ทุกคนในบ้านได้ยินเสียงะโของจิงจิง ก็ตกตะลึงกันทั้งบ้าน อย่างนี้สิถึงจะเป็เสียงของน้องสาวเวลาพูดปกติ แต่นี่มันเื่ดี หรือไม่ดีกันนะ??
ได้ยินเสียงสัญญาณเริ่มทำงาน ทุกคนก็เริ่มออกไปทำงานอีครั้ง ต้องรีบทำงานวันนี้มีเนื้อกินแล้ว คิดไปก็กลืนน้ำลายไปด้วย จิงจิงนั่งถอดหายใจอยู่ในบ้านกับหลานๆ ตัวน้อยทั้งหลาย ตอนนี้หลานๆ ยังกลัวจิงจิงอยู่ แต่ก็ไม่มากเท่าเมื่อก่อนแล้ว
คุยกับหลานๆ ได้สักพัก จิงจิงก็กลับเข้าห้องแล้วหยิบหมั่นโถวกับซาลาเปาออกมาอีก 5 ลูก แล้วลองเดินไปบ้านใหญ่ที่ติดกันดูว่าปู่กับย่าอยู่ที่บ้านใหญ่ไหม
พอเดินเข้ามาก็เห็นปู่กับย่ากำลังสานตะกร้าอยู่ลานหน้าบ้าน พวกปู่กับย่าเริ่มแก่แล้ว จึงเริ่มหยุดงานเก็บแต้มค่าแรงั้แ่ปีที่แล้ว แล้วมาทำงานจิปาถะ เลี้ยงหลานในบ้านแทน ปู่กับย่าของร่างนี้ค่อนข้างดี อาจจะไม่ถึงกับรักหลานสาวเท่าหลานชายแต่ก็ไม่ได้รังเกียจแต่อย่างใด แต่ถ้าบอกว่ารักมากที่สุดก็คงเป็หลานชายมากอยู่ดีแต่ก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำเหมือนในนิยายที่นางเอกทะลุมิติที่จิงจิงเคยอ่านแม่แต่น้อย เรียกได้ว่าเ้าของร่างเดิมนี้เกิดมาในครอบครัวที่ดีมีแต่คนรัก ครอบครัวค่อนข้างสงบสุขไม่มีความลำบากใดๆ เลย เว้นเสียทำตัวเองทั้งนั้น!!
“คุณปู่ คุณย่า” จิงจิงทักขึ้นทันที
ย่ากานเจียนหันมาทางจิงจิงทันที แล้วมองอย่างแปลกใจ นี่มันจิงจิง ลูกเ้ารอง? คงกลับมาจากในอำเภอสินะ
เื่ที่จิงจิงเข้าไปเรียนในอำเภอ ที่จริงคุณย่าอย่างเธอไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ เป็ผู้หญิงคนเดียวกล้าที่จะเข้าไปเรียนในอำเภอเผื่ออะไร? เพราะดูจากนิสัยของเด็กคนนี้แล้วจะไปรอดหรือ แต่ก็พูดอะไรไม่ได้ในเมื่อแยกบ้านกันไปแล้ว คนที่ตัดสินใจได้มีแต่พ่อแม่ของเด็กเท่านั้นแหละ ซึ่งย่าอย่างเธอก็ไม่อยากจะพูดกับสะใภ้รองของตัวเองคนนี้เท่าไหร่ พูดไปยัยคนนั้นจะฟังหรือยังไง สุดท้ายจิงจิงก็เป็ผู้หญิงคนเดียวในบ้านหลิวทั้งสามที่ได้เรียนถึงมัธยมปลายแล้ว
“จิงจิง หลานกลับมาแล้วเหรอ เข้ามาก่อนสิ” ยังไงก็เป็หลาน ถึงจะนิสัยยโสเอาแต่ใจไปบ้างก็เถอะ คุณย่าคิด
“คุณปู่คุณย่าคะ หนูเอาซาลาเปากับหมั่นโถวมาให้ค่ะ หนูซื้อมาจากในเมือง อร่อยมากเลยค่ะ”
