ตอนที่ 181 ชักอยากจะรู้จักแล้วสิ
กรวม~
เพียงแค่ตักกะเพราเข้าปากคำแรก รสชาติที่เข้มข้นกว่าที่เธอเคยสัมผัสจากอาหารคลีนก็พลันถาโถมเข้ามาในปาก เจ้าหญิงเอวาถึงกับตาเบิกโพลง
รสชาติของกะเพราจานนี้มันเข้มข้นกว่ามาก รสชาติความเค็มและความหวานที่เคยนิ่มนวลจากอาหารคลีน พอเปลี่ยนมาเป็นอาหารปกติ ความนุ่มนวลที่เคยอ่อนนุ่มก็ได้กลายเป็นความเข้มข้นที่คลุกเคล้าอยู่ในปากของเธอ จนรับรู้และสัมผัสได้ถึงรสชาติได้ครบทุกอณู
หากให้เปรียบเทียบอาหารคลีนและอาหารปกติ อาหารคลีนมันเหมือนกับสายน้ำในลำธารที่ค่อยๆ ไหลไป
ในส่วนของอาหารปกติ เปรียบได้ดั่งน้ำตกที่ถึงแม้จะมีความสดใส แต่สายน้ำก็รุนแรงน่าหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย
รสชาติอันเข้มข้นของกะเพราได้เจืออยู่ปากของเจ้าหญิงเอวา เธอขบเคี้ยวมันอย่างตื่นเต้นที่ยิ่งขบเคี้ยว ละเอียดมากเท่าไหร่ รสชาติที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิตก็พลันถาโถมและยิ่งโหยหาอาหารคำต่อไป จนแทบจะหยุดไม่ได้
“อร่อยมากเลยใช่ไหม? งั้นก็ลองชิมอาหารจานอื่นๆ ดูสิ”
ไวทเคานต์นิคเมื่อเห็นท่าทางที่กำลังหลงใหลในอาหารของเจ้าหญิงเอวา
เห็นถึงเสียงที่ร้องซีด จากความเผ็ดที่เจ้าหญิงเอวา พยายามปกปิดมัน...แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานได้ ก็พลันรีบเชื้อเชิญให้ลองชิมอาหารจานอื่นๆ ด้วยความเอ็นดู ราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่ที่มีความสุขเวลาเห็นลูกหลาน กินอาหารได้เยอะๆ อะไรทำนองนั้น
แน่นอนว่า เจ้าหญิงเอวา ที่ดูจะชอบพอกับอาหารที่เธอได้กินเข้าไปอยู่มาก แต่ด้วยความเผ็ดที่ยังไม่คุ้นเคย ผนวกกับความเผ็ด เริ่มที่จะส่งผลกับริมฝีปากที่แดงระเรื่อขึ้นของเธอ
ก็ทำให้เจ้าหญิงเอวารีบคว้าน้ำเพื่อดับความเผ็ดร้อนนี้ โดยไม่เอียงอายต่อลูกๆ ของท่านไวทเคานต์อีกต่อไปแล้ว
“นี้สินะที่เรียกว่า ความเผ็ด?” ริมฝีปากของเจ้าหญิงเอวาเริ่มแดงเป็นลูกมะเขือไปหมดแล้ว รอบๆ ปากของเธอตอนนี้มันแทบจะร้อนดุจเพลิงกัมปนาท
กระนั้นแม้จะเผ็ดร้อนมากสักแค่ไหน ครั้นไม่รู้ว่าทำไม เธอกลับโหยหาและอยากกินอาหารนี้มากขึ้นอีก
“น่าเสียดายจริงๆ ที่อานั้นทำไข่ดาวไม่เป็น อีกทั้งก็ไม่มีพ่อครัวที่มีฝีมือพอจะทำไข่ดาวด้วย ไม่เช่นนั้นถ้าได้กินคู่กับกะเพรานี้ด้วยละก็คงจะเข้ากันได้ดีกว่านี้” ไวทเคานต์นิคเห็นสภาพของเจ้าหญิงเอวา ที่เป็นเสมือนหลานสาวของตัวเอง กำลังทรมานแต่ก็มีความสุขไปกับความเผ็ดร้อนก็แอบสงสารอยู่ไม่น้อย
เพราะนี้ไม่ต่างอะไรกับสภาพของตนเองและครอบครัวที่กว่าจะผ่าน บททดสอบความเผ็ดระดับเริ่มต้นนี้มาได้ ก็ต้องทนทรมานกับความสุขนี้อยู่นานหลายวัยเลยทีเดียว กว่าร่างกายของเขาจะชาชินกับความเผ็ดในระดับหนึ่งได้นั่นเอง
