“เ้าเสร็จธุระแล้วหรือยัง? เรารีบไปกันเสียทีเถิด” หวังอู่เฉินเร่งเร้า ไม่ทราบเพราะเหตุใดจึงไม่อยากรั้งรออยู่ที่นี่นานยิ่งไปกว่านี้
“โอ้ นั่นมันสหายหวังอู่เฉินผู้เพียรพยายามมิใช่หรือกระไร?”
เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในอาคาร ผู้ที่เป็หัวโจกนั้นหวังอู่เฉินคุ้นหน้าเป็อย่างดี มันคือหลี่เจียหยางผู้เยาว์มากพร์แห่งตระกูลหลี่นั่นเอง
“ดูจากที่ท่านมายังสถานที่นี้แล้ว ท่านสนใจสมัครเข้าสำนักฝึกตนกระมัง? มิทราบท่านบรรลุถึงขั้นนั้นั้แ่เมื่อใด” หลี่เจียหยางแม้มิได้ว่ากล่าวมันออกมาตรง ๆ แต่กลับแฝงน้ำเสียงและความนัยประชดประชัน
“มิต้องให้ท่านใส่ใจกังวลแต่อย่างใด” หวังอู่เฉินตัดบทเบือนหน้าหนีไป
“เอ ข้าพเ้าล่ะก็นึกว่าจะได้มีวาสนาเป็ศิษย์ร่วมสำนักกับสหายอู่เฉินเสียอีก น่าเสียดายเอยน่าเสียดาย” หลี่เจียหยางแสดงท่าทีแดกดันก่อนที่จะหันไปพูดกับผู้ติดตาม “ว่าแต่ขบวนพ่อค้ารอบนี้จะมาถึงเมื่อใด ข้าว่าจะไปชมดูสินค้าสักหน่อย”
คนรับใช้ข้างกายมันตอบอย่างประจบประแจง “อีกเจ็ดวันขอรับคุณชาย หากท่านสนใจข้าสามารถติดต่อเพื่อจับจองซื้อเหมาเหมือนเช่นดั่งครั้งก่อนได้”
หวังอู่เฉินหยุดชะงัก
กลุ่มนายบ่าวยังคงสนทนาต่อไป “ว่าแต่คุณชายจะนำหินเสริมพลังจำนวนมากไปทำอันใดขอรับ มิใช่ว่าทางตระกูลหลี่จัดหาไว้เหลือเฟือแล้วหรือ?”
“ข้าเพียงแต่ทนเห็นหนอนแมลงที่เกิดมาต่ำต้อยแต่ดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อที่จะเป็ัแล้วอดขยี้ทิ้งมิได้น่ะสิ ฮ่า ๆ ๆ คนเรามิใช่ต้องมีสำนึกเจียมเนื้อเจียมตัวในชาติกำเนิดหรอกรึ?” หลี่เจียหยางคลายความสงสัยทั้งปวงพร้อมกับหัวเราะดังลั่น มันไม่ปิดบังเจตนาร้ายอีกต่อไปแล้ว
หวังอู่เฉินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเดือดดาล “ท่าน ว่า กระ ไร?” มันเน้นแต่ละคำหนักแน่นชัดเจน
“โอ น่ากลัวเสียจริง ข้ากลัวเหลือเกิน สหายอู่เฉินไฉนดุร้ายปานนั้น โกรธข้าพเ้าขนาดนั้นเลยหรือ? ไม่ลองเข้ามาต่อยข้าพเ้าสักหมัดหนึ่งเล่า? หากท่านกล้าพอ ฮึ ๆ ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”
