สายลมพัดพา สกุณาขับขานเพลงแห่งอรุณรุ่งวันใหม่มาเยือนราวกับนัดหมาย
มิทันสิ้นเสียงไก่ขัน ต้วนจื่อก็ลุกจากเตียง
เพราะผลประโยชน์จากการบรรลุขอบเขตเนื้อหนังขั้นที่เก้าเมื่อวานส่งผลให้ร่างกายแข็งแกร่ง จิตใจเบิกบาน
ยามเช้าตรู่คือ่เวลาทองของการบ่มเพาะพลังต้วนจื่อจึงมิอาจปล่อยผ่าน
ร่างหนึ่งกระโจนจากหน้าต่าง พลิ้วกายดุจวานรปีนป่ายสู่หลังคาโรงเตี๊ยม นั่งขัดสมาธิลง หายใจเข้าออก ปรับสมดุลพลัง
การฝึกตนของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเนื้อหนังขั้นระดับเก้าคือการใช้ร่างกายเป็เตาหลอม ปราณและลมเป็เน่ยตัน จิตใจเป็พลังขับเคลื่อนบ่มเพาะตามขั้นตอนจนปราณในกายรวมตัว ก่อเกิดเป็รูปธรรมในตันเถียน
กล่าวโดยสรุป คือการสร้างเน่ยตันภายใน! [1]
เมื่อเน่ยตันภายในก่อเกิดเส้นทางสู่ขอบเขตเริ่มยุทธ์ก็มิไกลเกินเอื้อม
ต้วนจื่อประสานมือ โอบอุ้มลมปราณ หลับตาลงจิตใจสงบนิ่ง
ไม่คิด ไม่มอง ไม่ฟัง ไม่เคลื่อนไหว
ลมหายใจค่อยๆ แ่เบาทว่าลึกและยาวดุจเต่าจำศีล
ยามหายใจออกจิตสำนึกนำพาปราณไหลผ่านอกสู่กระเพาะจรดท้องน้อย อกยุบลงเล็กน้อย
พลันบังเกิดความรู้สึกปราณดิ่งสู่เบื้องล่างแผ่ซ่านทั่วร่าง
นี่คือ "ปราณรวมสู่ตันเถียน!"
จากนั้นต้วนจื่อสำรวมจิตในตันเถียนพลังภายในโคจรตามเส้นเหรินและตู วนจนครบหนึ่งรอบ ‘จุลจักรวาล’ของพลังปราณภายใน
ครั้นแล้ว พลังภายในก็เคลื่อนผ่านนอกเหนือจากเส้นเหรินและตู ยังไหลเวียนตามเส้นอื่นๆ วนรอบหนึ่ง"มหาจักรวาล"
เมื่อมหาจักรวาลก่อเกิดต้วนจื่อจึงนำพาปราณไหลผ่าน จากกระหม่อมสู่กลางหลัง แยกออกเป็สองฝั่งซ้ายขวาจนพลังภายในเชื่อมต่อทุกเส้นลมปราณและไขกระดูก
ยามนั้น ทั่วร่างของเขา ทั้งภายในและภายนอกพลังปราณล้วนเต็มเปี่ยมราวกับมีพลังงานไร้ขีดจำกัด
"กระบวนการบ่มเพาะกายหยาบก็เป็เช่นนี้ต่อไปก็เพียงแต่ต้องทำซ้ำ วนเวียนต่อไป" ต้วนจื่อพ่นลมหายใจขุ่นมัวดวงตาเป็ประกาย
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมการบ่มเพาะตันเถียนนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ทว่าเมื่อลงมือด้วยตนเองกลับมิได้เกินจริงถึงเพียงนั้น
บางทีอาจเป็เพราะเขาบรรลุถึงขอบเขตเนื้อหนังระดับเก้าเส้นลมปราณหลายสายจึงเปิดออก พลังจึงไหลเวียนได้อย่างไร้อุปสรรค
"ทำต่อไป" เมื่อคิดได้เช่นนั้น ต้วนจื่อก็สงบจิตหลับตาลงอีกครั้งบ่มเพาะตันเถียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ใน่เวลานี้พลังที่พลุ่งพล่านจากการบรรลุขอบเขตเนื้อหนังระดับเก้าค่อยๆ ถูกควบคุมจนสงบ
กาลเวลาผันผ่านแสงตะวันสาดส่องลอดม่านหมอกย้อมร่างต้วนจื่อเป็สีทองอร่าม
เมื่อบ่มเพาะถึง่สายๆ เขาก็หยุด
่ห้านาฬิกาถึงเจ็ดนาฬิกาคือ่เวลาทองของการบ่มเพาะในเมืองจื่อหราน เมื่อล่วงเลย่เวลานี้ไปพลังจากฟ้าดินก็จะลดทอนลง การบ่มเพาะจึงมิได้ผล
เมื่อสำรวจตันเถียนต้วนจื่อก็พบว่าเน่ยตันภายในเริ่มก่อตัว หากเขาไม่พึ่งพาค่าเทียนซิ่วแล้วบ่มเพาะต่อไปอีกหนึ่งสัปดาห์เขาก็จะสามารถบ่มเพาะเน่ยตันและรับพลังภายในก้าวสู่ขอบเขตเริ่มยุทธ์
ทว่าหากใช้ค่าเทียนซิ่วเขาก็สามารถเร่งให้เน่ยตันก่อตัวได้ในพริบตา และทะยานสู่ขอบเขตเริ่มยุทธ์
แต่ต้องมีค่าเทียนซิ่วเพียงพอ
[ติ๊ง! ยินดีด้วยท่านผู้ใช้บรรลุการบ่มเพาะ ได้รับค่าเทียนซิ่ว +77!]
"กร๊อบๆ ..."
ต้วนจื่อลุกขึ้นยืดเหยียดร่างกายเล็กน้อยทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ สบายตัวชะมัด
"การประลองเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลจะเริ่มในเก้านาฬิกาเวลายังเหลืออีกมาก"
หลังจากฝึกฝนพลังบนหลังคาโรงเตี๊ยมเขาก็กลับสู่ห้องพัก
หลังจากที่เท้าแตะพื้น ประตูก็เปิดออกพอดี
เป็ต้วนเยว่เอ๋อร์ที่ก้าวเข้ามาสองมือถือชามมาด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
"เสี่ยวจื่อนี่คือแกงเกราะเสือที่ข้าตุ๋น มีสรรพคุณบำรุงหยิน เสริมไต บำรุงกำลังเ้าดื่มซะจะได้บำรุงร่างกาย"
ต้วนจื่อส่ายหน้า"ท่านพี่ ร่างกายข้าแข็งแรงดี มิจำเป็ต้องบำรุง"
"ข้ารู้ว่าพวกผู้ฝึกยุทธ์แข็งแรงกว่าคนทั่วไปแต่ของบำรุงกำลังเหล่านี้ก็ต้องดื่ม จะได้เสริมศักยภาพในด้านนั้นๆ" ต้วนเยว่เอ๋อร์วางชามแกงเกราะเสือ แล้วเตือนว่า "ต่อไปก็อ่อนโยนกับน้องเถียนโหรวโหรวหน่อย อย่ารุนแรงนักเด็กน้อยที่เพิ่งผลิบาน มิอาจทานทนแรงกระแทกกระทั้น รังแต่จะฉีกขาด เจ็บตัวเปล่าๆ"
"???" สีหน้าต้วนจื่อเต็มไปด้วยความสงสัย
"ท่านพี่ว่าอะไรนะ? ข้าฟังไม่เข้าใจ"
"ยังจะเสแสร้งอีก? เ้านี่มันน่าปวดหัวจริงๆ!" ต้วนเยว่เอ๋อร์เท้าเอวมองด้วยสายตายียวน"เ้าไม่ต้องห่วงไป ข้ามิใช่คนหัวเก่าข้ารู้ว่าพวกเ้าเืลมพลุ่งพล่าน ชอบความท้าทายแต่ก็ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของสตรี เห็นเถียนโหรวโหรวยังไม่ฟื้นก็รู้ว่าเมื่อคืนเ้าคงสำแดงฤทธิ์มากไป"
มุมปากต้วนจื่อกระตุก
เขาสงสัยว่าต้วนเยว่เอ๋อร์เข้าใจอะไรผิดไป
ไม่!
ไม่ต้องสงสัย!
ต้วนเยว่เอ๋อร์เข้าใจบางอย่างผิดอย่างแน่นอน!
"ท่านพี่เื่นี้ไม่ได้เป็อย่างที่ท่านคิด เมื่อคืนข้ากับเถียนโหรวโหรว มิได้..."
"เอาเถิดๆ ไม่ต้องอธิบายก็ได้ข้าเข้าใจดี" ต้วนเยว่เอ๋อร์มองน้องชายด้วยสายตาลึกซึ้งพลางพยักหน้าเห็นด้วย
"เมื่อคืนข้าบอกที่อยู่ให้แก่สหายข้าแล้วสถานที่นัดหมายเป็หอเหมันต์จันทราซึ่งไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมเดี๋ยวพี่จะไปรอที่นั่นก่อน ส่วนอาหารเช้า เสี่ยวเอ้อร์จะนำขึ้นมาให้เ้าอย่าลืมแบ่งให้เถียนโหรวโหรว แล้วปลอบประโลมนางเสียหน่อยเล่า"
กล่าวจบก็มิทันให้ต้วนจื่อได้โต้แย้งนางหมุนตัวลงบันได เดินออกจากโรงเตี๊ยม
[ติ๊ง! ยินดีด้วย ผู้ใช้ถูกเข้าใจผิด +การอธิบายไม่กระจ่าง สำเร็จสองการแสดงต่อเนื่อง ได้รับค่าเทียนซิ่ว +100!]
"ระบบ เ้าจงใจเยาะเย้ยข้า"
"ข้ามิสนว่าท่านจะเห็นเช่นไรข้าสนแต่ความรู้สึกของข้าเอง!"
ต้วนจื่อ "..."
เอา! ง้าว! มา!
ด้วยความอัดอั้นเขาจึงไปยังห้องของเถียนโหรวโหรว
เสียงเคาะประตูดังขึ้น...ทว่าข้างในเงียบสนิท
“สาวน้อยคนนี้ยังไม่ตื่นอีกหรือไง?”ต้วนจื่อขมวดคิ้ว เปิดประตูเข้าไป
เมื่อสำรวจทั่วห้องเขาก็ไม่พบร่างของเถียนโหรวโหรว
"หรือจะอยู่ในห้องน้ำ? ไม่น่าจะเป็ไปได้... "
ต้วนจื่อชะงักไปครู่หนึ่งเดินไปยังห้องสุขาเล็กๆ ด้วยใจที่ยังคลางแคลง เขาเปิดประตูออก
ในชั่วพริบตาเวลาและสรรพสิ่งรอบกายราวกับหยุดเคลื่อนไหว
ในห้องสุขาเถียนโหรวโหรวกำลังนั่งชันเข่าเหนือหลุม ทั้งร่างสวมตู้โต้วเพียงชิ้นเดียว
เมื่อรู้สึกถึงแสงสว่างที่ลอดผ่านนางเงยหน้าขึ้นด้วยความใ แล้วสบตาต้วนจื่อเข้าอย่างจัง
บรรยากาศกลายเป็เงียบสงัด
ครานี้ ไร้สุรเสียง กลับทรงพลังกว่าเสียงใด!
ทันใดนั้นแก้มนวลของเถียนโหรวโหรวก็แดงก่ำราวกับมีกลีบทับทิมสองกลีบแ่ปลิวมาแตะ
[ติ๊ง! ยินดีด้วย ผู้ใช้ถ้ำมองสำเร็จได้รับค่าเทียนซิ่ว +66!]
"ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น"ต้วนจื่อชะงักงัน จากนั้นสติก็กลับคืนมาราวกับฟ้าผ่ารีบหมุนตัวกลับด้วยความเร็วที่สุดในชีวิต
ในเสี้ยววินาทีต่อมาเขาก็ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ จึงหมุนตัวกลับไปอีกครั้ง
"อ๊ะ!" เถียนโหรวโหรวรีบเอามือปิดบัง่ล่างกัดริมฝีปาก ทั้งอายทั้งโกรธ
ท่านต้วนจื่อคิดจะทำอะไร?
เห็นเพียงครั้งเดียวคงไม่พอหรือถึงกับอยากเห็นอีกครั้งเชียวหรือ?
"คือว่า...ข้าไม่ได้ตั้งใจขออภัยด้วย" ต้วนจื่อทำท่าทางขอโทษ แล้วรีบปิดประตูลง
เขารู้สึกว่าวันนี้ช่างโชคร้าย
รุ่งสางก็ถูกต้วนเยว่เอ๋อร์เข้าใจผิดอธิบายอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
และแล้วด้วยความไม่ระมัดระวังเปิดประตูเข้าไป ได้เห็นภาพเถียนโหรวโหรวกำลังปลดทุกข์ต่อหน้าต่อตาแถมยังได้ยินเสียงน้ำเล็กน้อยอีก
เวรเอ๊ย นี่มันหายนะชัดๆ!
"โหรวโหรวเดี๋ยวจะมีคนนำอาหารเช้ามาให้ เ้ากินเองตามสบายเลยนะ ข้ามีธุระต้องออกไป"ต้วนจื่อหัวเราะกลบเกลื่อน แล้วรีบปลีกตัวออกจากที่เกิดเหตุ
หลังจากเขาจากไปเถียนโหรวโหรวก็แอบมองจากช่องประตูในห้องสุขา เมื่อมั่นใจว่าต้วนจื่อจากไปแล้วนางจึงค่อยๆ เดินออกมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
"น่าอายนักต่อไปข้าจะกล้าพบหน้าคุณชายได้อย่างไร!"
เถียนโหรวโหรวเอามือปิดหน้าพลางกระทืบเท้าท่าทางขวยเขินนั้นราวกับดอกไม้ที่เพิ่งผลิบาน แอบซ่อนอยู่หลังพุ่มใบไม้สีเขียวไม่กล้าอวดโฉม
เนื่องจากเป็ห้องส่วนตัวนางจึงมั่นใจว่าจะไม่มีใครรบกวน นางจึงมิได้ลงกลอนประตูห้องสุขา
แต่คาดไม่ถึงว่า ต้วนจื่อจะบุกเข้ามาแถมยังเปิดประตูโดยไม่ลังเล ไม่ให้มีเวลาตั้งตัวเสียอีก
ครั้นนึกถึงภาพที่น่าอับอายนั่นแล้วใบหน้าเถียนโหรวโหรวก็ร้อนผ่าว
"คุณชาย เขา...เขาเห็นหรือเปล่านะ?"
.........
นอกโรงเตี๊ยมต้วนจื่อมุ่งหน้าสู่จวนสกุลต้วนพลางครุ่นคิดในใจ
บัดซบแล้ว
ข้ากลับทำเื่มิบังควรเื่ที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อชายชาตรี!
น่าตำหนิตัวเองที่สายตาไม่ไวพอหากมีเวลาให้เขาอีกเพียงชั่วครู่ เขาจะต้องเห็นทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง!!
"ผิดพลาดครั้งนี้ ช่างมันเถิดคราวหน้าค่อยแก้ตัวใหม่" ต้วนจื่อกำหมัดแน่นแววตาเด็ดเดี่ยว เขาเร่งฝีเท้าเดินทางสู่จวนสกุลต้วนราวๆ เจ็ดนาฬิกา
ยังไม่ทันได้เหยียบย่างเข้าไปก็ได้ยินเสียงเซ็งแซ่ดังมาแต่ไกลบรรยากาศครึกครื้นปกคลุมทั่วจวน
ผู้คนมากมายทยอยเข้าสู่จวนสกุลต้วนดุจสายน้ำหลาก
ในฐานะตระกูลใหญ่แห่งเมืองจื่อหรานอำนาจตระกูลต้วนเป็ที่ประจักษ์การประลองเชื่อมสัมพันธ์ที่จัดร่วมกับตระกูลโอวหยาง คือมหกรรมประจำปีผู้คนจากหลายตระกูลมาร่วมชมเพื่อสร้างสัมพันธ์และสังเกตความแข็งแกร่งของคนรุ่นเยาว์เพื่อใช้ประเมินความห่างชั้นของแต่ละตระกูล
สถานที่จัดงานคือลานประลองต้วนจื่อพบว่าภายในจัดเตรียมที่นั่ง แบ่งเป็ที่นั่งชั้นในและชั้นนอก
ผู้มีฐานะสูงศักดิ์นั่งที่นั่งชั้นในที่เหลืออยู่ชั้นนอก
ที่นั่งชั้นนอกเต็มไปด้วยผู้คนสนทนากันอย่างออกรส
ที่นั่งชั้นในยังว่างอยู่คงมีผู้ที่ยังมาไม่ถึง
ต้วนจื่อกวาดสายตาไปทั่วก็มองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
โอวหยางลาเฟิง โอวหยางซวง ลวี่ฉาเปี่ยว...
คนเหล่านี้มิอยู่ในสายตาสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาจริงๆ คือตำแหน่งกลางที่นั่งชั้นใน
ณ ที่แห่งนั้น เ้าสกุลต้วน ต้วนเฉวียนเซินกำลังสนทนากับผู้มีอำนาจจากหลายตระกูลใหญ่ด้วยรอยยิ้ม
ราวกับรับรู้ถึงสายตาที่จับจ้องเขากวาดสายตามองไปยังมุมหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าเป็ต้วนจื่อสีหน้าต้วนเฉวียนเซินชะงัก ขมวดคิ้วลงเล็กน้อย สีหน้าเยียบเย็น แววตาฉายแววอำมหิต
"คิดไม่ถึงว่าไอ้ลูกไม่มีพ่อจะกล้ามาประลองเชื่อมสัมพันธ์วันนี้ข้าจะกำจัดเ้าเพื่อมิให้เป็ภัยในภายหน้า!"
เสียงพึมพำอำมหิตนั้น ต้วนจื่อมิได้ยินเขาเก็บสายตา แล้วยืนเงียบรอคอยการเริ่มต้น
ในตอนนั้นเอง เสียงอื้ออึงก็ดังขึ้นจากฝูงชน
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังทางเข้าลานประลอง
ต้วนจื่อชะงักไป เมื่อเหลือบมองตามไปก็อดมิได้ที่จะตกตะลึง
ร่างงามเพรียวบางเดินเข้ามาในลานประลองท่ามกลางการคุ้มกันของบริวาร
สายลมโชยมา พัดพากลิ่นหอมจางๆ
ร่างงามผู้นั้นมิใช่ใครอื่นคุณหนูแห่งสมาคมการค้าเยี่ยน...เยี่ยนชุยเสวี่ย!