หากมีใครสักคนตั้งคำถามขึ้นมากลางวงสนทนาของเหล่าทหารเดนตาย พ่อค้าอาวุธเถื่อน หรือบรรดาผู้ที่คลุกคลีอยู่กับกลิ่นคาวเืของาว่า... ‘กองกำลังทหารรับจ้างกลุ่มใด ที่ได้ชื่อว่าดุดัน โเี้ และอันตรายที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน?’
คำตอบที่ทุกคนจะนึกถึงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ย่อมหลีกหนีไม่พ้นภาพของ ‘สัญลักษณ์หัวหมาป่าแยกเขี้ยว’ ที่ดูน่าเกรงขามและชวนให้ขนลุกซู่ในคราวเดียวกัน
และสถานที่แห่งนี้ก็คือหนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญของพวกเขา... ฐานทัพทหารรับจ้าง ‘วูลฟ์แฟง (Wolf Fang - เขี้ยวหมาป่า)’ สาขาตะวันออกกลาง
อย่าได้หลงคิดดูถูกเพียงเพราะได้ยินคำนำหน้าว่าพวกเขาเป็เพียง ‘ทหารรับจ้าง’ หรือกลุ่มคนที่ยอมจับปืนแลกกับเศษเงินเด็ดขาด เพราะในความเป็จริงแล้ว ขุมกำลังและอำนาจทางการทหารขององค์กรวูลฟ์แฟงนั้น ยิ่งใหญ่และทรงพลังมากพอที่จะสามารถต่อกรกับกองทัพของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งได้อย่างสูสี
นอกจากกำลังพลระดับพระกาฬที่ล้วนแล้วแต่เป็การรวบรวมเอา ‘หัวกะทิ’ จากหน่วยรบพิเศษระดับโลก ไม่ว่าจะเป็หน่วยซีล (SEALs), เดลต้าฟอร์ซ (Delta Force), สเปซนาซ (Spetsnaz) หรืออดีตสายลับจากทั่วทุกมุมโลกมารวมกันไว้ที่นี่แล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์ที่พวกเขาก็ล้วนแต่เป็เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด ไม่น้อยหน้าไปกว่าของกองทัพหลักจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจเลยแม้แต่น้อย
ภายในฐานทัพที่กินพื้นที่กว้างขวางหลายร้อยไร่กลางทะเลทรายแห่งนี้ มีั้แ่ขบวนรถถังหุ้มเกราะรุ่นใหม่ล่าสุดที่เรียงรายอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์ เครื่องบินรบขับไล่ที่พร้อมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ทุกเมื่อ หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง ‘อากาศยานไร้คนขับ’ (UAV หรือ Drone) รุ่นประสิทธิภาพสูง ที่ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ได้ทั้งการสอดแนมทางอากาศด้วยความเงียบเชียบขั้นสุด ไปจนถึงการติดอาวุธหนักเพื่อจู่โจมทำลายล้างเป้าหมายจากบนท้องฟ้าอย่างไร้ร่องรอย
ยามค่ำคืนที่ความเหน็บหนาวของทะเลทรายเข้าปกคลุม บรรยากาศบริเวณค่ายทหารอันกว้างใหญ่ยังคงคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียดและระเบียบวินัยอันเข้มงวด แสงไฟจากสปอตไลต์ดวงั์สาดส่องตัดกับความมืดมิด มีกองกำลังทหารยามในชุดเครื่องแบบเต็มยศพร้อมอาวุธครบมือ รับหน้าที่เดินลาดตระเวนสลับสับเปลี่ยนเวรยามกันอย่างรัดกุมรอบรั้วลวดหนามไฟฟ้า ไม่มีแม้แต่ช่องโหว่เล็กๆ ให้แมลงวันบินผ่านเข้ามาได้
