ตอนที่140 นอนอยู่นี่แหละนะ
ณิชาวิ่งมาได้ครึ่งทางพลันพบเข้ากับกิ้งก่ายักษ์ที่ตัวใหญ่โตมากกว่าที่เธอเคยเห็นนับสิบเท่าซึ่งมันมีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกับตนเอง จนทำให้เธอต้องเบรกตัวโก่งพร้อมกลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัว
“รีบจัดการมันให้เสร็จเร็วๆ ดีกว่า ไม่งั้นถ้ามีหลายตัวโผล่ออกมา ฉันจะไม่สามารถกำจัดได้”
ณิชาพึมพำตัดสินใจเฉียบขาดที่จะเผด็จศึกกับตัวกิ้งก่ายักษ์จ่าฝูงในทันทีเธอเค้นพลังกระโดดสูงเพื่อหวังไปยืนบนหัวของมัน
อย่างไรก็ตามกิ้งก่ายักษ์ดูเหมือนจะคาดเดาความคิดของเธอได้มันใช้หางตวัดกระแทกเข้าร่างเธอในทันใดทำให้ณิชาต้องเปลี่ยนทิศทางลอยตัวกระโดดหลบไปอีกทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
“ฮะ!มันรู้ทันฉันด้วยหรือ?”
ณิชาอุทานด้วยความตื่นตกใจเธอพยายามสำรวจหาจุดอ่อนของกิ้งก่ายักษ์ด้วยความกังวล เนื่องด้วยเกรงว่ามันจะมีมากกว่าหนึ่งตัวซึ่งอาจทำให้เธอเพลี่ยงพล้ำได้ทั้งนี้ลำพังแค่ตัวเดียวก็แข็งแกร่งเทียบเท่าตนเองแล้วซึ่งเธอไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
ร่างของณิชายังไม่ทันแตะพื้นดีเธอต้องรีบพุ่งตัวหลบไปอีกด้านหนึ่งอย่างรวดเร็วเพราะมันใช้หางตวัดเปลี่ยนทิศทางตามติดเธอมาอย่างกระชั้นชิดเช่นกันทำให้เธอแทบไม่มีจังหวะพักหยุดหายใจ
“ขวับ! ขวับ! ขวับ!”
หางกิ้งก่ายักษ์ตวัดซ้ายขวาไปมาจนคล้ายแส้ใหญ่ที่ตวัดอากาศเกิดเสียงดังกึกก้องในหุบเหวเป็นผลให้ณิชาต้องกระโดดหลบไปมาอย่างรวดเร็วโดยไม่กล้าแม้แต่กระพริบตาเนื่องด้วยกิ้งก่ายักษ์และเธอมีความรวดเร็วเท่าเทียมกัน
“บัดซบ! ฉันจะเอาชนะมันยังไงดี? ดันเร็วเท่ากับฉันเลยงั้นล่องหนเลยละกัน ฉันไม่อยากเปลืองพลังใช้อัสนีอีก”
ณิชาเห็นว่าหากปล่อยเวลาทิ้งไว้นานขึ้นเธออาจเสียทีมันได้จึงตัดสินใจใช้ทักษะล่องหนเพื่อหลบหนี เมื่อไตร่ตรองแล้วพบว่าการหลบหนีดีกว่าปะทะกับมันซึ่งๆ หน้า
เมื่อณิชากระโดดเข้ามุมมืดด้านหนึ่งแล้วเธอเปิดใช้ทักษะล่องหนทันทีพร้อมกับพุ่งตัวหลบไปอีกด้านเพื่อตรวจสอบดูว่ากิ้งก่ายักษ์สามารถตรวจพบตนเองหรือไม่ครั้นทดสอบด้วยการกระโดดไปมาหลายครั้งแล้วพบว่ากิ้งก่ายักษ์หมุนตัวซ้ายขวาเพื่อหาตัวเธอให้ควั่กเป็นผลให้เธอลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ตนยังมีไพ่ลับไว้ใช้หลบหนีศัตรูได้
จากนั้นณิชารีบปีนป่ายขึ้นสู่ด้านบนโดยพยายามระมัดระวังไม่ให้มีหินร่วงหล่นซึ่งอาจเรียกความสนใจจากกิ้งก่ายักษ์ได้อีก
เมื่อณิชาสามารถปีนป่ายชะง่อนหินขึ้นสู่ด้านบนได้สำเร็จเธอนอนแผ่หลาบนพื้นด้วยความอ่อนเพลีย เพราะการต่อสู้กับ
กิ้งก่ายักษ์ที่ต้องเค้นพลังมาใช้ในการหลบหลีกไปมาจนทำให้เธอรู้สึกอ่อนล้าและรับรู้ได้ว่าอาหารที่เพิ่งกินลงไปนั้นถูก