หลี่เจียหยางยื่นหน้าข้างหนึ่งออกมาเอานิ้วชี้ไปที่โหนกแก้มขวาของมัน แม้ว่าถึงอู่เฉินจะกล้าต่อยเข้ามาจริง ๆ ด้วยความต่างของระดับพลังยังไม่อาจทำอันตรายมันได้
มันกลับคาดไม่ถึงว่าผู้ที่ลงมือกลับกลายเป็สาวน้อยผมแดงนางหนึ่งที่ทนฟังไม่ไหวอีกต่อไปจึงซัดหน้าเขาลอยละลิ่วแล้วไถลไปกับพื้น
อู่เฉินตกตะลึง ปกตินางก็มีพละกำลังมหาศาลอยู่แล้ว เมื่อดูดกลืนหินเสริมพลังเข้าไประดับพลังอาจเทียบเคียงได้กับหลี่เจียหยางที่เป็ชนชั้นจอมยุทธ์ฝึกหัด
“หยุดมือ!” ผู้าุโที่เห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาขวางทางไว้
“ท่านลุงสาม ท่านเห็นหรือไม่ว่ามันทำร้ายข้าพเ้า โปรดลงโทษมันเพื่อมิให้ตระกูลหลี่เสียหน้า!” หลี่เจียหยางเรียกร้องความเป็ธรรมให้กับตนเองด้วยเสียงอู้อี้จากจมูกที่หักเบี้ยว
“เจียหยาง ผู้ที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อตระกูลก็คือเ้า สำหรับพฤติการณ์เมื่อสักครู่นับว่าหมัดของนางนั้นสมควรแล้ว จงกลับไปคิดทบทวนให้ดี” กล่าวจบมันก็หันมาพูดกับหลี่หานหลิง “ส่วนท่าน โปรดยั้งมือไว้ไมตรี ถือว่าเห็นแก่หน้าข้า”
นางพ่นลมออกจากจมูกก่อนที่จะสงบสติอารมณ์ เห็นแก่ว่าชายชราแซ่หลี่นั้นเป็ผู้มีความเที่ยงธรรมจึงมิได้สืบสาวเอาความต่อไป
“ท่านผู้าุโ มีค่ายสำนักแห่งใดหรือไม่ที่ไม่กำหนดพร์ขั้นต่ำ” อยู่ดี ๆ หลี่หานหลิงก็ถามอะไรแปลก ๆ ขึ้นมา
ชายชราจ้องมองนางด้วยแววตาลึกล้ำก่อนที่จะตอบ “จะว่ามีก็มี แต่พร์ของท่านไม่เลวยิ่ง ข้าพเ้ายังคงแนะนำให้ท่านไปตามทางที่ตั้งใจไว้”
“ข้าพเ้าจะแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ผู้ที่ด้อยพร์ก็สามารถฝืนโชคชะตาของตนได้ อู่เฉินเ้าไปกับข้าแล้วอีกหนึ่งปีให้หลังเรามาดูกันว่าระหว่างเ้ากับหลี่เจียหยางผู้ใดจะเหนือกว่ากัน” หลี่หานหลิงออกคำสั่งอู่เฉินอย่างมุ่งมั่นเสียจนอีกฝ่ายตามอารมณ์ไม่ทัน
“หึ ๆ ถ้าแข่งกันเฉย ๆ อาจบางทีดูไร้ความหมายไปบ้าง พวกเรามาพนันกันดูเป็ไร?” หลี่เจียหยางที่ทนฟังอยู่นานพูดขึ้นพลางฉีกยิ้มเ้าเล่ห์
“เช่นนั้นหากเ้าแพ้จงมาเป็ข้ารับใช้ของอู่เฉิน”
“ตกลง หากข้าชนะ เ้าต้องมาเป็ภรรยาข้า”
“ด...เดี๋ยว เหตุใดต้องเป็ภรรยาเ้าด้วย เ้ากับอู่เฉินสู้กันแต่เอาข้าไปเดิมพันไม่เกินไปหน่อยหรือ? ข้าเกี่ยวอันใดด้วยเล่า?”