ณ บริเวณลานคอนกรีตกว้างขวางที่ถูกล้อมรอบไปด้วยโกดังเก็บเครื่องบินขนาดมหึมา เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงพลทางยุทธวิธีสีดำสนิทลำหนึ่งกำลังจอดรอสแตนด์บายอยู่ตรงกลางลานกว้าง มันอยู่ในสภาพที่เครื่องยนต์ถูกอุ่นเตรียมพร้อม ใบพัดหลักหมุนวนด้วยความเร็วต่ำส่งเสียงครางกระหึ่มเบาๆ เป็สัญญาณว่ามันพร้อมที่จะยกตัวเหินขึ้นสู่ฟากฟ้าได้ในทุกวินาทีที่มีคำสั่ง
ที่บริเวณทางขึ้นท้ายเครื่องบินซึ่งถูกเปิดออกกว้างเป็ทางลาด ปรากฏเงาร่างของคนสองคนกำลังยืนปักหลักรอคอยใครบางคนอยู่อย่างเงียบๆ ท่ามกลางกระแสลมจากใบพัดที่พัดกรรโชก
คนแรกเป็ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำ เขาสวมใส่ชุดเกราะยุทธวิธีเต็มยศสีทรายที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม บนตัวเต็มไปด้วยซองะุและอุปกรณ์ยังชีพที่ถูกจัดระเบียบไว้อย่างรัดกุม ในมือหนาสวมถุงมือยุทธวิธีครึ่งข้อกำลังถืออาวุธปืนไรเฟิลจู่โจม (Assault Rifle) คู่กาย ที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยม ้ารางปืนติดตั้งสโคปช่วยเล็งขนาดเล็กกะทัดรัดสำหรับการปะทะระยะกลางและระยะประชิด ส่วนที่ปลายกระบอกปืนสวมทับด้วยกระบอกเก็บเสียง (Suppressor) ขนาดใหญ่ที่ช่วยลดแสงและเสียงสะท้อนจากการยิง นอกจากนี้ที่บริเวณสายรัดต้นขาด้านขวายังมีปืนพกกึ่งอัตโนมัติเสียบคาอยู่ในซองปลดไว พร้อมกับตลับแม็กกาซีนสำรองที่เหน็บเรียงรายอยู่รอบเอวอย่างพร้อมรบ
ส่วนคนที่สองที่ยืนอยู่เคียงข้างกันนั้น สวมใส่เพียงชุดเสื้อเชิ้ตยุทธวิธีลายพรางพับแขนขึ้นถึงข้อศอก กางเกงคาร์โก้ทะมัดทะแมง และสวมหมวกแก๊ปสีเข้มที่ดึงปีกหมวกลงมาปิดบังใบหน้าครึ่งบน แม้จะไม่ได้สวมชุดเกราะหนักหรือพกพาอาวุธารุงรังเหมือนชายหนุ่มข้างกาย ทว่าจากส่วนเว้าส่วนโค้งของรูปร่างที่อรชรแต่แฝงไปด้วยความแข็งแรง กล้ามเนื้อหน้าท้องที่มองเห็นลางๆ ผ่านเนื้อผ้า และสรีระ่อกที่อวบอิ่ม ก็สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าบุคคลนี้เป็ ‘ผู้หญิง’
แต่ถึงแม้จะเป็ผู้หญิง รังสีความน่าเกรงขามและอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอกลับทำให้ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะจ้องมองด้วยสายตาลวนลาม เธอคือผู้นำที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางดงหมาป่ากระหายเืได้อย่างสง่างาม
จากตรงจุดนั้น ห่างออกไปไม่ไกลนัก ปรากฏเงาร่างของคนอีกสองคนกำลังก้าวเดินฝ่าความมืดมิดและแสงไฟสลัวมุ่งหน้าตรงมาหาพวกเขา
จังหวะการลงน้ำหนักเท้าของคนทั้งคู่นั้นหนักแน่นแต่มั่นคง บ่งบอกถึงการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน ทั้งสองคนสวมใส่ชุดเกราะยุทธวิธีเต็มยศั้แ่หัวจรดเท้าเช่นเดียวกับชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ท้ายเครื่องบิน ทว่าจุดสังเกตที่โดดเด่นที่สุดกลับอยู่ที่หนึ่งในนั้น... ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่กำลังสะพายอาวุธปืนสไนเปอร์ไรเฟิล (Sniper Rifle) ลำกล้องยาวเหยียดพาดไว้บนบ่า มันคือปืนซุ่มยิงต่อต้านยุทโธปกรณ์ขนาดคาลิเบอร์ .50 ที่มีน้ำหนักมหาศาลและอานุภาพทำลายล้างรุนแรงจนสามารถเจาะเกราะรถถังได้สบายๆ แต่เขากลับแบกมันเอาไว้ราวกับว่ามันเป็เพียงของเล่นชิ้นหนึ่ง
