิ่งขึ้น เมืองรอบข้างถูกโจมตีซ้ำหลายครั้งสูญเสียกำลังพลอย่างหนักพ่ะย่ะค่ะ"
"ขอฝ่าาโปรดพระราชทานอาญาสิทธิ์ ยกทัพกวาดล้างเหลียงซาน โดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ!"
เกาฉิวกล่าวอย่างองอาจ ท่าทีเต็มไปด้วยความเที่ยงธรรมเฉียบขาด
"เ้าคงอยากจะกำจัด 'หลินชง'ที่เป็ภัยซ่อนไว้ใจใช่หรือไม่?"
ภายในใจของ จูโฮ่วจ้าว กลับหัวเราะเย็น ถึงอย่างนั้น...น้ำเสียงของเขายังคงสงบเสงี่ยม ไม่แสดงอารมณ์ออกมาแม้แต่น้อย
"ฏกระจอกเหล่านี้ ข้าไม่เห็นว่าจะน่ากลัวตรงไหนวันหน้าค่อยส่งทัพไปกวาดล้างก็ไม่สาย ตอนนี้... ราชกิจยังมีอีกมาก เอาไว้ค่อยหารือใหม่แล้วกัน"
"พ่ะย่ะค่ะ… "
เกาฉิวรับคำอย่างไร้ทางเลือก แววตาเต็มไปด้วยความขุ่นข้องก่อนจะค้อมตัวถอยกลับเข้าที่อย่างเงียบงัน
"เซียวจิ่ง จงร่างราชโองการ— แต่งตั้งขุนพลองครักษ์'เหวินอวี่' เป็แม่ทัพเทียนเป่าตำแหน่งเทียบเท่าขุนนางระดับสาม ให้ติดตามข้าทุกเมื่อ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัย และอนุญาตให้นำอาวุธขึ้นท้องพระโรงได้"
เมื่อจูโฮ่วจ้าวนึกถึงฝีมือของ อวี่เหวินเฉิงตูเขาก็เอ่ยราชโองการขึ้นทันที
"กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ"
เซียวจิ่ง ก้มศีรษะรับคำอย่างนอบน้อม
"ฝ่าา การเลื่อนตำแหน่งของ เหวินอวี่ จากเพียงขุนพลพันนายขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสามนั้นนับว่าเป็เกียรติยศที่ไม่เคยมีมาก่อน ขอฝ่าาทรงพิจารณาอีกครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
เสียงนี้ดังขึ้นจากปากของ เกาเหลียน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจนเมื่อได้ยินพระราชโองการของจูโฮ่วจ้าว เขาถึงกับก้าวออกมาในทันทีโดยไม่ทันไตร่ตรอง
เพราะ อวี่เหวินเฉิงตู อยู่ภายใต้การควบคุมของเขามาโดยตลอดแต่ตอนนี้...คนผู้นั้นกลับได้รับศักดิ์เทียบเท่า!
"หืม? ถ้าเ้ามีฝีมือเท่ากับ เหวินอวี่ ข้าก็พร้อมจะถอนราชโองการเดี๋ยวนี้"
จูโฮ่วจ้าว เหลือบตามอง เกาเหลียน เพียงครู่เดียวก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่เฉียบขาดจนผู้คนไม่กล้าหายใจแรง
"เอ่อ..."
เกาเหลียน ถึงกับพูดไม่ออก
ถูกจักรพรรดิตอกกลับเข้าอย่างจัง จนได้แต่ยืนอึ้งกลางท้องพระโรงเขาทำอะไรไม่ได้ นอกจากถอยกลับไปเข้าที่อย่างเสียหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิดไม่อาจกลบเกลื่อน
"กระหม่อม เหวินอวี่ ขอขอบพระทัยในพระเมตตาฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ!"