“ไข่ดาว? มันคืออะไรเหรอคะท่านอา” เจ้าหญิงเอวาถามไปพร้อมๆ กับ น้ำตาที่เอ่อล้น น้ำมูกที่ต้องคอยสูดอยู่ตลอด นั้นทำให้สภาพของเจ้าหญิงเอวาในตอนนี้ หากใครผ่านมาเห็นคง อาจจะมองว่าเธอกำลังร้องไห้อยู่อย่างแน่นอน
หากแต่การร้องไห้นี้ไม่ได้เกิดจากใครมาทำร้ายจิตใจ ทว่ากลับเป็นการกินอาหารอย่างมีความสุขต่างหาก แล้วเช่นนี้มันจะไม่ให้มันแปลกประหลาดได้อย่างไร
เพราะขนาดสาวใช้ที่อยู่ปรนนิบัติในมื้ออาหารวันนี้ ทุกคนนอกจากจะสงสัยงุนงงไปกับอาหารในวันนี้ ที่ไม่คุ้นตากันแทบทุกคนแล้ว พวกเธอยังต้องมาสับสนกับอาการของเจ้าหญิงเอวาที่จู่ๆ ก็ร้องไห้ แต่ก็หัวเราะอย่างมีความสุขไปในเวลาเดียวกัน
เว้นก็แต่เหล่าองครักษ์ที่เคยติดตามไปยังป่าดาราฉายรวมกับท่านไวทเคานต์ พวกเขาทุกคนล้วนเคยเห็นอาการนี้กันมาหมดแล้ว
มิหนำซ้ำยังเข้าใจ เจ้าหญิงเอวา จากก้นบึ้งของจิตใจที่ตอนนี้ คล้ายกับตอนที่พวกเขาอยู่ที่ร้านอาหารสามเวลาอย่างไรอย่างนั้น
มื้ออาหารได้ดำเนินต่อไปจนทุกคนต่างอิ่มท้อง ก่อนที่ท่านไวทเคานต์จะเดินกลับเข้าไปในห้องครัว เพื่อนำผลไม้บางอย่างที่เก็บอยู่ในตู้แช่แข็งที่ไลท์เป็นคนให้ เพื่อนำทุเรียนมาเสิร์ฟให้กับเจ้าหญิงเอวาได้รับประทาน
อึก~! กลิ่นของทุเรียนอันเป็นเอกลักษณ์ ทำเอาเจ้าหญิงเอวา รวมไปถึงสาวใช้ถึงกับผงะ หนีกันด้วยความตกใจ
‘กลิ่นอะไรกัน...ทำไมถึงรุนแรงแบบนี้นี่มันเป็นผลไม้จริงๆ เหรอ?’
สาวใช้บางคน ต่างพยายามยกมือขึ้นปิดจมูก
กลับกันทางด้านของเจ้าหญิงเอวา ดูจะไม่ได้มีอาการที่ต่อต้านกับทุเรียนมากนัก
แม้เธอจะรู้สึกฉุนไปกับกลิ่นที่รุนแรงของมัน น่าแปลก...เธอกับมองว่ามันหอมแบบแปลกๆ ที่ไม่รู้จะสรรหาหาคำนิยามใดๆ มาให้กับกลิ่นดังกล่าวนี้ได้เลย
“เจ้าของร้านอาหารสามเวลาเคยบอก ข้อความบทหนึ่งให้กับอาว่า ‘กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่’ อาเองจึงขอหยิบยกคำนี้ของเจ้าของร้านมาพูดบ้างก็แล้วกัน เจ้าสิ่งนี้คือผลไม้ที่ชื่อว่าทุเรียน”
ไวทเคานต์นิคส่ง ทุเรียนที่แม้จะแข็งจากปกติไปสักหน่อย เพราะถูกแช่เย็นมา แต่สัมผัสและรสชาติของมันก็ยังคงไม่ต่างจากเดิมที่เคยกินที่ร้านอาหารสามเวลามากนัก ซ้ำความเย็นจากการถูกแช่เย็นมา ก็ทำให้สัมผัสของทุเรียนนั้นดูสดชื่นมากกว่า ไม่ได้แช่เย็นเป็นไหนๆ
“อย่าบอกนะคะ ว่าผลไม้นี้ก็มาจากร้านอาหารสามเวลาอีกแล้ว?!” ครั้งนี้ไม่ต้องมีใครมาอธิบาย
เจ้าหญิงเอวา ก็พูดดักทุกคนขึ้นมาก่อน...ว่าผลไม้ที่มีกลิ่นฉุนนี้ มาจากร้านอาหารสามเวลาอีกแล้ว
ร้านนี้ชักจะแปลกประหลาดและน่าสนใจมากเกินไปแล้ว ยิ่งพอได้ยินว่า รสชาติอาหารที่เธอได้รับประทานไป แม้จะมีรสชาติที่อร่อยมากๆ แล้ว แต่เทียบไม่ได้เลยกับการได้มากินที่ร้าน ที่ได้ทำสดใหม่
อย่าลืมว่า กว่าท่านไวทเคานต์และครอบครัวจะเดินทางกลับมายังเมืองหลวง พวกเขาต้องใช้เวลากว่า 2-3 วัน เพื่อเดินทางกลับมา
