“ ตึง ตึ๋ง "
" ผู้โดยสารทุกท่านโปรดอย่าได้ตื่นตระหนก และขอให้นั่งอยู่กับที่นั่งของตนเองพร้อมกับรัดเข็มขัดนิรภัยและสวมหน้ากากออกซิเจนเพื่อความปลอดภัยของทุกท่านด้วยค่ะ ” เสียงประกาศอันสั่นเทาของพนักงานต้อนรับดังก้องไปทั่วเครื่องบินทั้งลำหลังจากที่อุปกรณ์ฉุกเฉินอย่างถุงอ๊อกซิเจนหล่นลงมาจาก้า หลังจากที่เครื่องยนต์เกิดเหตุขัดข้องจนเครื่องลดระดับดิ่งลงสู่พื้นโลกอย่างรวดเร็ว
“ กรี๊ดดดด”
“ โฮฮฮฮฮ ไม่นะ ฉันยังไม่อยากตาย ”
นี่คือเสียงสุดท้ายที่มู่หลันได้ยินพร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องด้วยความกลัวและใสุดขีดจากคนที่นั่งอยู่ติดกับเธอเนื่องจากบริเวณปีกเครื่องบินที่มู่หลันนั่งอยู่ใกล้ ๆ ได้เกิดควันไหม้ขึ้น เธอภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้เธอรอดชีวิตในครั้งนี้ด้วยความสิ้นหวังแต่ปาฏิหาริย์ก็ไม่มีจริง
“ บึ้มมมมม!!!!!! ” เสียงะเิดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าพร้อม ๆ กับที่หลายร้อยชีวิตที่โดยสารมากับเครื่องบินเที่ยวมรณะนี้ต้องดับสูญไปพร้อมกัน
……….
ปัจจุบัน ณ บ้านตระกูลเว่ย
พ่อและลูกชายคนโตซึ่งก็คือ เว่ยชิงเทียน และ เว่ยอี้หาน กำลังทำงานอยู่ในไร่ข้าวสาลีร่วมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ ของหมู่บ้านสุ่ยหนานซึ่งเป็หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่แวดล้อมไปด้วยูเาน้อยใหญ่ทำให้มีพื้นที่เพาะปลูกไม่มากนัก แต่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เพราะมีแม่น้ำไหลผ่านหมู่บ้านหนึ่งสายจึงสามารถทำการเกษตรได้ผลดีพอสมควร
ท่ามกลางแสงแดดยามสายที่ร้อนระอุ แต่ถึงจะร้อนแค่ไหนพวกชาวนาทุกคนก็ต้องอดทนถ้าไม่อยากอดตายเพราะไม่มีอาหารกิน เนื่องจากชั่วโมงทำงานในทุกๆ วันจะถูกนำไปบันทึกสะสมเป็แต้มคะแนน และคะแนนที่ได้จะใช้เป็หลักเกณฑ์ในการจัดสรรแบ่งอาหารให้แต่ละคนหลังฤดูเก็บเกี่ยวเพราะในยุคนี้เป็การทำนารวมประชาชนส่วนมากไม่มีที่ดินเป็ของตนเอง