เมื่อเดินเข้ามาใกล้จนถึงระยะที่ได้ยินเสียงพูดคุย ชายหนุ่มที่แบกปืนสไนเปอร์ไรเฟิลก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงที่ขัดกับบรรยากาศอันตึงเครียดของค่ายทหารอย่างสิ้นเชิง
"นี่ ธีร์..." แซมเอ่ยเรียกชื่อเพื่อนซี้ชาวไทยของเขา พลางหันใบหน้าเปื้อนยิ้มไปมองคนที่เดินขนาบข้าง "ยูพอจะบอกไอได้ไหมเนี่ย ว่าตกลงเมื่อกี้ ยูฝันเห็นอะไรกันแน่วะ? ถึงได้สะดุ้งตื่นมาคว้ามีดหน้าตาตื่นขนาดนั้น"
คนที่ถูกเรียกว่า ‘ธีร์’ ชายหนุ่มเ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มแบบฉบับชายไทย ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำตอบใดๆ กลับไป ั์ตาสีดำสนิทดุจพญาเหยี่ยวของเขายังคงจดจ่ออยู่เบื้องหน้า ริมฝีปากหยักได้รูปปิดสนิทเป็เส้นตรง เขาทำเพียงแค่ก้าวเดินต่อไปด้วยจังหวะคงที่ ราวกับว่าคำถามของเพื่อนซี้เป็เพียงสายลมที่พัดผ่านหูไปเท่านั้น
หากเป็คนอื่นที่ไม่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาก่อน หรือเป็พวกทหารหน้าใหม่ในค่ายทหารแห่งนี้ เมื่อเจอการตอบกลับด้วยความเงียบงันและใบหน้าเรียบเฉยเช่นนั้น ก็คงจะพาลคิดไปแล้วว่าหมอนี่ช่างเย่อหยิ่งจองหอง อวดดี และไม่คิดจะลดตัวลงมาเสวนาด้วย ทว่าสำหรับชายหนุ่มที่แบกปืนสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกั์คนนี้ เขากลับไม่รู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย
เขารู้จักนิสัยใจคอของเพื่อนชาวไทยคนนี้ดีกว่าใคร แซมรู้ดีว่าธีร์ไม่ได้หยิ่งยโสหรือจงใจกวนประสาท เขาแค่มนุษย์ประเภท ‘พูดไม่เก่ง’ ที่คุ้นชินกับการใช้ภาษากายและการลงมือทำ มากกว่าการพ่นน้ำลายไร้สาระ ธีร์เป็พวกที่เก็บซ่อนความรู้สึกเก่งจนเดาทางไม่ออก ซึ่งมันเป็ผลพวงมาจากการที่เขาต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดเพียงลำพังมาั้แ่เด็กจนโต
ในทางกลับกัน ตัวของ ‘แซม’ เองนั้นเป็ชายหนุ่มชาวอเมริกันที่มีนิสัยแตกต่างจากธีร์ราวฟ้ากับเหว แซมเป็คนร่าเริง ขี้เล่น ยิ้มง่าย และพูดเจื้อยแจ้วได้ไม่หยุดปากในแทบจะทุกสถานการณ์ ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่ะุปืนของศัตรูกำลังปลิวว่อนเฉียดหัวไปมา
แต่ภายใต้รอยยิ้มทะเล้นและนิสัยช่างจ้อที่ดูเหมือนคนไม่จริงจังกับชีวิต แซมกลับซุกซ่อนความน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ในระดับที่ไม่มีใครกล้าล้อเล่นด้วย เพราะหากมีการจัดอันดับสุดยอดพลซุ่มยิง (Sniper) ที่มีความแม่นยำและอันตรายที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะวัดจากระยะความไกลของเป้าหมาย หรือจำนวนศพที่ถูกเด็ดหัว...