ฉะนั้นแล้วการที่รักษารสชาติของอาหารเอาไว้ได้แบบนี้และยังอร่อยมากขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมากทีเดียว
“ฮ่าฮ่า เจ้าหญิงเอวา ช่างหัวไว ปราดเปรื่องจริงๆ ใช่แล้ว ผลไม้ที่ชื่อว่าทุเรียนนี้มาจากผลไม้ ที่ชื่อว่า ‘ไข่จอมมาร’ ซึ่งก็เป็นเจ้าของร้านอาหารสามเวลาอีกนั่นแหละ ที่เป็นคนนำมันมารับประทานเป็นผลไม้” ไวทเคานต์นิค หยิบยื่นทุเรียนสีเหลืองทอง ส่งให้กับเจ้าหญิงเอวา ครึ่งพูเล็กๆ
เนื่องจากกลัวว่า รสชาติอันหนักหน่วงของทุเรียน ที่มีความหวานมากๆ และกลิ่นที่ค่อนข้างรุนแรง นี้จะไม่ถูกปากเจ้าหญิงเอวา ดั่งเช่นลูกค้าหลายๆ คนที่ร้านอาหารสามเวลา พากันหนีห่างกันนั่นเอง
อย่างไรก็ตามไวทเคานต์นิคและลูกๆ ของเขา ที่คุ้นชินและชื่นชอบกับทุเรียนมาอยู่ก่อนแล้วก็คว้าเอาไปกันคนละหนึ่งพูใหญ่ๆ เคี้ยวหนุบหนับเพลิดเพลิน โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่า ด้านข้างของพวกเขามีสายตาที่มองเป็นตาละห้อยของคุณผู้หญิงจ้องมอง ไม่กะพริบอยู่
“ท่านอาหญิงไม่กินเหรอคะ หรือว่าท่านอาหญิงไม่ชอบ?” เจ้าหญิงเอวา เมื่อเห็นว่าไม่มีทุเรียนในส่วนของคุณอาหญิงของเธอ ก็เกิดความสงสัยและแอบมีหวั่นใจว่าตนเองจะรับมือกับทุเรียนที่กำลังยั่วยวนเธอได้เช่นกัน
“ชอบสิ อาชอบมากๆ แต่อาหญิงกินไม่ได้ เพราะรับปากกับ ท่าน...เอ่อ เจ้าของร้านอาหารสามเวลาว่าจะควบคุมน้ำหนักอยู่” ในใจของคุณผู้หญิงแทบจจะกรีดร้องด้วยความอยากกินทุเรียน
แต่เนื่องด้วยวันก่อน เธอได้กินมันไปแล้ว เพราะอดใจไม่อยู่และทางไลท์ก็อนุญาตให้เธอกินตามใจปากได้เต็มที่ หนึ่งวันต่อสัปดาห์ เธอในตอนนี้จึงคล้ายกับเสือร้ายที่ถูกจับกลับเข้าไปในกรงอย่างน่าสงสาร
ที่อาหารอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม แต่ไม่อาจปรารถนาจะกินมันได้นั่นเอง
“ชักอยากจะรู้แล้วสิ ว่าเจ้าของร้านอาหารสามเวลาคนนี้เป็นใครกันแน่?” ดวงตาของเจ้าหญิงเอวา ดูสนอกสนใจเจ้าของร้านอาหารสามเวลาเข้าให้เสียแล้ว
ก่อนจะกัดกินทุเรียนไปพร้อมๆ กับเสียงทักท้วงของ ไวทเคานต์นิคและคุณผู้หญิง ที่ประสานเสียงพูดขึ้นมาพร้อมกัน ดังนี้
“ที่ร้านอาหารสามเวลานั้นอยู่ค่อนข้างไกล หนทางและถนนเองก็ไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อการเดินทางเสียเท่าไร อีกทั้งในละแวกหมู่บ้านดาราฉายก็ไม่มีห้องพักที่เหมาะสมกับเจ้าหญิงเอวา ฉะนั้นอย่าไปเลยนะเชื่ออาเถอะ” ไวทเคานต์นิคโบกมือห้ามอย่างสุดกำลัง
พลางปิดท้ายด้วยของคุณผู้หญิง ที่ถึงขนาดขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ๆ กับ เจ้าหญิงเอวาใกล้ๆ เลยทีเดียว
“อย่างที่ท่านอานิคบอกนั่นแหละ ที่นั่นค่อนข้างทุรกันดารจริงๆ หากเจ้าหญิงสนใจจริงๆ ก็ให้พวกเราสองคนเป็นตัวแทนไปแทนเสียยังจะดีกว่า จริงไหมที่รัก?”