คุณย่าเจียนกับคุณปู่หลิวลี่นึกว่าตัวเองหูฝาด เด็กนี้ซื้อซาลาเปามาฝากงั้นเหรอ เป็ไปได้หรือ? ทุกครั้งที่กลับมา ก็ทำท่าทีรังเกียจที่บ้านยิ่งกว่าอะไร เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องบอกว่าเป็บ้านนอก นานทีถึงจะกลับมาหนหนึ่ง
จิงจิงเห็นหน้าคุณปู่คุณย่าตกตะลึงก็ยิ้มอย่างอายอายแล้ววางซาลาเปาไว้ที่แคร่งนั่ง “คุณปู่คุณย่าคะอย่าลืมทานนะคะ หนูไปก่อนล่ะค่ะ เดียววันพรุ่งนี้หนูจะมาหาใหม่นะคะ” พูดแล้วก็เดินออกไปทันที ต้องค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไปสินะ
ทัศนคติของครอบครัวหลิวไม่ว่าจะเป็ครอบครัวของลุงๆ อาๆ ของเธอและคุณปู่คุณย่า ก็ยังมีความทรงจำต่อเ้าของร่างเดิมที่แจ่มชัดนั้นก็คือนิสัยเสีย ไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา และการกระทำต่างๆ ที่ติดลบจริงๆ คนแบบเ้าของร่างเดิมที่ได้เกิดมาบนครอบครัวที่ปรองดองกันเช่นนี้ แต่ตัวเองทำตัวร้ายกาจอยู่คนเดียว ช่างน่าเสียดายจริงๆ
พอจิงจิงเดินออกมาจากบ้านใหญ่ก็ออกมาเดินเล่น สำรวจหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ พอได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชนบท เขียวไปทั้งูเา จิงจิงก็คันไม้คันมือขึ้นมาทันที อยากจะวาดภาพเก็บไว้จัง ถ้าเป็ชีวิตก่อนของจิงจิง หากเห็นธรรมชาติสวยๆ แบบนี้ก็คงต้องตั้งอุปกรณ์วาดภาพ และเริ่มลงมือวาดภาพแล้วละ
เธอเป็คนที่วาดภาพสวยอยู่คนหนึ่ง ขายงานภาพมาก็หลายแบบ อาจจะไม่ได้มีชื่อเสียงมากมาย แต่ก็สามารถทำเป็อาชีพของตัวเองได้ ขายได้เงินก็พอกินพอใช้ละนะ หากรวมทั้งงานแปลเอกสารด้วยแล้วละก็ เดือนๆ หนึ่งไม่ต้องลำบากใดๆ เลย
เอะ!! นั่นสินะ เราสามารถหารายได้จากการวาดภาพได้ไหมนะ ถ้าวาดภาพไปขายในเมือง จิงจิง เชื่อว่าต้องมีคนอยากซื้อภาพวาดของเธอแน่ เธอไม่ได้ชมตัวเองนะ แต่เธอวาดสวยจริงๆ นี่หน่า
แต่ว่า..ตอนนี้อย่าพึ่งดีกว่าต้องคิดและวางแผนดีๆ พอกลับเข้าไปในเมืองอีกรอบ ค่อยๆ สำรวจตลาด แล้วหาช่องทางรายได้ให้ได้ก่อน ตอนนี้ยังไม่ได้รีบขนาดนั้น ของกินของใช้ในมิติก็มีอีกเยอะจะตายไป ทะลุมิติมานี่แค่ 2 วันเอง ฉันยังไม่รีบ ตอนนี้ต้องเปลี่ยนทัศนคติของครอบครัวให้ตัวเองดูดีในสายตาครอบครัวซะก่อน ต่อจากนี้ จะได้ทำอะไรได้ง่ายๆ คอยดูแล้วกัน ฉันต้องอยู่ให้ได้!!