กลับเข้าบ้านมาหยางจูก็เดินไปหาลูกชาย เขากำลังระบายสีอยู่ เธอสังเกตดูแล้วเหมือนเขาจะชอบวาดรูปมากกว่าอ่านหนังสือ ซึ่งก็ไม่ได้ว่าอะไรปล่อยให้เด็กเรียนรู้ไป แต่พอสามีเดินเข้ามาก็ทำให้เธออดเสียดายเื่ที่คุยค้างเอาไว้ไม่ได้ ทำให้ยังไม่อยากเห็นหน้าเขา เลยเดินหนีเข้าห้องไป
หวงชิวิสังเกตเห็นความผิดปกติของพ่อกับแม่ พอแม่เดินเข้าห้องไปแล้วเขาก็เงยขึ้นมามองผู้เป็พ่อ แต่ไม่ได้พูดอะไร
“ิเอ๋อร์ วันนี้แม่อารมณ์ไม่ดี คืนนี้ลูกไปนอนกับพ่อดีหรือเปล่า?” ดูท่าวันนี้เขาคงต้องง้อภรรยาอีกยาว
“เหรอครับ” เด็กน้อยคิดไปถึงเมื่อก่อนเวลาที่แม่อารมณ์ไม่ดี ไม่คิดอะไรมากรีบพยักหน้าทันที
“เด็กดี” พอลูกชายพยักหน้าเขาก็ลูบศีรษะชื่นชมทันที
หยางจูนั่งเขียนงาน ถึงสามีไม่บอกเธอก็คิดจะส่งเื่สั้นเข้าสำนักพิมพ์อยู่แล้ว จำได้ว่ายุคนี้คนจะเสพข่าวผ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสารเป็ส่วนใหญ่ โอกาสเกิดของเธอขึ้นอยู่กับพวกนี้ทั้งนั้น
“หืม นั่นลูกจะไปไหน?” หยางจูเงยหน้ามาเห็นลูกชายย่องเบาเข้ามาหอบหมอนกับผ้าห่มของตัวเองไป
“ไปนอนห้องตัวเองครับ” เด็กน้อยรีบตอบ
“ไม่อยากนอนกับแม่แล้วเหรอ?”
“อยากครับ” เด็กน้อยพยักหน้า แต่แล้วก็ต้องรีบส่ายหน้า “ไม่อยากครับ ชิวิโตแล้วต้องนอนห้องตัวเองได้แล้ว” เขาตอบเสียงดังฟังชัด
หยางจูหยุดครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าเป็เชิงอนุญาต “ก็ได้ ถ้าลูกมั่นใจแล้วก็กลับไปนอนห้องตัวเองเถอะ”
ความจริงเื่แยกห้องนอนให้กับลูกชายเธอก็คิดเอาไว้อยู่แล้ว เพียงแต่อยากจะให้ความอบอุ่นชดเชยกับเขามากสักหน่อย แต่พอคิดถึงอีกคนที่นอนห้องนั้นก็คิดว่าดีเหมือนกัน ถึงไม่ได้นอนกับเธอ อย่างไรก็ยังมีพ่อเขาที่ให้ความอบอุ่นอยู่
“ขอบคุณครับ” เด็กชายรีบยิ้มออกมาแล้ววิ่งออกจากห้องไป
ทางด้านหวงจิ่นกวงยืนรอลูกชายอยู่ที่หน้าห้อง เห็นเ้าตัวเล็กหอบหมอนผ้าห่มออกมาจนแทบมองไม่เห็นทางก็รีบไปช่วยลูกชายถือ
“เป็อย่างไรบ้าง”
“เรียบร้อยครับ” เด็กน้อยระบายยิ้มให้กับผู้เป็พ่อ
เขาลุ้นแทบแย่กลัวว่าแม่จะไม่พอใจที่เข้าไปรบกวน เวลาแม่ไม่พอใจเขาแทบจะไม่กล้าหายใจแรงเลยด้วยซ้ำ เคยมีครั้งหนึ่งถูกตำหนิว่าหายใจแรงเกินไป โดนตีจนขาบวม ั้แ่นั้นเป็ต้นมา ทุกครั้งที่แม่อารมณ์ไม่ดีเขาจะไม่เข้าไปใกล้เด็ดขาด
“แม่ดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ?” เขาสังเกตเห็นความกังวลในสายตาของลูกชาย ก็อดที่จะถามออกมาไม่ได้
“เปล่าครับ แม่ไม่ได้ว่าอะไร” เด็กชายรีบบอก เพียงแต่เขาไม่คิดจะเล่าเื่ที่ผ่านมาให้กับพ่อฟัง เพราะที่เป็อยู่ทุกวันนี้นั้นมันดีมากแล้วจริงๆ
่ดึกคืนนั้นพอเห็นว่าลูกชายนอนหลับสนิทไปแล้ว หวงจิ่นกวงก็เดินออกจากห้องมา เขาไม่กังวลกลัวว่าลูกจะตื่น เพราะั้แ่นอนอยู่ที่บ้านเดิม ทุกครั้งที่ลูกชายหลับไปแล้วเขาจะไม่ตื่นขึ้นมากลางดึกอีก