ย่อยสลายไปเกือบหมดแล้ว
“หากต้องเจอแบบนี้ไปตลอดทางฉันคงได้เหนื่อยตายกันพอดี ไม่ได้.....ไม่ได้ ฉันต้องวางแผนให้ดีกว่านี้ต้องเซฟตัวเองกับลูกด้วย”
ณิชาคิดวางแผนที่จะต่อกรกับศัตรูในอนาคตด้วยการใช้ทักษะเอสเปอร์ที่ตนมีเพื่อหลบหลีกดีกว่าการสู้รบซึ่งหน้ายกเว้นกรณีฉุกเฉินที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เท่านั้นทั้งนี้เธอจำเป็นต้องนึกถึงลูกน้อยในครรภ์ที่ได้ผจญภัยร่วมกับเธอครั้งแล้วครั้งเล่าจนหลายครั้งเธอนึกหวาดเกรงว่าจะแท้งลูกออกมาเสียก่อน
เมื่อพักให้ร่างกายกลับมาสดชื่นดังเดิมแล้วเธอลุกขึ้นเพื่อออกเดินทางต่อโดยพบอุโมงค์ที่เป็นทางเชื่อมจากอุโมงค์ก่อนหน้าในตำแหน่งเกือบตรงกัน ยกเว้นเกิดรอยแยกของแผ่นหินใต้ดินจนยุบตัวลงกลายเป็นเหวลึกที่มีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่
“หวังว่าการเดินทางต่อไปนี้ฉันจะมีโชควาสนาเสียที หัวใจรากแก้ว ช่างเป็นสมุนไพรสวรรค์ที่หายากเสียจริง”
ณิชาพึมพำอย่างคาดหวังโดยเธอแอบมีความหวังว่าด่านต่อไปจะไม่โหดร้ายสำหรับตนและลูกน้อยในครรภ์มากเกินไป
อย่างไรก็ตามณิชาไม่สามารถคาดเดาได้ถูกต้องในทุกอย่างเพราะการผจญภัยอันโหดร้ายเพิ่งเริ่มต้นสำหรับเธอก่อนพบกับสมุนไพรสวรรค์ที่ชื่อ “หัวใจรากแก้ว”
..........
จ้าวหลงกับพวกและเจ้าชายนาอีฟต่างเดินลัดเลาะไปตามภูเขาหินทรายจากหมู่บ้านที่เคยคิดว่าจะใช้หลบซ่อนตัวชั่วคราวทว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์สู้รบของชายสองคนที่แข็งแกร่ง จนเป็นผลทำให้ทั้งหมดต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน
เวลานี้จ้าวหลงกับพวกเดินเท้าเกือบพ้นเขตภูเขาหินทรายลูกปัจจุบันแล้วเตรียมเข้าสู่ภูเขาหินทรายอีกลูกซึ่งมีขนาดเตี้ยและเสี่ยงต่อการถูกตรวจพบได้ง่ายมากกว่า
พลันมีเสียงเตือนจากหยวนลี่หยางที่ทำหน้าที่ตรวจสอบสถานการณ์ปัจจุบันจากดาวเทียมเป็นระยะเขาส่งเสียงอุทานด้วยความกังวลใจว่า
“บัดซบ! เจ้านายครับพวกมันดาหน้าปูพรมมาตามแนวนี้เลย พวกเราคงได้ปะทะกับพวกมันแน่ ๆ”
หยวนลี่หยางนำแท็บเล็ตยื่นให้เจ้านายดูโดยมีแสงกระพริบสีแดงเป็นระยะซึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้พวกเขามากขึ้นซึ่งระยะจากโปรแกรมที่หยวนลี่หยางเขียนไว้นั้นระบุว่าอีกฝ่ายอยู่ห่างจากพวกเขาไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร โดยมีจำนวนทหารมากถึงห้าสิบคน
จ้าวหลงหรี่ตามองจำนวนฝ่ายศัตรูที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้พวกเขามากขึ้นทุกขณะเขาตัดสินใจสั่งการโดยอาศัยประสบการณ์สู้รบที่ผ่านมาช่วยตัดสินใจว่า
“หากพวกมันดาหน้าเข้ามาแบบนี้น่าจะไม่ได้ติดต่อกับทางอากาศ หรือกลุ่มอื่นเท่าใดนัก ใช้วิธีเก็บเงียบ ๆไปทีละคนดีกว่า อุปกรณ์เสริมของนายเอามาด้วยไหมเสี่ยวเฟิง?”