ปากบอกว่าไม่เกี่ยวแต่ริเริ่มเื่ราวจวบจนออกหน้าจัดแจงเสร็จสรรพเชียวหนาแม่คุณ ทุกคนในที่นั้นคิดเป็เสียงเดียวกัน
“ดูจากข้อเรียกร้องที่ให้เป็ข้ารับใช้ นี่ไม่นับว่าเกินเลยแต่อย่างใด แต่หากเ้าตบแต่งให้แก่มันแล้วข้าจะยอมรามือจากเื่นี้ก็ได้ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่มีรสนิยมยื้อแย่งภรรยาผู้อื่น”
“เ้าเสียสติหรือ?! ข้ากับอู่เฉินมิได้มีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภริยา! ฮึ เอาเยี่ยงนั้นก็ย่อมได้”
แม้เดิมพันจะสูงแต่แน่นอนว่าต่างฝ่ายต่างไม่คิดว่าตนจะแพ้จึงยอมตกปากรับปากอย่างมั่นใจ
แล้วข้าเล่า? ถามความเห็นข้าสักคำแล้วหรือยัง… หวังอู่เฉินได้แต่ยืนโง่งมไม่รู้จะทำสีหน้าเยี่ยงไรดี
“โฮ่ ๆ ๆ คนหนุ่มสาวช่างร้อนแรงเสียนี่กระไร”
…
“เ้าคิดดีแล้วหรือ? มันเป็ถึงอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งตระกูลหลี่ แม้จะพ่ายแพ้แก่คุณชายหลี่อี้ชิงแต่พลังฝีมือยังคงนับว่าอยู่ในระดับแนวหน้า” หวังอู่เฉินเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง “หากข้าแพ้ เ้าจะต้องไปเป็ภรรยาให้มันเลยนะ”
ทั้งสองนั่งคุยกันอยู่ในห้องนอนหลังจากเสร็จงานจากโรงเตี๊ยม
หลี่หานหลิงที่เหนื่อยล้าจากการทำงานเริ่มที่สำนึกได้ว่าตนนั้นพลาดอย่างมหันต์จึงกุมขมับอย่างจนใจ “โอย ไม่น่าโมโหจนทำอะไรไม่คิดเลย แต่เอาเถิด วาจาที่เอ่ยไปแล้วคงเอากลับคืนมามิได้ ทำได้เพียงพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อที่จะไม่แพ้”
นางหันมาสบตามันอย่างจริงใจ “ข้าเชื่อว่าเ้ามิได้ต่ำต้อยไร้ประโยชน์ไร้ค่าลามกเลวทรามหื่นกามวิปริตดั่งเช่นที่พวกมันว่าไว้”
ประเดี๋ยวก่อน… หากข้าจำไม่ผิดพวกมันมิได้กล่าวชั่วช้าถึงเพียงนั้น..
“เชื่อมั่นในตนเองเข้าไว้ แม้มิมีผู้ใดมองเห็นแต่ข้าทราบดีว่าเ้านั้นพยายามยิ่งกว่าผู้ใด อย่าไปสนใจคำก่นด่าดูถูกไร้สาระเ่าั้เลย”
ข้าว่าเ้านั่นแหละด่าข้าไว้เจ็บแสบกว่าผู้ใด
ไม่มีผู้ใดทราบหลี่หานหลิงนั้นพูดออกมาจากใจจริงหรือเพียงกล่าวปลุกใจให้มันฮึดสู้เพื่อที่จะไม่แพ้พนัน แต่หวังอู่เฉินก็ซาบซึ้งใจเป็อย่างมาก ราวกับเป็ครั้งแรกที่มีคนยอมรับในตัวมัน
“หลี่หานหลิง…” มันพูดขึ้นด้วยเสียงแ่เบา
ภายในห้องที่ทั้งสองคนหลับนอนกันนั้นแว่วเสียงสายลมหวีดหวิวผ่านเข้ามาตามรูเปิดของกกำแพง หลี่หานหลิงเฝ้ารอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรจนทนไม่ไหว
“ว่ากระไร หากไม่มีอันใดจะพูดข้านอนละนะ” นางสะบัดตัวไปอีกด้านหนึ่งแล้วจึงห่มผ้านอนหันหลังใส่มัน
“ขอบคุณที่ออกหน้าแทนข้าในวันนี้ แล้วก็…”
“แล้วก็…” นางทวนคำที่พูดค้างไว้
“ขอบคุณที่เชื่อในตัวข้านะ” หวังอู่เฉินกล่าวออกมาอย่างยากลำบากเนื่องเพราะโดยปรกติทั่วไปแล้วพวกมันนั้นมิใคร่พูดจาอ่อนหวานใส่กันสักเท่าใด
“อืมม์..”