“จะจริงๆ สิ ถ้าอยากกินอาหารพวกนี้อีก อาสองคนจะเป็นตัวแทนเดินทางไปให้เอง เพราะเดือนข้างหน้าอาสองคนและครอบครัวก็วางแผนที่จะกลับไปอีกครั้งอยู่แล้ว เนอะ เนอะๆ” ไวทเคานต์นิคและคุณผู้หญิงต่างมีท่าที เลิ่กลั่ก ผิดปกติ
พวกเขาเข้ามาห้าม เจ้าหญิงเอวา อย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่ทว่าก็ต้องมาตรงม้าตาย เพราะคำพูดในก่อนหน้านี้ที่บอกเอาไว้ว่า ‘อีก 1 เดือนข้างหน้า พวกเขาจะกลับไปป่าดาราฉายอีกครั้ง’ นั่นเอง
“กลับไปเดือนหน้า ถ้าเช่นนั้นก็ดีเลย...งั้นข้าขอไปด้วยจะได้หรือไม่ ข้าเองก็ไม่ได้เดินทางออกนอกเมืองหลวงมานานแล้ว ถ้าได้ออกไปจะได้ช่วยท่านแม่ตามหาน้องๆ ทั้งสองคนไปด้วยเลย?” น้ำเสียงของเจ้าหญิงเอวา ล้วนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ยิ่งหลังจากได้กินทุเรียนเข้าไปแล้ว
แม้เธอจะไม่ได้แสดงอาการหรือบอกเล่าถึงรสชาติของมันออกมา แต่เธอก็ยอมรับว่าทุเรียนนี้หอมอร่อย มันๆ มาก จนอยากที่จะไปลองกินถึงร้านอาหารสามเวลาเลยทีเดียว
ประกอบกับในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่น้องสาวและน้องชายของเธอ ได้หนีออกจากพระราชวัง เธอและพ่อกับแม่ ก็ต่างเป็นห่วงจนแทบจะระดมทหารทั้งเมืองหลวงช่วยกันตามหาทั้งสองคนกันอยู่แล้ว
ติดก็แต่เพียง ทั้งสองไม่ต้องการให้ การหายตัวไปขององค์หญิงและองค์ชาย นั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่อาจถูกผู้ไม่หวังดีใช้ทั้งสองเป็นเครื่องมือ การตามหาจึงมีเพียงทหารและขุนนางที่ไว้ใจได้เท่านั้น ที่รับรู้เรื่องดังกล่าวนี้
แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือ ท่านไวทเคานต์และครอบครัว
“ที่รัก จำผิดหรือเปล่า ไม่ใช่เดือนหน้าสักหน่อย หากแต่เป็นอีกสอง-สามเดือนข้างหน้า ไม่ใช่เหรอ?!” คุณผู้หญิงรีบแก้ต่างให้กับสามีของเธอทันควัน
กระนั้นมันกลับสายไปเสียแล้ว เจ้าหญิงเอวาได้สนอกสนใจร้านอาหารสามเวลาเข้าให้แล้ว
ต่อให้อีกกี่เดือนหรือจะนานเป็นปี เธอก็จะขอติดตามครอบครัวของท่านไวทเคานต์ไปยังป่าดาราฉายด้วยไม่ว่าจะยังไงก็ตาม
ซึ่งแม้ว่าสองสามีภรรยาจะพยายามบ่ายเบี่ยงเช่นใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจของเจ้าหญิงเอวาได้อีกแล้ว
พวกเขาอยู่พูดคุยกันจนค่ำมืด ก่อนที่เจ้าหญิงเอวาจะขอตัวลากลับไป ทว่า...ก่อนที่เธอจะกลับไปนั่นเอง
เจ้าหญิงเอวาก็ได้เปิดประตูรถม้าที่มีทหารองครักษ์นับสิบล้อมรอบเพื่อบอกลาแก่ สองสามีภรรยาเอาไว้ดังนี้
“คุณอาหญิง พรุ่งนี้ถ้าเป็นไปได้ รบกวนคุณอาช่วยเตรียมอาหารไปเผื่อข้าด้วยนะค่ะ ข้าเองรู้สึกชอบอาหารพวกนี้มากๆ เลยและอยากที่จะกินมันอีกครั้ง ขอบคุณค่ะ”
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy