เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 134 บุตรนอกสมรส

            “ไป๋เหมย?”

            ดูเหมือนไป๋ฝูฉวีจะไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน

            ในน้ำเสียงมีความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งแม้แต่ในความประหลาดใจยังแฝงไปด้วยความสับสน คล้ายไม่เข้าใจว่าเหตุใดนายหญิงเฉินถึงได้ถามคำถามนี้ออกมา

            เฉินเหลียนเอ๋อร์ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะของท่านแม่“ไม่รู้จักจริงๆ หรือ? หากไม่รู้จักก็เป็นเรื่องดี จู่ๆข้าก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนท่านพี่เคยมีบ้านเล็ก ชื่อของนางก็คือไป๋เหมยบ้านเล็กนั่นมีบุตรสาวหนึ่งคน โตพอๆ กับเหลียนเอ๋อร์ของข้าน้อยกว่าก็คงไม่กี่เดือน”

            ไป๋ฝูฉวีไม่ได้ตอบคำถามนี้ไม่รู้เช่นกันว่าในใจของนางคิดถึงเรื่องอะไรอยู่ แม้ท่าทางจะยังดูไม่มีการเปลี่ยนแปลงทว่าเรียวคิ้วของนางย่นเข้าหากันเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ

            เห็นแววตาของไป๋ฝูฉวีนายหญิงเฉินก็คิดว่าความจริงตนได้คำตอบแล้ว

            ในตอนนั้นท่าทีแสร้งไร้เดียงสาของไป๋เหมยก็เป็นเช่นนี้คิ้วบางถูกยกเล็กน้อย ความสงสัยปรากฏขึ้นบนใบหน้า ใบหน้ารูปไข่ผิวขาวนวลดุจหิมะดูแล้วช่างอ่อนแอและบอบบางทำให้ผู้คนนึกสงสาร

            แต่ตอนนี้ไป๋ฝูฉวีที่อยู่ตรงหน้าแทบจะทับซ้อนกับภาพของไป๋เหมยที่อยู่ในความทรงจำเกือบทั้งหมด

            เพียงแต่การทำให้ผู้คนสงสารใช่ว่าจะทำให้สตรีส่วนมากถูกใจ

            เพราะการแสดงออกเช่นนี้เป็นการประดิดประดอยที่ร้ายกาจยิ่งนักเหมือนจิ้งจอกเฒ่าที่บำเพ็ญตนอยู่ที่เรือนหลังมานานแรมปี เหตุใดจะดูจิตใจของพวกชั้นต่ำว่าคิดอะไรอยู่ไม่ออก?

            ใบหน้าเสแสร้งเอ็นดูเชื่อฟังในอนาคตก็มิแน่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจในรูปแบบใด

            ในตอนนั้นไป๋เหมยก็ใช้ถุงหนัง[1] ที่ตนมีล่อลวงนายท่านเฉิน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นายหญิงเฉินมิอาจลืมมือบางเริ่มคันยุกยิก ราวกับว่าตนมิอาจทนกับความโกรธที่มีในใจได้อีก

            “ไป๋ฝูฉวีข้าถามเจ้าครั้งสุดท้าย เจ้าไม่รู้จักไป๋เหมยจริงหรือ”

            แววตาของนายหญิงเฉินเต็มไปด้วยการหัวเราะเยาะราวกับต้องการบอกอีกฝ่ายว่า ไม่ว่าจะโกหกหรือไม่ ตนล้วนล่วงรู้เรื่องราวทุกอย่าง

            แม้นางจะยืนอยู่ความชั่วร้ายและความโหดเหี้ยมที่อยู่ในใจก็แทบล้นปรี่ออกมาแล้ว ทว่าใบหน้าของนายหญิงเฉินยังคงรักษารอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนเอาไว้เช่นเดิม

            ถึงแม้ไป๋ฝูฉวีจะพอคาดเดาความคิดของนายหญิงเฉินได้บ้างแล้วทว่านางก็ยังมองไม่ปรุโปร่งว่านายหญิงเฉินผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไรกันแน่

            ท่วงทำนองน้ำเสียงของนายหญิงเฉินดูนุ่มนวลเชื่องช้าราวกับนางมั่นใจยิ่งนักว่าไป๋ฝูฉวีผู้นี้จะต้องเป็นบุตรสาวของไป๋เหมยอย่างแน่นอนหรือก็คือเป็นเด็กที่นางไม่ให้ค่าในวันนั้น เด็กสาวที่นางเคยปรามาสทางวาจา

            ความมั่นใจเช่นนั้นทำให้ในใจไป๋ฝูฉวีสั่นไหวส่งผลให้จู่ๆ นางก็นึกถึงท่าทีหยาบคายของท่านแม่ขึ้นมา

            ไม่ว่านางจะพูดกับท่านแม่ไป๋กี่ครั้งว่าให้ระงับสติอารมณ์ห้ามแสดงท่าทีอ่อนแอและไร้ซึ่งความสามารถออกมา ท่านแม่ไป๋ก็ไม่สามารถควบคุมลิ้นของตัวเองเอาไว้ได้แล้วพลั้งพูดตามใจตนราวกับนางมีปากงอกออกมาสองปาก ซึ่งต่างจากนายหญิงเฉินที่อยู่ตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง

            เป็นเพราะชาติกำเนิดเช่นนั้นหรือ?

            พวกนางมีภูมิหลังที่เกิดมาเป็นคนต่ำต้อยหรือว่าถูกลิขิตให้หยาบคายไปทั้งชีวิตเพียงอย่างเดียวหรือ?

            ไป๋ฝูฉวีคิดว่าหากเป็นสถานการณ์เช่นเดียวกับในตอนนั้นเป็นคนที่กำเนิดมาในฐานะต่ำต้อย นางก็จะทำให้ทุกอย่างดีกว่าที่ท่านแม่ไป๋กระทำลงไปจะไม่มีทางสับไพ่ดีๆ ที่มีอยู่ในมือให้กลายเป็นเละเทะสุดท้ายแล้วแม้แต่แซ่ของบุตรตนเองก็ยังต้องใช้แซ่ของผู้เป็นมารดา ตลอดมาเป็นได้เพียงบุตรนอกสมรสที่“ไร้ซึ่งบิดา”

            ดังนั้นนางจึงยังคงส่ายหน้ายืนกรานไม่ยอมรับ“ข้าไม่เข้าใจความหมายของนายหญิงเฉิน บนโลกกว้างใหญ่ใบนี้มีคนใช้แซ่ไป๋อีกมากมาย ไม่มีเหตุผลที่ข้าจะต้องรู้จักทุกคนท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่เจ้าคะ?”

            เหมือนพลังของไป๋ฝูฉวีจะค่อยๆเพิ่มขึ้น ท่าทีราวกับว่าต้องการประมือกับนายหญิงเฉินสักตั้ง

            ภายใต้สายตาของนายหญิงเฉินนางคิดว่าการกระทำเช่นนี้เป็นแค่ท่าทีไร้เดียงสาที่น่าขันเท่านั้น

            นางวางมือลงบนขมับแล้วนวดวนไปมาอย่างเบามือมันเหมือนกับในตอนนั้น มือบางค่อยๆ ลูบที่มวยผม เรียวคิ้วแสดงถึงการเฉยเมยไม่ใส่ใจหลังจากนั้นจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ “ไป๋ฝูฉวี ข้าให้โอกาสเจ้าแล้วนะ”

            ท่าทางของนางราวกับรู้สึกเสียดายไป๋ฝูฉวียังไม่ทันเข้าใจว่าประโยคที่นางเอ่ยมีความหมายว่าอย่างไร ก็เห็นนายหญิงเฉินที่อ่อนโยนมาตลอดจู่ๆ ก็ยกมือของตนขึ้น

            “นายหญิงเฉินท่านคงไม่...”