หลี่หานหลิงขยับพลิกตัวหาตำแหน่งที่เหมาะสมบนเตียงเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไปคล้ายตกสู่ห้วงภวังค์แห่งการหลับไหล ไฟในตะเกียงดับลงคล้อยหลังเด็กหนุ่มที่เอนกายลงบนพื้นแล้วปิดตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
…
“เด็กน้อย เ้าอยากรู้อนาคตของตนเองไหม?”
“ท่านรู้อนาคตของข้าหรือ?”
ชายชรายิ้ม “ข้าเป็นักทำนายโชคชะตาพเนจร การทำนายทายทักของข้าล้วนแม่นยำ เพียงแต่ต้องมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย เ้าอยากลองดูหรือไม่?”
เด็กน้อยคิดสักครู่ ก่อนจะตัดสินใจล้วงเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีอยู่ในกระเป๋ายื่นให้ชายชรา “อนาคตข้าไม่อยากรู้ แต่ข้ามีความเห็นว่าท่านอาจบางที้าเงินไว้ประทังชีวิตของท่าน”
ชายชราที่มีท่าทางเคร่งขรึมและดวงตาที่ดูผ่านโลกมามากมายหัวเราะเบา ๆ พลางรับเงินจากมือของเด็กน้อยก่อนจะกล่าว “น้อยเกินไป ขอเพิ่มอีกสักสองเหรียญทองแดงจึงจะพอซื้อหาสุราชั้นเลวได้ คุณชายน้อยโปรดส่งเสริม”
“...” เด็กน้อยนิ่งอึ้งพูดไม่ออก กระนั้นก็ยังไปยกป้านสุรากับจอกนำมาให้ชายชรา
“ลำบากเ้าแล้ว” ชายชรารินสุราใส่จอกก่อนจะยกหมดรวดเดียวถึงสามจอกติดต่อกัน ใบหน้าของเขาแดงแจ๋ ร่างไหวโอนเอนเล็กน้อยเริ่มที่จะพูดด้วยสำเนียงที่ลากยาวต่างออกไป
“ข้า… มองเห็นในตัวจ้าวว ฮึก! มีแสงสว่างที่ไม่ทามมะดา… ช้าาา~ ตากามของเ้าอาจเปลี่ยนแปลงโลก อะเฮือกก นี้ด้ายยย เ้าคือเซียนน เข้าใจหมาย เ้าเป็ดั่งเทวดามาโปรด ฮือ ฮือออ”
“ตาแก่เอ๊ย ถ้ารู้ตัวว่าคออ่อนก็อย่าดื่มหนักขนาดนั้นเซ่! อู่เฉิน! พาผู้าุโท่านนี้ไปนอนพักที่ห้องก่อน”
“อู่เฉิน! อู่เฉิน!”