อวี่เหวินเฉิงตู กล่าวเสียงดังฟังชัด พร้อมค้อมกายคารวะอย่างเคารพยิ่ง
"ลุกขึ้นเถอะ"
จูโฮ่วจ้าว โบกมืออย่างไม่ถือตัว รับคำขอบคุณด้วยท่าทีสงบนิ่ง
หลังจาก เหวินอวี่ กล่าวขอบพระคุณอีกครั้ง จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนข้างๆ อย่างสงบนิ่ง ใบหน้าเคร่งขรึมไม่ไหวติง สายตาไม่เหลือบมองไปทางอื่นแม้แต่น้อย
"เลิกประชุม!"
หลังผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีขุนนางคนใดยื่นฎีกาอีกจูโฮ่วจ้าว ก็เอ่ยคำเดียว แล้วลุกขึ้นจากบัลลังก์ทันที
"เลิกประชุม!"
เสียงแหลมของ ซานเต๋อจื่อ ดังลั่น กึกก้องสะท้อนทั่วทั้งท้องพระโรงขุนนางทั้งหลายต่างพร้อมใจกันคำนับส่ง จูโฮ่วจ้าว เสด็จกลับ จากนั้นก็ทยอยแยกย้ายกันออกไปเป็กลุ่มๆ
อวี่เหวินเฉิงตู เดินตามอยู่ด้านหลัง ปฏิบัติหน้าที่อารักขาความปลอดภัยของจูโฮ่วจ้าวอย่างใกล้ชิด
"ให้ เสวี่ยเหรินกุ้ ยพา เหยียนหรูอวี้ มาพบข้า"
ระหว่างทางเสด็จกลับสู่ตำหนัก จูโฮ่วจ้าวพลันนึกขึ้นได้ถึงหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวที่รอดชีวิต จากการล้างตระกูลเหยียนทั้งตระกูล เขาจึงหันไปสั่งการกับซานเต๋อจื่อ ที่ติดตามอยู่ข้างกาย
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา"
ซานเต๋อจื่อค้อมตัวรับคำ ก่อนจะรีบวิ่งเหยาะ ๆ ไปส่งพระบัญชาให้เสวี่ยเหรินกุ้ยทันที
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม!
"ฝ่าา เหยียนหรูอวี้มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เสียงทุ้มหนักแน่นของ เสวี่ยเหรินกุ้ย ดังขึ้นจากหน้าตำหนัก
"ให้เข้ามาได้"
จูโฮ่วจ้าวเอ่ยรับด้วยน้ำเสียงสงบ
"แอ๊ด..."
ประตูตำหนักเปิดออก สายลมอ่อนบางพัดผ่านเข้ามา จูโฮ่วจ้าวเงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่เห็น คือหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดขาวสะอาด ก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างาม นุ่มนวล
เรือนผมดำขลับสลวยยาวจรดเอว ผิวขาวเนียนละเอียดราวหยกสดสันจมูกได้รูป ดวงตาโฉบเฉี่ยวเย้ายวน เรือนร่างอวบอิ่มได้สัดส่วน เรียวขายาวตรงสมส่วนแม้สะโพกจะผายเล็กน้อย แต่กลับยิ่งขับเน้นเสน่ห์เฉพาะตัว
ยามที่นางก้าวเดิน เรือนกายเบื้องหน้าก็พลิ้วไหวอย่างเป็ธรรมชาติทรวงอกขยับขึ้นลงอย่างนุ่มนวล เผยความเย้ายวนทุกอิริยาบถ
"หม่อนฉัน เหยียนหรูอวี้ ขอคารวะฝ่าา"
นางค่อย ๆ ประสานมือ ค้อมกายลงอย่างนอบน้อม ถ้อยคำอ่อนหวานแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจสงบนิ่ง
"อืม ลุกขึ้นเถิด"
จูโฮ่วจ้าวพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
"เ้ารู้สึกเคียดแค้นหรือไม่ ที่ข้าสั่งปะาตระกูลเหยียนทั้งตระกูล?"
