เป็ครั้งแรกที่ผู้ดำรงวิชาชีพแพทย์มาค่อนชีวิตรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการเช่นนี้ บนหน้าผากหมอชรามีเม็ดเหงื่อผุดพรายบ่งบอกถึงความตึงเครียด ที่สำคัญคือมือยังสั่นเล็กน้อย
“ท่านหมอ ท่านเบามือหน่อย เบา ๆ หน่อย!”
ลู่กุ้ยหลานร้อนใจอยู่แล้ว เมื่อเห็นท่าทางของท่านหมอก็ยิ่งสงสารสามีจับใจ นางกัดมือตัวเองแน่นบอกชัดถึงความกังวล
“เ้าอย่าพูดสิ!”
หมอชราบริภาษด้วยความไม่พอใจ สถานการณ์กดดันเช่นนี้ยังจะทำให้เสียสมาธิอีก
เหอจิ่วเหนียงจับมือลู่กุ้ยหลานพลางปลอบ “ไม่เป็ไรนะ ไม่ต้องกังวล”
ในใจของสตรีสองภพนึกกระหวัดถึงห้องผ่าตัดในยุคที่ตนจากมา คิดแล้วก็รู้สึกทึ่งกับวิวัฒนาการของมันที่สามารถป้องกันเชื้อโรคจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถป้องกันไม่ให้เสียงรบกวนจากญาติผู้ป่วยเข้ามารบกวนการทำงานของแพทย์ได้อีกด้วย
กว่าจะล้างแผลเสร็จไม่ใช่เื่ง่าย ในที่สุดก็ถึงขั้นตอนทายาจินฉวงและพันแผลให้จางซง ขณะที่หมอชรากำลังทายาลงบนแผล เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยออกมา “ท่านหมอ แผลใหญ่ขนาดนี้กว่าจะหายสนิทคงใช้เวลาใช่หรือไม่เ้าคะ?”
หมอสูงวัยมีความประทับใจในความฉลาดเฉลียวของสตรีผู้นี้ จึงตอบกลับด้วยความใส่ใจ “ใช่ จะหายดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเขาแล้ว แต่เขาดวงแข็งเหมือนกันนะ สามารถอดทนมาได้ถึงตอนนี้นับว่าไม่เลวเลย”
ลู่กุ้ยหลานได้ยินวาจาท่านหมอก็จะร้องไห้อีกครั้ง
เหอจิ่วเหนียงเข้าประเด็น “ท่านช่วยเย็บแผลเหมือนกับเย็บเสื้อผ้าได้หรือไม่เ้าคะ รอให้แผลสมานกันแล้วค่อยเอาด้ายออก”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร!” ผู้เป็หมอมาเกินครึ่งชีวิตมีสีหน้าถมึงทึงทันควัน “แม่นาง ถ้าไม่รู้อะไรก็อย่าพูดจาเลอะเทอะดีกว่า!”
สตรีคนนี้ตอนแรกยังฉลาดอยู่แท้ ๆ ตอนนี้เหตุใดถึงสมองกลับเสียแล้ว เสื้อผ้ากับผิวคนจะเอามาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร!
“ไม่ลองจะรู้ได้อย่างไรกัน?”
เหอจิ่วเหนียงไม่ละความตั้งใจ แต่หากออกจากโรงหมอแห่งนี้แล้วนางคงไม่มีโอกาสช่วยพี่เขยอีก อย่างไรเสียจางซงก็เป็สามีของน้องสาว นางเองก็มีสถานะม่าย หากทำอะไรต่อหน้าธารกำนัลต้องตกเป็ขี้ปากแน่ ดังนั้นต้องพึ่งท่านหมอให้ช่วยจัดการ
“หากเ้ามีความสามารถก็ทำเองสิ ข้าไม่ทำเด็ดขาด!”
หมอชราขุ่นเคืองมาก ชี้นิ้วสั่งทุกคนหลีกทางให้สตรีอวดเก่งทันที
เขาเดิมพันในใจว่านางไม่กล้าทำแน่นอน ก็แค่ชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง จะไปมีทักษะสูงส่งอย่างการแพทย์ได้อย่างไร!
เพ้อเจ้อ!
แต่ใครเลยจะคิดว่าหลังจากทุกคนถอยหากออกไป เหอจิ่วเหนียงจะนั่งลงข้างจางซงทันทีโดยไม่ถ่อมตัว
ช่างเถอะ มีประจักษ์พยานเยอะแยะขนาดนี้ บวกกับสถานการณ์บีบบังคับ นางคงไม่ตกเป็ที่ครหาว่ายุ่งกับสามีคนอื่นหรอกกระมัง
หมอเฒ่านี่ไม่อยากทำ เช่นนั้นนางจะลงมือเอง!
สตรีหัวก้าวหน้าหันไปบอกกับเด็กผู้ช่วย “รบกวนพี่ชายช่วยเตรียมเข็ม ด้าย และกรรไกรให้ข้าที ทางที่ดีใช้น้ำร้อนจัดลวกทำความสะอาดก่อน”
เด็กผู้ช่วยสับสนเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรทำตามหรือไม่
หมอชรากำลังโกรธ จึงกระฟัดกระเฟียดไม่สนใจอะไรนั้งนั้น ทว่าหมอวัยกลางคนกลับอยากพิสูจน์วิธีการรักษาของหญิงสาว จึงพยักหน้ากับเด็กผู้ช่วย “เ้ารีบไปเตรียมเถอะ”
เด็กผู้ช่วยจึงรีบไปจัดการ ลู่กุ้ยหลานดึงแขนเสื้อเหอจิ่วเหนียงด้วยความไม่สบายใจ นี่ก็มาถึงโรงหมอแล้ว เหตุใดกลับกลายเป็ว่าพี่สะใภ้สามต้องลงมือเองด้วยล่ะ
“น้องหญิง เชื่อใจข้าเถอะ สามีเ้าปลอดภัยแน่นอน”
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากพูดอะไรมากกว่านี้ อธิบายไปก็ไม่ชัดเจนอยู่ดี รอดูผลลัพธ์เอาเองก็แล้วกัน
ไม่รู้เพราะเหตุใด ลู่กุ้ยหลานรู้สึกว่าพี่สะใภ้สามแปลกไปจากเดิมมาก เมื่อก่อนเป็คนขี้อาย บัดนี้กลับกลายเป็คนกล้าแสดงความคิดของตัวเอง ถึงกระนั้นนางก็รู้สึกวางใจและพยักหน้าให้อีกฝ่าย
อย่างไรเสียก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวอีก ลองดูสักตั้งก็แล้วกัน!
เหอจิ่วเหนียงเทยาจินฉวงลงบนแผลฉกรรจ์ด้วยท่าทางเงอะงะ แน่นอนว่านางแสร้งทำ นางเทลงไปบาง ๆ ชั้นหนึ่ง จากนั้นเด็กผู้ช่วยก็กลับมาพร้อมอุปกรณ์ที่้า
เมื่อมีสิ่งของพร้อมสรรพ เหอจิ่วเหนียงจึงไม่อาจนำอุปกรณ์ผ่าตัดจากห้วงมิติออกมาใช้ ทำได้เพียงหยิบเข็มยาวเล่มบางเฉียบขึ้นมา สอดปลาเรียวแหลมลงบนิับริเวณขอบแผลของจางซง ท่าทางราวกับเย็บผ้าก็มิปาน
ลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นไม่อาจทนมองได้ พวกนางกอดบุตรของตนหันหน้าไปทางอื่น ส่วนหมอหนุ่มกลับตั้งตาดูด้วยความรู้สึกเหลือเชื่ออย่างมาก
หมอชรายืนหันหลังให้พวกเขา ยังคงนึกค่อนแคะวิธีการของหญิงสาวชาวนา แต่เมื่อสังเกตได้ว่าพฤติกรรมของบุตรชายยังคงนิ่งเงียบ คล้ายว่ากำลังจดจ่ออยู่ก็อดประหลาดใจไม่ได้ จึงตัดสินใจหันกลับไปมอง…
“เหตุใดถึงเย็บเข็มเดียวแล้วตัดด้ายออกล่ะ?”
หมอชราไม่เข้าใจ การเย็บผ้าต้องเย็บให้เสร็จถึงจะตัดด้ายไม่ใช่หรือ? แต่นางกลับเย็บจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งแล้วตัดด้าย จากนั้นก็เริ่มเย็บใหม่เป็เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
“ง่ายต่อการตัดด้ายออกหลังจากแผลสมานกันแล้วเ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงบอกเหตุผลง่าย ๆ พลันนั้นหางตาก็เหลือบเห็นจางซงได้สติแล้ว สีหน้าของเขาค่อนข้างดุร้าย ขณะที่คนได้สติกำลังจะขัดขืน เสียง *ตุบ!* ก็ดังขึ้นหนึ่งครั้ง…
เหอจิ่วเหนียงง้างมือทุบชายหนุ่มจนสลบไป…
ทุกคนตกตะลึงกับภาพที่เห็น!
“ขั้นตอนนี้ทรมานมาก ข้ากลัวเขาขัดขืนจึงต้องทำรุนแรงแบบนี้”
แม้ลู่กุ้ยหลานจะสงสารสามีปานใด แต่เมื่อไตร่ตรองก็รู้สึกว่าที่พี่สะใภ้กล่าวมามีเหตุผล ไม่รับรู้ก็ไม่เ็ป…
เพียงแต่...
เหตุใดฝ่ามือของพี่สะใภ้สามถึงทำให้คนหมดสติง่ายดายเพียงนี้ ราวกับเคยทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็มิปาน
เนื่องจากต้องแสร้งว่าไม่ถนัด เหอจิ่วเหนียงจึงทำทุกกระบวนการเป็ไปอย่างเชื่องช้า กลุ่มคนที่ดูอยู่เมื่อเห็นท่าทางไม่มั่นใจของนางก็เริ่มมีเหงื่อเย็นผุดพรายด้วยความกังวล
ทันใดนั้นจางหย่งก็เอ่ยถามเสียงเบา “แล้วแผลของข้าต้องเย็บเช่นนี้ด้วยหรือไม่?”
“อืม” เหอจิ่วเหนียงตอบกลับ “ถึงแผลของเ้าจะไม่ใหญ่เท่าน้องเขย แต่ก็ต้องเย็บสักหน่อยถึงจะหายสนิท อากาศร้อนเช่นนี้ขืนปล่อยไว้จะยิ่งสาหัส”
จางหย่งนิ่งอึ้งในบัดดล เขาปรารถนาให้ความตายมาเยือนเสียตอนนี้เลยจริง ๆ!
พี่ใหญ่หมดสติแต่เจ็บจนฟื้นขึ้นมา แต่กลับถูกตีให้สลบไปอีก แล้วเขาล่ะจะมียถากรรมอย่างไร?
พี่สะใภ้ช่างไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย!
แม้แต่นางเสิ่นผู้เป็ภรรยาได้ยินคำพูดของเหอจิ่วเหนียงก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที “พี่สะใภ้สามพูดถูก อากาศร้อนจัดแบบนี้จะปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด ควรเย็บ!”
จางหย่ง “…”
เ้าไม่ใช่คนถูกเย็บนี่ เ้ายืนพูดอย่างมากก็แค่ปวดเอว!
.
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม ในที่สุดแผลฉกาจก็ถูกเย็บเรียบร้อย เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้น หลีกทางให้หมอชราช่วยเทยาลงบนแผลอีกครั้ง ก่อนจะปิดท้ายด้วยผ้าพันแผล
หมอาุโอยากจะเล่นตัวสักหน่อย แต่เมื่อเห็นแผลหลังผ่านการเย็บดูดีขึ้นกว่าเดิมมากเขาจึงยอมอ่อนข้อ นั่งลงและตั้งใจทำขั้นตอนต่อไปแต่โดยดี
“ป้าสะใภ้ ท่านพ่อจะไม่ตายแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?”
หู่จือที่เงียบมาตลอดเห็นเหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นในที่สุดก็เอ่ยถามทันที ดวงตากลมโตที่ใช้จับจ้องเต็มไปด้วยความหวัง
“ใช่ พ่อเ้าปลอดภัยแล้ว เ้าวางใจได้”
เหอจิ่วเหนียงอยากลูบศีรษะเด็กน้อย แต่…ช่างเถอะ จึงเปลี่ยนเป็หยิกแก้มเขาแทน และเอ่ยต่อ “ท่านตากับท่านยายรอเ้าอยู่ที่ประตูเมืองทางทิศใต้ เ้าไปถูกหรือไม่ ไปส่งข่าวให้พวกเขาก่อน พวกเขาจะได้ไม่ต้องเป็ห่วง”
หู่จือพยักหน้า “ข้าไปถูก ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
สิ้นเสียงร่างเล็กก็วิ่งปราดออกไปทันที
แม้ครอบครัวจางจะเพิ่งเข้าเมืองมาได้เพียงสองวัน แต่สองวันนี้หู่จือออกไปขอทานจากคนร่ำรวยมาทั่วทุกที่เพื่อซื้อข้าวกลับมาให้น้องสาว ดังนั้นเด็กน้อยสู้ชีวิตจึงคุ้นเคยกับเส้นทางเป็อย่างดี
ลู่กุ้ยหลานเสียใจยิ่งเมื่อตระหนักว่าบุตรสาวอย่างตนทำให้บิดามารดาต้องเป็ห่วง พลันนั้นอารมณ์ถูกบีบคั้นจนหลุดเสียงสะอื้นไห้ออกมา แต่เมื่อหันกลับไปเห็นพี่สะใภ้ยืนจ้องมองอยู่จึงได้สติและรีบปรับอารมณ์ให้สงบลง พลางส่งสายตาขอลุแก่โทษและรีบเอามือปาดน้ำตาแรง ๆ “เอ่อ…เอ่อ…สามีข้าทำแผลเสร็จแล้ว ข้าจะไปดูเขาหน่อย!”
เหอจิ่วเหนียงหมดคำพูดจริง ๆ ลู่กุ้ยหลานเ้าน้ำตายิ่งกว่าซุ่ยเอ๋อร์เสียอีก!
หลังจากจางซงได้รับการทำแผลเสร็จก็ถึงคราวของผู้เป็น้องชาย ทันทีที่จางหย่งหย่อนก้นนั่งก็มองหน้าเหอจิ่วเหนียงตาปริบ ๆ “พี่สะใภ้ ตีข้าให้สลบที!”
เหอจิ่วเหนียง “...”
นางให้คำเตือนด้วยความหวังดี “ตอนนี้แค่ตัดเนื้อเน่าเปื่อยออกก็อยากให้ข้าตีสลบแล้วหรือ ตอนเย็บแผลเ้าอาจเจ็บจนฟื้นได้ ถึงตอนนั้นก็ต้องตีเ้าให้สลบอีกครั้ง เ้าจะเจ็บตัวหลายต่อนะ”
ชายผู้กลัวความทรมานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างลังเล “แล้ว…แล้วแบบไหนมันเจ็บกว่าหรือ?”
.
.
.