เปิดประตูห้องออกมา สังเกตเห็นแสงไฟอีกห้องยังไม่ดับ เลยคิดว่าหล่อนน่าจะยังไม่นอน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เขาเคาะห้องเบาๆ แล้วหมุนลูกบิดเปิดประตูเข้าไป แอบตำหนิภรรยาในใจที่ไม่รู้จักระวังตัว ถึงจะเป็บ้านของตัวเองก็เถอะ เพราะอยู่ที่ค่ายทหาร จะต้องระวังตัวเองตลอดเวลา ทำให้เขาติดนิสัยขี้ระแวงนี้มา
“ยังไม่นอนอีกเหรอครับ” ดูเหมือนว่าเธอจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเขาเปิดประตูเข้าห้องมา
“อือ” หยางจูกำลังอยู่ในภวังค์ เข้าไปอยู่ในโลกนิยายที่เธอกำลังเขียน พอได้ยินเสียงข้างๆ หูเลยเงยหน้าขึ้นไปมอง
“กี่โมงแล้วคะ”
“สามทุ่มครึ่งแล้วครับ เขียนอะไรอยู่เหรอทำไมยังไม่นอน” พอชะโงกหน้าไปมองเธอก็รีบปิดสมุดเล่มนั้นทันที
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่นอนไม่ค่อยหลับเลยลุกขึ้นมาเขียนบันทึกประจำวันเล่นๆ” จะบอกสามีได้อย่างไรกันล่ะ เพราะร่างเดิมห่างไกลคำว่านักเขียนไปหลายขุม
เห็นภรรยาทำท่าเหมือนไม่อยากให้ดู เลยไม่ได้เซ้าซี้อะไร ทำเพียงนั่งลงข้างๆ เตียง หันหน้าไปมองฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
“ดึกแล้วคุณลุกมาทำอะไรคะ?” พอได้สติก็เอ่ยถาม ความจริงเวลานี้เขาน่าจะหลับไปแล้วด้วยซ้ำ
“เข้าห้องน้ำน่ะ เห็นไฟในห้องคุณยังสว่างอยู่ก็เลยเดินเข้ามาดู” เขาโกหก
“คุณไม่นอนเถอะค่ะ ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ฉันเองก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน ว้าย…"
หยางจูร้องเสียงหลง เพราะขณะที่กำลังลุกขึ้นจากเก้าอี้ก็ถูกคนมือไว้คว้าเอวเข้ามากอด จนทำให้เธอล้มลงไปนั่งตรงตักแกร่ง อย่างไม่ทันตั้งตัว
“เล่นอะไรของคุณ” พอนั่งได้มั่นแล้วก็โวยวายใส่เขาทันที
“เื่เมื่อตอนเย็นที่คุณคุยกับเพื่อนบ้าน ผมได้ยินหมดแล้ว” หวงจิ่นกวงไม่สนใจกำปั้นเล็กที่ทุบลงมากลางหน้าอก สำหรับเขาแล้วไม่ต่างอะไรกับแมวข่วนเท่านั้น
“คุยได้ยินแล้วเหรอคะ?” เธอรู้สึกใ เพราะสามีเป็คนจับผิดเก่งมาก กลัวว่าเขาจะล่วงรู้ความคิดของตัวเองเลยหยุดดิ้น
“อือ ความจริงแล้วระหว่างผมกับเลขาลู่ไม่มีอะไรเลย หล่อนแค่มาถามเื่งาน เพราะผู้จัดการฝากให้ดูแลเป็พิเศษ คงจะกลัวว่าจะให้งานเสียหาย” เขาพูดแค่ครึ่งเดียว แค่ไม่ได้พูดเื่ที่หล่อนจงใจยั่วยุ เพราะมั่นใจว่าตนเองไม่มีทางสนใจผู้หญิงแบบนั้นเป็อันขาด
“หืม?” เธอถึงกับขมวดคิ้วทำหน้างง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ที่แท้เขาก็้าจะพูดเื่นี้นี่เอง