แว่วเสียงเพรียกหาชัดแจ้งขึ้นดังอึงอล หวังอู่เฉินพลันกลับคืนสู่สติสัมปชัญญะ
อา ข้าฝันไปหรือนี่
ฝันถึงเื่เมื่ออดีตที่ตอนนี้หลงลืมไปสิ้นแล้ว
ซ่า โครม! หวังอู่เฉินสะดุ้งพรวดขึ้นทันที
“เรียกตั้งนานไม่ลุกเสียที จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงเมื่อใด?!” หลี่หานหลิงเ้ากรรมนายเวรเ้าเก่าเ้าเดิมปลุกเด็กหนุ่มขึ้นจากภวังค์ได้อย่างชะงัดนัก
ร่างกายท่อนบนของมันเปียกโชกจนเสื้อผ้าฝ้ายบางเฉียบนั้นแนบเข้ากับกล้ามอกและหน้าท้องเห็นเด่นชัดขึ้นมา เด็กสาวเบือนหน้าไปทางอื่นเห็นเพียงแต่ใบหูแดงระเรื่อ
นางขว้างถังน้ำในมือลงอย่างไม่ตั้งใจ และมันก็เกือบจะเฉียดโดนเด็กหนุ่มตรงหน้า “เก็บกวาดให้เรียบร้อยแล้วเก็บข้าวของซะ วันนี้เราต้องรีบออกเดินทาง”
ใช่แล้ว วันนี้เป็วันที่พวกเขาจะต้องออกเดินทางเพื่อไปเข้าร่วมการทดสอบเข้าเป็ศิษย์ของสำนักฝึกตน เป็วันสำคัญที่หากพลาดไปแล้วอาจต้องรออีกหลายเดือนโอกาสจึงจะเวียนมาหาอีกครั้งหนึ่ง
หวังอู่เฉินจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บถังน้ำเช็ดน้ำบนพื้นแล้วนำผ้ามาบิดใส่ถังจนพื้นเกือบจะแห้งสนิท ตรวจดูความเรียบร้อยและตรวจสอบจนมั่นใจว่าไม่ได้ลืมสิ่งใดแล้วจึงหิ้วสัมภาระเดินออกจากห้อง เด็กหนุ่มชำเลืองมองหน้าต่างและกำแพงที่ซ่อมไว้อย่างลวก ๆ ก่อนจะยกยิ้มเล็กน้อย
พวกเขารับประทานอาหารเช้าร่วมกันอย่างเรียบง่าย หลี่หานหลิงหยิบซาลาเปาในจานส่งให้อู่เฉินกินกับผักดองและเต้าหู้หมัก
“ซาลาเปาไส้ผักอีกแล้วหรือ เ้าก็ทราบว่าข้าชอบซาลาเปาไส้หมู” อู่เฉินท้วงติง
“ข้าทราบ เพราะฉะนั้นข้าจึงชิงส่งซาลาเปาไส้ผักให้กับเ้า ฮึ” ดูเหมือนว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะไม่ยอมให้แก่มันเลยสักนิดเดียว “หากเ้าไม่กินผักเสียบ้างร่างกายจะอ่อนแอเอานะ อย่าบ่นนักเลย”
“เ้าก็แค่้าเก็บไส้หมูไว้กินเองนั่นแหละ ทำเป็พูดดี”
หวังมู่(มารดาแซ่หวัง)จิบน้ำชาสบายอารมณ์ขณะมองดูคนทั้งสองโต้เถียงกัน
“คงมิได้เห็นภาพบรรยากาศครึกครื้นเช่นนี้ไปอีกนาน แค่คิดก็ชวนให้หญิงชราผู้นี้เหงาหงอยแล้ว” นางทอดถอนใจก่อนที่จะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะแ่เบา
“ท่านแม่อย่าได้กังวลไป พวกข้าจะรีบกลับมาเยี่ยมในเร็ววันทันทีที่สามารถมาได้”
“เถ้าแก่เนี้ยโปรดวางใจ ข้าจะควบคุมดูแลมันให้ดีไม่ให้ไปก่อเื่ที่ไหนได้”
“เ้าว่าใครเป็ตัวก่อเื่กัน!”
“เหอ ๆ ๆ ๆ รับนี่ไปสิ”
หวังมู่ไพ่ใบหนึ่งให้กับหวังอู่เฉิน มันมีขนาดเกือบเท่าฝ่ามือ ด้านหลังไพ่มีสัญลักษณ์หยินหยางขนาดใหญ่วาดไว้ ส่วนหน้าไพ่นั้นว่างเปล่า
“นี่คือไพ่อี้จิง ครั้งหนึ่งเคยมีแขกมาพักที่โรงเตี๊ยมแล้วชมชอบในอัธยาสัยใจคอของเสี่ยวเอ้อร์อย่างมาก มันจึงมอบสิ่งนี้ให้เป็การตอบแทนโดยบอกว่าเมื่อใดก็ตามที่เ้าเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก ให้พินิจดูหน้าไพ่นั้นแล้วหนทางแห่งอนาคตจะแง้มปรากฏ”
อู่เฉินรับของไว้ด้วยความฉงนใจก่อนที่จะขอบคุณและกล่าวลามารดาของตน
“ลาก่อนเถ้าแก่เนี้ย ขอบพระคุณที่ให้ข้าอาศัยอยู่ด้วยตั้งนาน” หลี่หานหลิงน้ำตารื้น แม้จะมาอยู่ได้ไม่กี่เดือนแต่นางก็ผูกพันกับที่นี่ไม่น้อย
…
“ตามข้อมูลที่ได้มาจากศูนย์แนะแนวสำนักฝึกตน พวกเราจะต้องเดินลงใต้ไปประมาณห้าร้อยลี้” หวังอู่เฉินกางแผนที่พลางบรรยายเส้นทาง “เดินเลียบแม่น้ำชิงหลงไปจะเจอเทือกเขาจิ่วหลิง ข้ามไปอีกไม่ไกลก็จะถึงที่หมาย”
ทั้งสองเดินทางกันโดยไม่หยุดพักมาเป็เวลาสามชั่วยาม แม้หลี่หานหลิงจะงอแงร้องหาพาหนะเช่นรถม้าอยู่บ้างแต่ด้วยสถานการณ์ทางการเงินของพวกมันตอนนี้ทำให้ไม่มีทางเลือกมากนัก นางเริ่มสำนึกเสียใจที่ไม่ได้เก็บหินเสริมพลังเอาไว้แลกเปลี่ยนเป็เงินตราเสียบ้าง
ความจริงแล้วหลี่หานหลิงมิได้เหนื่อยกายสักเท่าใดเนื่องเพราะกำลังกายของนางนับว่าเหนือล้ำกว่าคนธรรมดาไปไกลโข อีกทั้งยังรู้สึกได้ว่าั้แ่มาอยู่ที่โลกใหม่นั้นร่างกายเบาขึ้นอย่างน่าประหลาดอีกทั้งไม่ว่าจะทำอะไรดูจะควบคุมแรงไม่ค่อยได้จนข้าวของเครื่องใช้พังไปตาม ๆ กัน
เื่นี้นางอธิบายไว้ว่าอาจเนื่องเพราะความต่างของแรงโน้มถ่วงทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ หวังอู่เฉินแม้ไม่ได้เข้าใจถ่องแท้แต่เออออไปก่อนแล้วพยายามไม่ขัดใจนางจะได้ไม่เป็อันตรายแก่ชีวิต
อย่างไรก็ดีการเดินทางอย่างต่อเนื่องเป็เวลานานเผาผลาญพลังใจของนางเป็อย่างมาก
เคราะห์ดีที่ไม่นานหลังจากนั้นนางก็ได้รับของรางวัลจากการปลดล็อคความสำเร็จ เดินทางต่อเนื่อง 100 ลี้ ได้รับเม็ดยาพลังม้าซึ่งทำให้ผู้ใช้วิ่งเร็วขึ้นเป็สองเท่า หลี่หานหลิงยกมันให้กับหวังอู่เฉินด้วยเหตุผลที่ว่าชื่อเรียกของเม็ดยาฟังดูแปลก ๆ
เมื่อความเร็วของอู่เฉินเพิ่มขึ้นจึงไม่ถ่วงรั้งหลี่หานหลิงให้ชะลอฝีเท้าลงอีกต่อไป ทั้งสองห้อตะบึงมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็เวลาที่ฟ้ามืดลงพอดี