จ้าวหลงหันหน้าไปสอบถามลูกน้องเนื่องด้วยเขาเคยเห็นโหวเส้าเฟิงขลุกอยู่กับหลีจยงพักหนึ่งเพื่อคิดค้นทำอุปกรณ์เสริมเป็นการประดิษฐ์กระบอกเก็บเสียงสำหรับไรเฟิลโดยไม่ทำให้ประสิทธิภาพการยิงของปืนไรเฟิลลดน้อยลง จึงต้องการรับรู้ความก้าวหน้านั้นในเวลาวิกฤติเช่นนี้
“เรียบร้อยครับได้เวลาทดสอบพอดี ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าการยิงในสนามจริงมันจะแม่นยำเหมือนการทดลองไหม?”
โหวเส้าเฟิงยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจเขาหยิบอุปกรณ์บางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงเป็นแท่งกลวงกลมยาวสามนิ้วสีดำขนาดกะทัดรัดซึ่งดูไม่ออกว่าจะเป็นอุปกรณ์ช่วยเก็บเสียงปืนไรเฟิลแต่อย่างใด
“ก็ดี.....นายคุ้มกันเจ้าชายและเก็บพวกนั้นไปด้วยฉันไม่ต้องการเสียงดังไปเรียกอีกกลุ่มมา พวกเราคงต้องรีบจัดการแล้วเดินทางต่อ”
จ้าวหลงหันหน้าไปสื่อสารให้เจ้าชายรับรู้แผนจัดการศัตรูเฉพาะหน้าซึ่งเขาและหยวนลี่หยางจะใช้มีดสังหารเพื่อลดเสียงต่อสู้ให้เหลือน้อยที่สุดเนื่องด้วยไม่ต้องการเรียกความสนใจจากอีกกลุ่มที่น่าจะกำลังตรวจค้นในหมู่บ้านอยู่
“ฉันเข้าใจไม่ต้องเป็นห่วง” เจ้าชายนาอีฟตอบกลับจ้าวหลงด้วยความเข้าใจ
เขาหยิบกริชที่พกในซองหนังเหน็บข้างเอวออกมาเตรียมพร้อมอย่างไม่กังวลทั้งนี้เจ้าชายเองก็ผ่านการสู้รบมาจากหลายสนามเช่นกันจึงเข้าใจสถานการณ์ที่ต้องตอบโต้ศัตรูในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
จากนั้นจ้าวหลงระบุตำแหน่งที่แต่ละคนจะหลบไปเตรียมการสังหารศัตรูโดยเขาจะไปทางทิศตะวันตกแล้วปล่อยให้หยวนลี่หยางไปทางทิศตะวันออก ส่วนโหวเส้าเฟิงทำหน้าที่สังหารศัตรูจากระยะไกลนั้นเขาจะอยู่ประจำกับเจ้าชายทางทิศ
เหนือโดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนตัวตามไปยกเว้นกรณีฉุกเฉินที่โหวเส้าเฟิงและเจ้าชายจะต้องตัดสินใจเอง
เมื่อวางแผนทิศทางการโอบล้อมศัตรูพร้อมสังหารอย่างเงียบเชียบเรียบร้อยแล้วแต่ละคนต่างเตรียมอาวุธให้พร้อมสำหรับปฏิบัติการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามที่มีมากกว่าพวกเขานับสิบเท่า
จ้าวหลงเดินก้มต่ำลัดเลาะไปหลบตามซอกหินภูเขาทรายอย่างเงียบเชียบและระมัดระวังโดยมือขวาจับด้ามมีดทหารอย่างมั่นคงซึ่งพร้อมสังหารฝ่ายตรงข้ามในทันที
เขามองไกลและเห็นทหารสองคนกำลังถือปืนกลเบาลาดตะเวนมาใกล้ถึงตำแหน่งตัวเองจึงหยุดนิ่งเพื่อรอเวลาจัดการทหาร
เมื่อคนแรกก้าวเท้าผ่านตัวจ้าวหลงที่ยืนนิ่งสงบอยู่ข้างซอกหินขนาดพอดีตัวให้เขาหลบได้เขาปราดเข้าไปใช้มือซ้ายปิดปากพร้อมกับที่มือขวาใช้มีดเชือดลำคอตัดเส้นเลือดใหญ่ของทหารคนแรกทันทีโดยที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสส่งเสียงร้องออกมาสักคำ
“ฉัวะ!ฉัวะ!”