ดังนั้นหากใครไม่ทำงานก็จะไม่มีอาหารกิน และ่เวลาเก็บเกี่ยวเป็่เวลาที่สำคัญที่สุดทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อปากท้องของตนเองและส่วนรวม เพราะฟ้าฝนนั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ หากมีฝนตกขณะที่ยังเก็บเกี่ยวไม่แล้วเสร็จก็จะทำให้ธัญพืชที่พร้อมเก็บเกี่ยวเปียกฝนจนเสียหายและไม่สามารถตากข้าวสาลีและพืชชนิดอื่น ๆได้ เมื่ออาหารถูกทำลายพวกเขาก็จะอดอยากไปอีกหลายเดือนจนกว่าจะเริ่มเพาะปลูกพืชรอบใหม่และเก็บเกี่ยวอีกครั้งในฤดูกาลถัดไป
นอกจากป้องกันปัญหาอดอยากของตนเองและครอบครัวแล้ว รัฐบาลก็เร่งรัดการจัดส่งอาหารให้กับส่วนกลาง เพราะปัญหาขาดแคลนอาหารในทุกพื้นที่ของประเทศ แต่ละคอมมูนหรือฝ่ายผลิตซึ่งรวมถึงเกษตรกรที่อยู่ในแต่ละพื้นที่จึงต้องเร่งลงมือช่วยกันเก็บเกี่ยวพืชในพื้นที่นาส่วนที่กลุ่มของตนเองรับผิดชอบ
แม้แต่ลูกหลานชาวนาที่ไปโรงเรียนในวันธรรมดาก็จะหยุดเรียน่บ่ายแล้วไปช่วยทำงานในไร่นาแทน รวมถึงลูก ๆ อีกสามคนของบ้านเว่ยด้วยเช่นกัน ยกเว้นก็แต่ลูกสะใภ้บ้านเว่ยอย่างมู่เสี่ยวหลันที่หลังจากแต่งงานได้ไม่นานเธอก็หยุดทำงานเพราะตั้งท้องอีกทั้งสามีก็มีเงินเดือนส่งมาให้ใช้อยู่เป็ประจำสมดังที่เธอเคยหวังเอาไว้ว่าหากแต่งงานกับเขาแล้วเธอจะได้ไม่ต้องทนลำบากทำงานหนักอีกต่อไป
ตอนนี้ที่บ้านเว่ยจึงมีเพียงลูกสะใภ้ท้องแก่แปดเดือนกับแม่สามีอย่างนางหลิงซื่อหรือชื่อจริงคือหลิงฟางที่ต้องหยุดทำงานในนาชั่วคราวเพื่อดูแลบ้านและอยู่เป็เพื่อนลูกสะใภ้เพื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้มีคนคอยช่วยเหลือ อย่างเช่นตอนนี้
ในขณะที่นางหลิงซื่อกำลังซักเสื้อผ้าอยู่ที่ข้างบ่อน้ำหลังบ้าน นางก็ได้เสียงร้องะโขอความช่วยเหลือจากลูกสะใภ้ จึงรีบละมือจากอ่างซักผ้าแล้ววิ่งเข้าไปในบ้านด้วยความใและเป็กังวลว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสะใภ้ที่กำลังอุ้มท้องหลานของนางอยู่
“ โอ๊ยยย แม่คะ ช่วยด้วย ฉันเจ็บท้อง "
“ เสี่ยวหลันเป็อะไรไป แม่ได้ยินเสียงร้องดังไปถึงหลังบ้านเลย เธอเป็อะไรไปหรือเปล่า ” นางหลิงซื่อร้องะโเสียงดังมาก่อนที่เ้าตัวจะวิ่งมาถึงตรงโถงทางเดินที่ลูกสะใภ้กำลังยืนเอามือกุมท้องด้วยความเ็ปจนหน้าซีดไปหมด
" จู่ ๆ ก็มีน้ำไหลเหมือนฉี่ราดออกมาจากตรงส่วนนั้นหลังจากที่ฉันกลับมาจากเข้าห้องน้ำ แล้วตอนนี้ท้องของฉันก็ปวดหน่วง ๆ ด้วย ” มู่เสี่ยวหลันเอามือกุมท้องด้วยความเ็ปพร้อมกับอธิบายอาการของตนเองให้แม่สามีฟังเพราะเธอไม่เคยมีลูกมาก่อนจึงขาดประสบการณ์ ทำอะไรไม่ถูกและยังรู้สึกกลัวว่าตัวเองกำลังจะตายเนื่องจากเธอรู้สึกทรมานมากในตอนนี้
“ สงสัยจะคลอดแล้วล่ะ เดี๋ยวแม่พยุงเข้าไปในห้องก่อน จะไปหาหมอที่โรงพยาบาลก็คงจะไม่ทันการแล้ว ”
มู่เสี่ยวหลันได้ยินว่าเธอกำลังจะคลอดลูกและไม่สามารถไปคลอดที่โรงพยาบาลได้ก็รู้สึกตื่นตระหนกด้วยความกลัว เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนเพิ่งจะมีหญิงชาวบ้านคลอดลูกที่บ้านแล้วตายเพราะตกเืนั่นเอง
“ ฮือ ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่ทุรกันดารขนาดนี้ด้วย โรงพยาบาลก็อยู่ไกลต้องเดินไปตั้งเกือบชั่วโมง ถ้าหากว่าฉันไม่รอดเหมือนสะใภ้หวังล่ะแม่ ” มู่เสี่ยวหลันคร่ำครวญด้วยความทรมานเพราะอาการปวดท้องคลอดพร้อมกับนึกโกรธครอบครัวที่ส่งเธอมาเผชิญชตากรรมที่นี่แทนที่จะเป็พี่ชายคนโต
“ ถุ้ย ถุ้ย ถุ้ย พูดอะไรเป็ลางไม่ดี ตายเตยอะไรกัน รอแป๊บเดียวเดี๋ยวแม่จะรีบไปเรียกหมอตำแยมาทำคลอดให้ แล้วก็ต้องหาคนไปส่งข่าวให้เ้าใหญ่กับพ่อของเขารีบกลับมาดูเธอช่วยกันด้วย ชาวบ้านคนอื่น ๆ เขาก็คลอดลูกที่บ้านเหมือนกันก็ยังไม่เห็นเป็อะไร
แต่ที่สะใภ้บ้านหวังตกเืตายใคร ๆ ก็รู้ว่าเธอโชคร้ายที่แต่งเข้าไปในครอบครัวแย่ ๆ โดนครอบครัวสามีกดขี่ใช้งานหนักและยังไม่บำรุงคนท้องอีก สุขภาพก็เลยไม่แข็งแรง แต่เธอสุขภาพแข็งแรงดีขนาดนี้จะเป็อะไรไปได้อย่างไร” นางหลิงซื่อแกล้งถ่มน้ำลายแก้เคล็ดเมื่อได้ยินลูกสะใภ้พูดอะไรเป็รางไม่ดีแบบนี้ และอธิบายให้ฟังว่าทำไมสะใภ้หวังถึงได้คลอดลูกแล้วตกเืตาย เพื่อไม่ให้ลูกสะใภ้รู้สึกวิตกกังวลเกินไปจนส่งผลกระทบต่อการคลอดลูกของมู่เสี่ยวหลันในตอนนี้ได้
“ ฮืออออ แต่ฉันกลัวนี่คะ เราไปโรงพยาบาลกันตอนนี้เลยไม่ได้เหรอ " แม้ว่ามู่เสี่ยวหลันจะรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่ได้ยินคำพูดของแม่สามี แต่เธอก็ยังรู้สึกกังวลและกลัวมากอยู่ดีและ้าไปที่โรงพยาบาลเหมือนกับที่เคยตั้งใจเอาไว้
“ เอาล่ะ ถึงแม่จะอยากพาเธอไปโรงพยาบาลมากแค่ไหนแต่ตอนนี้ถุงน้ำคร่ำของเธอแตกแล้ว เราจึงไม่มีเวลามากขนาดนั้นอีกต่อไป แม่จะรีบไปรีบกลับเธอทำใจดี ๆ ไว้นะ เดี๋ยวแม่จะรีบกลับมา”
ด้วยความกังวลใจที่ลูกสะใภ้ถุงน้ำคร่ำแตกกะทันหันทำให้ต้องคลอดลูกก่อนกำหนด และไม่ได้ติดต่อหมอตำแยเอาไว้เพราะลูกชายได้แจ้งแล้วว่าจะพาภรรยาไปคลอดที่โรงพยาบาล อีกทั้งนางก็ทำคลอดไม่เป็เสียด้วยจึงได้แต่รีบวิ่งไปยังบ้านของหมอตำแยประจำหมู่บ้านที่อยู่อีกฟากหนึ่งของหมู่บ้านสุ่ยหนานให้มาทำคลอดให้ลูกสะใภ้ด้วยความตื่นตระหนกพร้อมทั้งภาวนาให้อีกฝ่ายอยู่ที่บ้านในตอนนี้
และถึงนางหลิงซื่อจะวิ่งไปบ้านหมอตำแยแต่ก็ใช้เวลาไปเกือบสิบนาที และแม้ว่านางจะอยากไปเรียกสองพ่อลูกมากแค่ไหนแต่ก็ไม่มีเวลามากพอจึงคิดจะไหว้วานคนอื่นให้ไปแทน เพราะเป็ห่วงมู่เสี่ยวหลันที่กำลังปวดท้องคลอดอยู่ที่บ้านคนเดียวในตอนนี้
ขณะที่นางหลิงซื่อกำลังวิ่งไปที่บ้านหมอตำแยก็มองซ้ายมองขวาเพื่อหาคนที่พอจะไหว้วานได้บ้าง แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะ่นี้เป็่เวลาเก็บเกี่ยวพืชผลที่เพาะปลูกไว้ แต่ละบ้านจึงแทบไม่มีคนอยู่เลย ณ เวลานี้ จะมีก็แต่เด็กเล็กที่ยังไม่รู้ประสาและคนแก่ที่ไม่มีเรี่ยวแรงทำงานแล้วอยู่ที่บ้านกันเท่านั้น
แม้ว่าจะหาคนช่วยไปส่งข่าวให้ลูกชายกับสามีไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็นับว่ายังโชคดีที่วันนี้แม่เฒ่าตู้ที่เป็หมอตำแยนั้นอยู่ที่บ้านไม่ได้ออกไปไหน หญิงสูงวัยทั้งสองโดยเฉพาะหมอตำแยตู้ที่อายุเกือบจะห้าสิบปีแล้วต่างก็รีบพากันวิ่งกลับไปที่บ้านเว่ยเท่าที่สังขารจะอำนวยในทันที
และการทำคลอดฉุกเฉินครั้งนี้จึงมีเพียงสตรีวัยกลางคนสองคนที่เป็หมอตำแยและแม่สามีเท่านั้นที่ต้องช่วยกันทำคลอดให้กับมู่เสี่ยวหลัน
“ แม่อี้หาน เธอรีบไปต้มน้ำร้อนเร็วเข้า ฉันจะรีบไปดูเมียอี้หานก่อน ” หมอตำแยตู้สั่งหลิงซื่อเสร็จก็รีบเดินเข้าไปในห้องที่มีเสียงผู้หญิงร้องโอดโอยด้วยความทรมานโดยที่ไม่ต้องมีใครนำทางเพราะนางสามารถได้ยินเสียงร้องนั้นอย่างชัดเจน
“ โอ๊ยยย ปวดดด ปวดจะตายอยู่แล้ว…. เมื่อไหร่จะออกมาสักทีลูก” มู่เสี่ยวหลันร้องครวญด้วยความทรมาน หากรู้ว่าการคลอดลูกมันจะเ็ปและทรมานมากขนาดนี้ ชาตินี้เธอคงจะไม่ยอมตั้งท้องแน่! มู่เสี่ยวหลันนึกเสียใจที่เธอรีบตัดสินใจมีลูกเพื่อความสบายและมั่นคงของตัวเองในครอบครัวของสามี
“ เธอใจเย็น ๆ ก่อนเมียอี้หาน ขอฉันตรวจดูปากมดลูกก่อนว่าเธอพร้อมคลอดแค่ไหน ไม่ต้องกลัว ผ่อนคลาย ค่อย ๆ หายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ ” หมอตำแยตู้บอกกับมู่เสี่ยวหลันที่ตอนนี้ทรมานจนหน้าซีดและมีท่าทางตระหนกเป็กังวลตามประสาคุณแม่มือใหม่ที่ยังไม่เคยคลอดลูกมาก่อนทันทีที่นางเดินเข้ามาในห้อง
หลังจากที่นางหลิงซื่อถืออ่างน้ำร้อนเข้ามาในห้อง แม่เฒ่าตู้ที่จับท้องนูนป่องเพื่อตรวจดูตำแหน่งทารกเมื่อแน่ใจว่าเด็กกลับหัวและอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว ปากช่องคลอดก็เปิดกว้างพอแล้ว นางก็เริ่มทำคลอดในทันที
“ เอาละนะปากมดลูกเปิดเต็มที่แล้ว ตอนนี้เธอเบ่งตามจังหวะที่ฉันบอกนะแม่หนู หากฉันบอกให้เบ่งตอนไหนเธอก็ต้องเบ่งให้เต็มที่เลย ” เมื่อสังเกตเห็นว่าลมเบ่งมาแล้วซึ่งเป็สัญญาณที่มดลูกกำลังบีบตัวเพื่อที่จะขับให้ทารกที่อยู่ในท้องให้ออกมา แม่เฒ่าหมอตำแยจึงบอกให้มู่เสี่ยวหลันเบ่งทันที “ เอาล่ะ เบ่งตอนนี้เลย ”
“ อื้อออออ, อื้ออออออออออออ โอ๊ยยย ปวด ฮืออออออออ เมื่อไหร่จะคลอดออกมาสักที ” มู่เสี่ยวหลันออกแรงเบ่งอยู่สักพักในที่สุดลูกของเธอก็คลอดออกมา
“ ออกมาแล้ว ออกมาแล้ว ไอ้หยา แม่อี้หาน เมียอี้หาน ดีใจด้วยเป็เด็กผู้ชาย ”
“ แอะ แอะ อุแว๊ อุแว๊ ” เสียงเด็กที่เพิ่งคลอดออกมาร้องเหมือนลูกแมว ก่อนจะโชว์พลังเสียงของตัวเองเต็มที่เมื่อโดนตีที่ก้นจากใครก็ไม่รู้หนึ่งที
มู่เสี่ยวหลันเพราะออกแรงเบ่งอยู่นานทำให้ตอนนี้เธอรู้สึกไร้เรี่ยวแรงไปหมด และรู้สึกเบลอเหมือนจะหน้ามืดเป็ลม หัวใจเต้นแรง เหงื่อแตกซิกจนผมและตัวเปียกชุ่มไปหมด ประกอบกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวในวันนี้เธอจึงทนไม่ไหวอีกต่อไปและค่อยๆหมดสติพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หมดลง
“ ทำยังไงดีเมียอี้หานสลบไปแล้ว รีบปลุกเธอขึ้นมาเร็ว ๆ เข้า ยังเหลือเด็กอีกคนที่ยังไม่คลอดออกมา หากไม่รีบฟื้นขึ้นมา อาจจะไม่รอดทั้งแม่ทั้งลูกแน่ ไอ้หยา แย่แล้วแม่อี้หาน ”
“ เสี่ยวหลัน ๆ ตื่นสิตื่น เธอต้องอดทนนะ อย่าทำให้แม่ใอย่างนี้สิ เธอกับลูกจะต้องปลอดภัย ์ได้โปรดช่วยชีวิตลูกสะใภ้กับหลานของฉันทีแล้วท่านจะเอาชีวิตของยายแก่คนนี้ไปแทนก็ได้ อา ไม่นะ! เธอไม่ยอมฟื้นขึ้นมาสักที ยายแก่คนนี้จะหัวใจวายตายแล้ว ไม่นะ! ไม่นะ! จะทำยังไงดีหมอตำแยตู้ ได้โปรดช่วยลูกสะใภ้กับหลานฉันด้วย ฉันขอร้องล่ะ " นางหลิงซื่อร้องถามหมอตำแยตู้ด้วยความตื่นตระหนก เพราะลูกสะใภ้นางคลอดลูกจนหมดแรงสลบไปแล้วในตอนนี้ และไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาสักทีหลังจากที่พยายามเขย่าตัวและะโเรียกให้มู่เสี่ยวหลันรู้สึกตัว โดยที่นางหลิงซื่อไม่รู้เลยว่าลูกสะใภ้ของนางได้หมดลมหายใจไปแล้ว
หมอตำแยตู้ยื่นมือไปอังที่รูจมูกของมู่เสี่ยวหลัน เมื่อไม่สามารถััถึงลมหายใจได้ ก็ะโเสียงดังด้วยความใและเป็กังวล “ ไอ้หยา แย่แล้ว ไม่หายใจแล้ว อย่างนี้ไม่รอดทั้งแม่ทั้งลูกแน่ ” แม่เฒ่าร้องด้วยความตื่นตะหนก เพราะนางเป็เพียงหมอตำแยรู้เพียงวิธีทำคลอดและรักษาโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น และนางไม่รู้วิธีช่วยชีวิตคนที่เพิ่งจะหมดลมหายใจแบบนี้!
หลิงซื่อได้ยินหมอตำแยตู้พูดแบบนั้นก็ใมาก นางไม่รู้จะทำอย่างไรดี ที่ทั้งลูกสะใภ้ทั้งหลานอีกคนได้เสียชีวิตลงแล้ว ไม่นะ! ทั้งสองคนต้องปลอดภัยสิ นางไม่อาจทำผิดต่อลูกชายและบรรพบุรุษตระกูลเว่ยได้ นางจะต้องช่วยทั้งลูกสะใภ้ทั้งหลานอีกคนให้รอดให้ได้ แต่หญิงชาวบ้านอย่างนางหลิงซื่อจะสามารถทำอะไรเพื่อช่วยสองชีวิตนี้ได้นอกจากพยายามะโเรียกและเขย่าร่างของลูกสะใภ้ต่อไปเพื่อให้มู่เสี่ยวหลันฟื้นขึ้นมาให้ได้
" เสี่ยวหลัน เสี่ยวหลัน แม่ขอร้อง ลูกของเธอคนหนึ่งพึ่งคลอดอีกคนก็ยังอยู่ในท้องเธอจะตายไม่ได้นะ หากเธอรีบฟื้นขึ้นมาแม่สัญญาว่าจะดูแลเธออย่างดีและยอมให้เธอทำตามใจตัวเองทุกอย่างเลย ฮือ ฮือ” นางหลิงซื่อร้องไห้ะโเรียกลูกสะใภ้ให้ฟื้นขึ้นมา พร้อมทั้งเขย่าร่างของมู่เสี่ยวหลันหวังเพียงว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาโดยไว
เมื่อความพยายามของนางและหมอตำแยในการพยายามทำให้มู่เสี่ยวหลันฟื้นกลับมาไร้ผล นางหลิงซื่อก็ได้แต่ร้องไห้มองลูกสะใภ้ที่นอนแน่นิ่งไปแล้วด้วยความสิ้นหวังและเสียใจ โดยเฉพาะหลานคนเล็กของนางที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตามาดูโลกเหมือนกับพี่ชาย
ส่วนลูกสะใภ้ของนางที่ต้องมาอายุสั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ลูกสะใภ้ในฝันและนางก็ไม่ชอบที่หญิงสาวใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจากเงินที่หามาได้อย่างลำบากของลูกชายของนาง ไม่ชอบทำงานในไร่แม้แต่งานบ้านก็ช่วยทำบ้างเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ และไม่ค่อยชอบพูดคุยสุงสิงกับพ่อแม่สามีที่เป็เพียงชาวบ้านไร้การศึกษา
แต่ใครใช้ให้นางมีลูกสะใภ้ที่มีการศึกษาสูง และเป็คนจากในเมืองใหญ่ซึ่งเป็ที่ชื่นชมและยกย่องของคนทั่วไปในยุคนี้
เมื่อหลายคนเห็นว่าที่บ้านของนางสามารถแต่งลูกสะใภ้ที่นอกจากจะหน้าตาสวยงามมากและยังมีคุณสมบัติสูงมากได้ต่างก็พากันอิจฉาไปตาม ๆ กันโดยเฉพาะคนที่มีลูกชายอยู่ในวัยที่พร้อมจะแต่งงานเหมือนกับเว่ยอี้หาน ดังนั้นหากมู่เสี่ยวหลันจะดูแคลนครอบครัวของสามีที่เป็เพียงชาวนามันก็คงไม่แปลกอะไร
อย่างน้อยมู่เสี่ยวหลันก็ไม่เคยทำอะไรที่เป็การอกตัญญูต่อพ่อแม่สามีอย่างนางและเว่ยชิงเทียน กับเว่ยอี้หานเองความสัมพันธ์ก็ถือว่าดีกว่าสามีภรรยาหลาย ๆ คู่ ไม่ถึงกลับรักใคร่หวานชื่นแต่ก็ไม่ถึงกับห่างเหิน ที่นางหลิงซื่อคิดเช่นนี้เป็เพราะมู่เสี่ยวหลันพยายามทำตัวให้ดูเป็ปกติต่อหน้าพ่อแม่สามีนั่นเอง และหากเลือกได้นางหลิงซื่อก็ไม่อยากให้ลูกสะใภ้ต้องมาอายุสั้นแบบนี้เลยสักนิด
ในขณะที่แม่เฒ่าหมอตำแยและแม่สามีกำลังว้าวุ่นวิตกกังวลอยู่นั้น........
* ทันใดนั้นเองร่างที่หมดลมหายใจไปแล้วก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา
เมื่อหมอตำแยตู้เห็นว่ามู่เสี่ยวหลันฟื้นขึ้นมาแล้วนางก็ร้องอุทานด้วยความใและดีใจ “ เมียอี้หานฟื้นแล้ว! รีบเอาน้ำตาลทรายแดงละลายน้ำให้ดื่มเร็วเข้า เธอจะได้มีแรงเบ่ง ” หมอตำแยตู้หันไปสั่งหลิงซื่อผู้เป็แม่สามี
ถึงมู่เสี่ยวหลันจะไม่ใช่คนในครอบครัวแต่สามแม่ลูกคือคนที่นางทำคลอดให้ หากเป็ไปได้นางก็้าให้แม่และเด็กที่ทำคลอดให้นั้นปลอดภัยทุกคน ถึงแม้ว่าจะเป็ไปไม่ได้และมีแม่หรือลูกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถก้าวผ่าน่เวลาแห่งความเป็ความตายนี้ไปได้ โดยสาเหตุสำคัญล้วนมาจากภาวะทุพโภชนาการของคนในยุคนี้ทำให้แม่และเด็กที่อยู่ในครรภ์สุขภาพไม่แข็งแรงเพราะขาดการบำรุงนั่นเอง
ที่สำคัญนี่เป็อาชีพที่ใช้หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของนางและครอบครัว หากมีคนตายจากการทำคลอดของนาง ชาวบ้านก็คงไม่เชื่อถือและจ้างนางไปทำคลอดให้กับคนในครอบครัวของพวกเขา นางตู้ซื่อไม่รอช้าเมื่อเห็นว่ามู่เสี่ยวหลันพอจะมีแรงบ้างแล้ว ก็รีบบอกให้มู่เสี่ยวหลันเบ่งคลอดต่อทันที ก่อนที่จะสายเกินไปและไม่สามารถช่วยชีวิตทารกอีกคนเอาไว้ได้