            “ทำร้ายคน”ก่อนที่สามคำนี้จะออกมาจากปากของไป๋ฝูฉวี ฝ่ามือนั้นก็ลอยมาอยู่ที่ใบหน้าของไป๋ฝูฉวีแล้วทำให้ทั่วทั้งร่างของนางชะงักนิ่งราวกับโง่งม

            “มารดาของเจ้าเกิดจากนักแสดงงิ้วในหอนางโลมดังนั้นเจ้าเองก็คงเรียนรู้นิสัยเหม็นเน่ามาด้วยเช่นกันสินะ เสแสร้งต่อหน้าข้าคิดว่าสมควรอย่างนั้นหรือ”

            การตบของนายหญิงเฉินเมื่อครู่ไร้ซึ่งความปรานีลงมือทั้งหนักทั้งโหดเหี้ยม แรงตบนั้นทำให้ใบหน้าของไป๋ฝูฉวีหันตามแรงไปอีกด้านหนึ่งผ่านไปแค่ครู่เดียวใบหน้ารูปไข่ที่ขาวดุจหิมะของไป๋ฝูฉวีก็บวมขึ้น

            สติของไป๋ฝูฉวียังไม่ทันกลับมามีมือข้างหนึ่งตบลงที่ใบหน้าของตน สายตาที่มองไปยังนายหญิงเฉินจึงเต็มไปด้วยความงุนงง

            เฉินเหลียนเอ๋อร์กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวนางอยู่ที่หน้าประตูได้ยิน “ไป๋เหมย” “นายหญิงเฉิน” จนมึนศีรษะ ในใจยังคิดหาคำตอบได้ไม่ชัดเจนก็ได้ยินเสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังมาจากด้านในแล้ว

            ใครตบหน้าใคร?

            ในหัวของเฉินเหลียนเอ๋อร์มีเพียงความว่างเปล่า

            ในภาพจำของนางท่านแม่เป็นสตรีอ่อนโยนใจดีตลอดมาไม่เคยพูดคำหยาบให้ได้ยิน ไม่เคยลงมือกับใครมาก่อน ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือไม่เคยทำร้ายใครด้วยตัวเองเลย

            หรือว่าไป๋ฝูฉวีจะตบท่านแม่ของนางอย่างนั้นหรือ?

            ทว่าตอนนี้ไป๋ฝูฉวีเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง หากกล้าลงมือกับท่านแม่เกรงว่าแรงจากฝ่ามือของท่านแม่ก็คงทำให้นางล้มไปอยู่อีกฝั่งได้

            เช่นนั้นเป็นผู้ใดตบผู้ใด?

            ในตอนที่เฉินเหลียนเอ๋อร์อยู่ในความสับสนนางก็ได้ยินเสียงเอ่ยถามอันอดกลั้นของไป๋ฝูฉวีดังออกมาจากด้านในของห้อง “นายหญิงเฉินฝูเอ๋อร์มิเคยทำสิ่งใดที่ผิดต่อท่านมาก่อน เหตุใดท่านต้องรังแกให้ข้าต้องอับอายเยี่ยงนี้ด้วย”

            เป็นท่านแม่ที่ลงมือกับไป๋ฝูฉวีอย่างนั้นหรือ?

            เพราะไป๋ฝูฉวีตั้งใจล่อลวงนางที่สถานศึกษาของตระกูลหยวนหรือ?

            ทันใดนั้นเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็รู้สึกราวจะยืนต่อไม่ไหวนางอยากผลักประตูเปิดเข้าไป อยากถามว่าเรื่องราวทั้งหมดระหว่างท่านแม่และไป๋ฝูฉวีนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่

            แต่ในใจของนางก็มีอีกเสียงที่ดังขึ้นมันบอกว่าจะเข้าไปตอนนี้ไม่ได้ หากเข้าไปตอนนี้นางอาจพลาดเรื่องราวที่สำคัญไปก็เป็นได้

            คนที่มีนิสัยหุนหันพลันแล่นอย่างเฉินเหลียนเอ๋อร์ในตอนนี้กลับสามารถควบคุมตัวเองเอาไว้ได้แล้ว นางแข็งใจตัวเองเอาไว้และยืนอยู่ที่เดิมจากนั้นก็กลั้นหายใจฟังว่าด้านในกำลังคุยถึงเรื่องอะไรอย่างระมัดระวัง

            นายหญิงเฉินได้ยินคำถามของไป๋ฝูฉวีท่าทีของนางก็ราวกับกำลังชื่นชมสมบัติอันล้ำค่าดวงตาทั้งสองข้างมองไปยังใบหน้าของไป๋ฝูฉวี จากนั้นจึงตอบโดยย้อนคำพูดของไป๋ฝูฉวีเสียงเบา“เจ้าถามข้าอย่างนั้นหรือ เหตุใดข้าต้องทำให้เจ้าอับอายด้วยเล่า?”