"ไม่กล้าเลยพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าาทรงสังหารเหยียนซงได้— หม่อมฉันยังดีใจจนแทบไม่ทันยั้งเสียอีก!"
เหยียนหรูอวี้กล่าวตอบออกมาทันควัน แววตาเต็มไปด้วยประกายตื่นเต้นไม่มีเค้าของความเศร้าหรือขุ่นแค้นหลงเหลือแม้แต่น้อย
"หืม? หรือว่ามีเื้ัอะไรซ่อนอยู่ในเื่นี้?"
จูโฮ่วจ้าวเริ่มสนใจ จึงเอ่ยถามแบบอยากรู้อยากเห็น
"บุตรชายของเหยียนซงเคยหมายตาหม่อมฉันไว้ แต่หม่อนฉันไม่ยินยอมเขาจึงใช้บารมีในบ้านข่มขู่บิดาของหม่อมฉัน ทำให้ท่านพ่อถึงกับกระอักเืเสียชีวิต"
"หลังจากนั้นไม่นาน มารดาก็ตรอมใจตายตามไปในไม่ช้าทิ้งให้หม่อมฉันต้องอยู่เพียงลำพัง — ก่อนจะถูกคนในตระกูลเหยียนจับตัวไป…"
เหยียนหรูอวี้เล่าเื่ราวอย่างช้าๆ ถ้อยคำเรียบสงบแต่ความเ็ปในดวงตายังคงหลงเหลืออยู่
"เป็เช่นนี้เอง… เช่นนั้นข้าก็ถือเป็ผู้มีพระคุณของเ้าสินะ?"
จูโฮ่วจ้าวพยักหน้าเบา ๆ กล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่มุมปาก
"เพคะ หม่อมฉันขอขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณ"
เหยียนหรูอวี้ค้อมกายลงอีกครั้ง พร้อมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
"ไม่ต้องเกรงใจไป"
จูโฮ่วจ้าวก้าวขึ้นไปข้างหน้า เอื้อมมือออกไปจับสองมือของเบาๆกล่าวถ้อยคำออกมาอย่างสุภาพ ปลายนิ้วของทั้งสองัักัน มือของเขาแน่นมั่นคง... แต่นิ้วของนางกลับสั่นเล็กน้อยราวกับหัวใจที่เต้นแรงไม่เป็จังหวะ
ใบหน้าของเหยียนหรูอวี้แดงระเรื่อขึ้นในทันที แววตาที่เคยแน่วนิ่งเริ่มหลบเลี่ยงอย่างประหม่า หัวใจเต้นรัวดั่งกวางน้อยแตกตื่น
"เช่นนั้น...เ้าคิดจะตอบแทนข้าอย่างไรดีล่ะ?"
จูโฮ่วจ้าวกล่าวถามพร้อมยิ้มบาง พลางเอื้อมมือขวาเชยคางที่ขาวเนียนและเรียวของนางขึ้นให้นางสบตาเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้
"หากฝ่าาไม่ทรงรังเกียจ หม่อมฉันยินดีถวายตัวปรนนิบัติอย่างสุดใจ"
เมื่อสิ้นคำ เหยียนหรูอวี้ก็หลุบตาลงอย่างขวยเขินค่อย ๆ ถอนมือกลับ แล้วหมุนตัวหันหลังให้อย่างเงียบงัน
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า!"