“ผมอยากให้คุณได้ยินจากปากของผมมากกว่า ความจริงผมไม่คิดจะบอก เพราะไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ก็แค่เื่งานไม่จำเป็ต้องเอามาพูดให้คุณคิดมาก แต่พอเห็นเพื่อนบ้านของคุณแต่ละคนแล้วก็อดพูดไม่ได้ ไม่สู้ได้ยินจากปากผมยังจะดีเสียกว่าจะได้ยินจากเสียงลือปากต่อปาก”
หยางจูกระแอมไปหนึ่งที ขยับหาท่าที่ทำให้ตัวเองนั่งสบาย แล้วก็สบตากับสามี “คุณแน่ใจเหรอคะว่าไม่มีอะไร” เธอแกล้งทำหน้าจริงจัง เพราะรู้อยู่แล้วว่าทางนั้น้าอะไร เพียงแต่คนของเราไม่เล่นด้วยทุกอย่างก็จบ
หวงจิ่นกวงกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ไม่ได้ลำบากใจที่จะตอบคำถามของเธอเลย เพียงแต่จังหวะที่เธอขยับนั้นบังเอิญไปััเข้ากับส่วนที่ไม่ควรััเท่านั้น
“นั่งนิ่งๆ” เขากัดฟันตอบเสียงขรึม เดิมทีวันนี้ตั้งใจจะมาคุยกับเธอให้เข้าใจเท่านั้น ไม่อยากปล่อยให้ข้ามวัน เลยต้องหลอกล่อลูกชายไปนอนที่อื่น เพราะไม่อยากให้เขาได้ยินว่าพ่อกับแม่ทะเลาะกัน
ต้องบอกว่าเขาเองก็คาดเดาอารมณ์ของภรรยาไม่ได้ เพราะถ้าหากว่าเธอไม่พอใจ อะไรก็ห้ามไม่อยู่ เพียงแต่่นี้เขาสังเกตได้ว่าเธอเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก เปลี่ยนไปจนเขาลืมไปแล้วว่าหยางจูเมื่อก่อนเป็อย่างไร และอยากให้เธอเป็หยางจูแบบนี้ไปตลอด มันจะดีสักแค่ไหนกันนะ
“คุณก็ตอบฉันมาสิคะ” หยางจูเม้มริมฝีปาก รู้สึกเหมือนบั้นท้ายตัวเองทิ่มเข้ากับตอขนาดใหญ่เข้าให้แล้ว เธอลืมไปสนิทเลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังนั่งอยู่บนตักของสามี และเขาก็กำลังโอบเอวของเธอเอาไว้อยู่
“ไม่ขยับแล้วเหรอครับ” เห็นหน้าเจื่อนๆ ของภรรยาเขาก็อดที่แกล้งไม่ได้
“ฉะ ฉันว่าฉันลุกไปนั่งดีๆ ดีกว่านะ” เธอทำท่าจะลุกแล้วชี้ไปที่เก้าอี้ตัวเดิมที่เพิ่งลุกมา
“ไม่อยากฟังคำตอบจากผมแล้วเหรอ” เขายังกดสะโพกของเธอไว้แน่น ไม่อยากให้ขยับไปไหน ทั้งยังกัดฟันอดทนกับความรู้สึกเป็บางครั้งอีกด้วย
“ไม่อยากฟังแล้วค่ะ ฉันง่วงแล้ว” เธอตอบแบบไม่ใส่ใจ ลีลาขนาดนี้ไม่ฟังก็ได้
ฟุบ แต่แล้วหยางจูก็ต้องเบิกตากว้างกับการกระทำของเ้าของตัก เพราะเขาเหวี่ยงให้เธอนอนลงบนเตียง ตามมาด้วยร่างหนาของเขาซึ่งนอนทับบนตัวของเธออีกที
“นี่คุณจะทำอะไรออกไปนะ ฉันไม่เล่น” หยางจูเริ่มโมโหขึ้นมาบ้างแล้วจริงๆ ต่อให้เป็สามีภรรยากัน แต่ถ้าหากว่าเธอไม่เต็มใจเขาก็ไม่ควรบังคับกันแบบนี้
“คุณนอนเถอะ”
พอได้ยินน้ำเสียงตัดพ้อ และท่าทางผิดหวังของเขาผ่านแสงไฟสลัวๆ แล้วก็ทำเอาเธออดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้ เข้าใจดีว่าเื่บนเตียงของสามีภรรยาเป็เื่ธรรมชาติ อีกอย่างเขาก็กลับมาเป็เดือนแล้ว ไม่มีทีท่าว่าอยากจะแตะต้องตัวเธอสักนิด ก็เลยปล่อยเลยตามเลย แต่พอมาได้ยินเขาตัดพ้อแบบนี้ ทำให้เธออดรู้สึกผิดไม่ได้
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”