จากนั้นหันหลังกลับไปใช้มัดตวัดตัดลำคออีกคนที่เดินเข้ามาไล่เลี่ยกันโดยที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสยกปืนยิงจ้าวหลงได้สักนัดเนื่องด้วยระยะเวลาที่จ้าวหลงสังหารคนแรกไปนั้นเกิดขึ้นในเวลาแค่เสี้ยววินาทีเป็นผลให้ทหารคนที่สองตาเหลือกค้างอย่างนึกไม่ถึงว่าตนจะตายตามเพื่อนไปโดยไม่มีโอกาสยิงตอบโต้จ้าวหลงได้สักนัด
“นอนอยู่นี่แหละนะ”
จ้าวหลงลากร่างของทหารทั้งสองคนไปกองอยู่อีกด้านเพื่อหลบสายตาตรวจค้นของทหารคนอื่นเขายิ้มแสยะเหี้ยมเกรียมเมื่อเหลือบมองเห็นทหารกำลังเดินมุ่งหน้ามาจากอีกด้านจึงก้มต่ำแล้วลัดเลาะไปยืนในตำแหน่งใหม่ที่สามารถปลิดชีวิตพวกเขาได้สะดวกขึ้น
อีกด้านหนึ่งที่เริ่มปฏิบัติการในเวลาไล่เลี่ยกับจ้าวหลงและหยวนลี่หยางโดยโหวเส้าเฟิงประกอบอุปกรณ์เก็บเสียงใหม่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้กับปืนได้ทุกชนิดเพราะมีระบบปรับขนาดได้
เมื่อโหวเส้าเฟิงประกอบอุปกรณ์ท่อกลวงเก็บเสียงเสร็จเรียบร้อยเขาเล็งเป้าจากระยะไกล โดยเลือกคนที่อยู่ไกลสุดก่อนเพราะไม่ต้องการให้การตายของทหารคนนั้นเรียกความสนใจจนทำให้คนอื่นหลบซ่อนตัวจากการไล่ยิงของตน
“ผลุบ!”เกิดเสียงดังแผ่วเบาจากการยิงนัดแรกด้วยปืนไรเฟิลเก็บเสียงของโหวเส้าเฟิง
เขายิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจที่สามารถเด็ดหัวศัตรูได้หนึ่งคนโดยที่ทหารคนอื่นไม่ได้รับรู้ความผิดปกติว่ามีเพื่อนถูกสังหารจากระยะไกลแม้แต่น้อยทำให้โหวเส้าเฟิงเลือกเป้าหมายถัดไปเพื่อตามเก็บทีละคนอย่างรวดเร็ว
ทางด้านหยวนลี่หยางก็สามารถสังหารทหารไปได้สองคนอย่างเงียบเชียบเช่นกันทำให้จำนวนทหารฝ่ายตรงข้ามลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนทำให้เจ้าชายนาอีฟที่ซุ่มสังเกตการณ์อยู่กับโหวเส้าเฟิงแอบพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจในประสิทธิภาพการทำงานของกลุ่มจ้าวหลงเพราะไม่คิดว่าทีมเสือขาวจะเก่งกาจมากกว่ากองกำลังของตนหลายระดับ
“ฉัวะ! ฉัวะ!”ทหารสองคนสุดท้ายทางฝั่งจ้าวหลงถูกเขาสังหารติด ๆ กันโดยไม่เสียเวลาปิดปากระงับเสียงอีก
ทั้งนี้เขาได้รับสัญญาณมาจากโหวเส้าเฟิงและหยวนลี่หยางก่อนแล้วซึ่งทั้งคู่รายงานทหารฝ่ายตรงข้ามเหลือจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆจนกระทั่งเหลือแค่สี่คน โดยจ้าวหลงตัดคอไปสองคนอีกสองคนถูกยิงและถูกปาดคอจากหยวนลี่หยาง
“ไปกันเถอะพวกเราจะชักช้าไม่ได้ หากมีหน่วยสนับสนุนเข้ามาตรวจตราเพิ่มมันจะเสี่ยงอันตรายเกินไป”
จ้าวหลงสั่งการเมื่อเสร็จสิ้นการสังหารทหารคนสุดท้ายเขาเหลือบมองคนอื่นและเห็นว่าทุกคนจัดการศัตรูได้เรียบร้อยดีซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าการเงียบหายไปของทหารทั้งห้าสิบคน ย่อมสร้างความสงสัยให้กับทางกองบัญชาการของฝ่ายตรงข้ามอย่างแน่นอนจึงต้องเร่งรีบเดินทางหนีไปก่อนที่ภัยระลอกใหม่จะมาถึงตัว
“ครับผม!”ลูกน้องทั้งสองคนขานรับคำสั่งจากจ้าวหลงด้วยความเข้าใจ
จากนั้นโหวเส้าเฟิงรายงานสถานการณ์ให้เจ้าชายรับรู้พร้อมกับลุกขึ้นเดินออกจากที่หลบซ่อนเพื่อตามไปสมทบกันในจุดนัดหมาย
ชายทั้งสี่คนเดินเท้าต่อไปตามเส้นทางที่คำนวณไว้ก่อนแล้วเพื่อตรงไปยังที่หลบซ่อนซึ่งเป็นชัยภูมิที่สามารถพรางสายตาของฝ่ายตรงข้ามได้ดีทีเดียวโดยเป็นเหมืองร้างที่ถูกทิ้งร้างไว้ห่างจากเมืองหลวงพอสมควร