จูโฮ่วจ้าวหัวเราะเบา ๆ พลางสาวเท้าเข้าไปประชิดร่างของหญิงสาวเขายื่นแขนโอบเอวนางไว้แน่น ก่อนจะช้อนร่างของนางขึ้นมาในอ้อมแขนอย่างมั่นคง แล้วก้าวไปยังแท่นบรรทม
เหยียนหรูอวี้ส่งเสียงเบา ๆ ด้วยความใ ก่อนจะซุกใบหน้าลงแนบอกเขาแน่นเรือนกายของนางอ่อนระทวย ปล่อยให้อ้อมแขนนั้นโอบรัดไว้อย่างเต็มใจ
กลิ่นอายบุรุษจากกายเขาช่างอบอุ่นมั่นคง ทำให้นางรู้สึกราวกับกำลังหลอมละลายอยู่ในห้วงฝัน
"ฝ่าา..." บนแท่นบรรทม เสียงเรียกแ่เบาของนางดั่งสายลมฤดูใบไม้ผลิอ่อนโยนดั่งห้วงฝัน ดวงตาหวานเย้ายวนของนางสั่นไหวคล้ายจะหลบเลี่ยง หากแต่ไม่กล้าฝืน
จูโฮ่วจ้าวปลดอาภรณ์ของนางด้วยความอ่อนโยน ภาพของหญิงสาวในยามเปลือยเปล่าที่มีผิวขาวเนียนงดงาม…บริสุทธิ์... ดั่งลูกแกะตัวน้อยก็ค่อยๆ ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเขา
เขาโน้มหน้าลง จุมพิตบนริมฝีปากเล็กของเยียนหรูอวี้อย่างแ่เบาความเขินอายที่เคยซ่อนอยู่ในแววตาค่อยๆ เลือนหาย ทั้งสองแนบชิดอย่างแแ่ จุมพิตซึ่งกันและกันอย่างเร่าร้อน
หลังจากนั้น จูโฮ่วจ้าวก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ยอดเขาแฝดคู่นั้นแล้วใช้ปลายลิ้นััยอดอกโดยหมุนไปรอบๆ พร้อมกับกลืนกินยอดอกนั้นไว้ในปากอย่างอ่อนโยน
ส่วนมืออีกข้างของเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้อยู่นิ่งเช่นกันโดยถือยอดเขาอีกข้างไว้และเล่นกับมันอย่างสนุกมือตามใจตน
ยอดเขาของเหยียนหรูอวี้ที่อยู่ภายในมือของจูโฮ่วจ้าวยังคงเปลี่ยนรูปร่างไปมาอย่างต่อเนื่องเสียงครางแ่เบาเริ่มเล็ดลอดจากริมฝีปากของนาง
ขณะที่เรือนร่างของนางเริ่มตอบสนองต่อัันั้นขาของนางก็เริ่มเปิดออกเล็กน้อย และของเหลวใสราวกับคริสตัลก็เริ่มไหลออกมาจากร่างกายส่วนล่างของนางเผยท่าทีอ่อนระทวยไร้ความเขินอาย
เมื่อเห็นของเหลวใสไหลรินจากเรือนร่างของนาง เผยความพร้อมอย่างไม่ต้องเอ่ยคำจูโฮ่วจ้าวจึงโน้มตัวเข้าหา เปรียบเสมือนแม่ทัพผู้ถือหอกควบอาชาพร้อมออกศึก
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแ่เบาท่ามกลางความเงียบงันชั่วขณะนั้น...ร่างกายและใจของทั้งสองก็แนบสนิท กลมกลืนเป็หนึ่งเดียว ไม่เหลือสิ่งใดกั้นกลางระหว่างจักรพรรดิกับสตรีตรงหน้าอีกต่อไป
จากนั้น จูโฮ่วจ้าวเริ่มขยับกายแนบชิดด้วยการเคลื่อนไหวอันเป็ธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ส่วนเหยียนหรูอวี้นั้นโอบศีรษะของจูโฮ่วจ้าวไว้อย่างแแ่ ใบหน้าของเขาถูกโอบล้อมด้วยความอบอุ่นจากยอดเขาคู่ของนาง
เพียงครู่เดียว เสียงลมหายใจอันเร้าร้อน และจังหวะที่เร้าใจประสานกันอย่างต่อเนื่อง แต่ละจังหวะดั่งเปลวเพลิงแผดเผาหัวใจให้โลหิตพลุ่งพล่านไม่หยุด