            ไป๋ฝูฉวีมิได้กล่าวสิ่งใดทว่าท่าทีที่แสดงออกมานั้นมันมีความโกรธอยู่เต็มเปี่ยม ก่อนเอ่ยตอบเสียงเบาเช่นกัน“นายหญิงเฉิน หากท่านเกลียดชังข้ารอยตบจากท่านเมื่อครู่ข้าจะคิดว่ามันเป็นการสั่งสอน ข้ายินดีรับมันเอาไว้

            แต่ข้าเองก็เป็นบุตรสาวของตระกูลที่ดีเช่นกันท่านแม่ของข้าเป็นฮูหยินที่ถูกต้อง หากท่านคิดว่าชาติกำเนิดของข้านั้นต่ำต้อย ท่านสามารถพูดกับข้าตามตรงได้เจ้าค่ะทว่าคำพูดที่ว่านักแสดงงิ้วอะไรนั่น เป็นการเหยียดหยามกันมากจนเกินไปอย่างไรเสียข้าก็ขอให้นายหญิงเฉินทบทวนคำพูดให้ดีก่อนจะกล่าวออกมา”

            นางกล่าวออกมาอย่างฉะฉานยืนกรานไม่ยอมรับคำพูดเมื่อครู่ของนายหญิงเฉิน ฟังแล้วช่างน่าสงสารเสียนี่กระไร

            นายหญิงเฉินหัวเราะด้วยเสียงเย็นชาดูเหมือนนางมีสิ่งที่อยากกล่าวต่อ มือบางถูกยกขึ้นมาอีกครั้งจากนั้นก็ใช้แรงฟาดไปที่แก้มอีกข้างของไป๋ฝูฉวี

            “บุตรสาวของตระกูลที่ดีหรือเจ้าคิดว่าตนคู่ควรหรือ? มารดาของเจ้าเป็นนักแสดงงิ้วหรือไม่ในใจของไพร่ชั้นต่ำเยี่ยงเจ้ามิใช่รู้ดีหรอกหรือ?

            เจ้ายังกล้าที่จะบอกว่าตนเป็นบุตรสาวจากตระกูลที่ดีบอกว่ามารดาของตนเป็นฮูหยินที่ถูกต้อง เป็นแค่โสเภณีที่มาล่อลวงสามีผู้อื่นทำลายครอบครัวของผู้อื่น เจ้ามันก็เป็นเพียงบุตรที่เกิดมาอย่างไร้ยางอายเท่านั้น”

            น้ำเสียงของนายหญิงเฉินชัดเจนแม้น้ำเสียงในคำพูดที่เลือกใช้จะดูรุนแรงดุร้าย แต่ลมหายใจกลับสม่ำเสมอพูดออกมาทีละคำโดยไม่หอบเลยสักนิด ราวกับมันเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของนางมาเนิ่นนาน รอเพียงโอกาสที่จะได้พูดมันออกมาก็เท่านั้น

            ไป๋ฝูฉวีอยากกล่าวต่อทว่าใบหน้าของนางทั้งสองข้างบวมเป่งจากการโดนนายหญิงเฉินตบสองครั้งติดต่อกันเมื่อสักครู่นี้ในหัวพร่ำพูดแต่คำว่าเจ็บ เบื้องหน้าเห็นเพียงประกายของดวงดาวไม่มีที่ว่างสำหรับคำพูดเลย

            นายหญิงเฉินหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ทำจากผ้าไหมออกมาจากบริเวณเอวของตนลวดลายเป็นการปักสองด้านของเมืองซูโจว เป็นรูปสระบัวในฤดูร้อน ดูราวกับภาพที่มีชีวิตเห็นครั้งแรกก็รู้ได้ว่าเป็นสิ่งล้ำค่า

            นายหญิงเฉินใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นค่อยๆ เช็ดมือของตนที่ใช้ตบหน้าไป๋ฝูฉวีอย่างระมัดระวังอีกทั้งยังตรวจดูเล็บมือสีแดงบนนิ้วอย่างละเอียดด้วย

            นายหญิงเฉินไม่กลัวการตบคนแต่นางคนนี้สกปรกมากเกินไป

            สำหรับแม่ลูกตระกูลไป๋นางคิดว่าเป็นสิ่งที่สกปรกโสมมยิ่งนัก

            แน่นอนว่าหลังจากผ่านการโดนทุบตีมาไป๋ฝูฉวีก็อยากกลับออกไปเรื่องของการพูดนางมิอาจเทียบนายหญิงเฉินได้ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องของการลงมือนางก็ยิ่งด้อยกว่า

            แต่ในตอนที่เข้ามานายหญิงเฉินปิดประตูเอาไว้เป็นอย่างดี เมื่อเห็นว่านางหมุนตัวพร้อมจะเดินออกไปเสียงหัวเราะเย้ยหยันก็ดังขึ้น “โง่เง่าเสียจริง คิดว่าตนยังเป็นคนสินะกล้าที่จะออกไปพร้อมข้า คิดว่าข้าไม่กล้าตบเจ้าอีกเช่นนั้นหรือ?”

            หลังจากพูดจบนายหญิงเฉินก็โยนผ้าเช็ดหน้าที่ใช้เช็ดมือเมื่อครู่ใส่หน้าของไป๋ฝูฉวีส่วนมืออีกข้างเอื้อมไปคว้าใบหูของไป๋ฝูฉวีเอาไว้ แล้วลากนางตรงไปด้านข้างของหน้าต่าง

            แน่นอนว่าไป๋ฝูฉวีต้องดิ้นขัดขืนต้องการร้องตะโกน แต่แก้มทั้งสองข้างที่โดนนายหญิงเฉินตบถึงสองครั้ง ทำให้ไม่มีที่ว่างสำหรับคำพูดให้นางกล่าวออกมาได้อีก

            นายหญิงเฉินกดนางลงที่ขอบหน้าต่างบังคับให้นางเงยขึ้นมองไปยังแม่น้ำเมืองซูโจวที่อยู่ด้านนอก

            ทว่ายามนี้เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนแล้วดอกบัวที่เคยอยู่ในแม่น้ำเมืองซูโจวตอนนี้ก็ไม่เห็นแล้ว ภาพของความเปลือยเปล่าหากบนนั้นไม่มีเรือลอยลำอยู่ ทิวทัศน์นี้ก็คงดูรกร้างว่างเปล่ามากเป็นแน่

            “เหตุใด...เหตุใดนายหญิงเฉินถึง...”

            “นายหญิงเฉินอุ๊ย ตอนนั้นมิได้เป็นเช่นนี้นี่ เจ้าเห็นการแต่งกายของข้าที่แสดงถึงความมั่งคั่งก็เลยอยากบินขึ้นไปบนกิ่งไม้เพื่อเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นหงส์ไฟสินะปรารถนาที่จะเข้ามาเป็นบุตรสาวของตระกูลเฉิน ตอนเจอหน้ากันก็เรียกข้าว่าท่านแม่ข้ามีเหลียนเอ๋อร์เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น มิเคยมีบุตรที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นเจ้า

            แต่เป็นบุตรของโสเภณีก็ต้องสร้างอนุสาวรีย์ให้มารดาเจ้าด้วยอย่างไรเด็กคนนี้ก็มีสายเลือดของตระกูลเฉินไหลเวียนอยู่เช่นนั้นข้าก็จะรับไปเลี้ยงเอาไว้รองเข่าก็แล้วกัน

    เลี้ยงอนุภรรยาก็มากพอแล้วข้าคิดว่าในใจพวกเจ้าแม่ลูกคงฝันหวานมากเกินไปหน่อยกระมัง นำบุตรนอกสมรสที่ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นเจ้ามาเป็นบุตรที่ถูกต้องคิดว่าตนคู่ควรหรือ?”

            -----------------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1]ถุงหนัง ใช้อุปมาถึงส่วนหนึ่งของร่างกาย ใช้ในความหมายที่ไม่ดี

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247