ชื่อของ 'แซม' จะต้องถูกจารึกติดอยู่ใน 3 อันดับแรกของตารางอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว
เมื่อสองหนุ่มคู่หูเดินเข้ามาจนถึงบริเวณท้ายทางลาดของเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงพล ชายหนุ่มในชุดเกราะยุทธวิธีเต็มยศที่ยืนกอดอกรออยู่ก่อนแล้วก็แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ ั์ตาคมกริบของเขาทอดมองมายังเพื่อนร่วมทีมพร้อมกับรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ชายคนนี้คือ ‘โลแกน’ ทหารรับจ้างสัญชาติแคนาดาผู้มีใบหน้าหล่อเหลาและดุดัน
"ยากนะเนี่ยที่จะเห็นนายหลับลึกได้ขนาดนั้น ถึงขั้นที่ต้องให้คนเดินเข้าไปปลุกถึงเตียง..." โลแกนเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงยียวนพลางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "นี่คงไม่ใช่ว่ามัวแต่ฝันหวานถึงสาวที่ไหนจนไม่อยากตื่นหรอกนะ?"
คำพูดหยอกล้อที่เจือไปด้วยความท้าทายของโลแกนไม่ได้ทำให้ใบหน้าเรียบเฉยของธีร์เปลี่ยนสีเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มชาวไทยไม่ได้เอ่ยปากตอบโต้หรือแสดงท่าทีหงุดหงิดใดๆ เขายังคงรักษาสถานะ ‘เสือยิ้มยาก’ เอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา ธีร์เพียงแค่ปรายตาข้ามไหล่โลแกนไป แล้วหยุดสายตาลงที่ร่างอรชรของผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ยืนอยู่ถัดไป
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของธีร์ หญิงสาวชาวรัสเซียภายใต้หมวกแก๊ปสีเข้มก็ระบายยิ้มบางๆ ออกมา เธอคือ ‘อีวาน่า’ หัวหน้าหน่วยผู้กุมบังเหียนของทีมปฏิบัติการชุดนี้ รอยยิ้มของเธอแม้จะดูงดงาม แต่ก็แฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง
"เรามีภารกิจด่วนเข้ามา" อีวาน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสแต่ทรงพลัง กระชับและตรงประเด็น "เป็ภารกิจช่วยเหลือตัวประกันระดับวีไอพี... และถ้าหากสถานการณ์อำนวย ก็มี ‘คำสั่งกวาดล้าง’ แนบพ่วงมาให้พวกเราจัดการด้วย"
หญิงสาวเว้นจังหวะไปเล็กน้อยพลางพยักพเยิดหน้าเข้าไปในห้องโดยสารของเฮลิคอปเตอร์ที่มืดสลัว "ส่วนรายละเอียดเชิงลึกทั้งหมด ฉันจะชี้แจงให้ฟังตอนเครื่องขึ้นก็แล้วกัน... เอาล่ะ เลิกคุยเล่นแล้วขึ้นฮอกันได้แล้ว"
สิ้นคำสั่งของหัวหน้าหน่วย ธีร์และแซมก็พยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียง ทั้งสองก้าวเท้าหนักแน่นเดินขึ้นไปบนทางลาดท้ายเครื่องบินและหาที่นั่งประจำตำแหน่งของตนเอง โลแกนที่เห็นว่าหมดเวลาสนุกแล้วก็เดินตามหลังทั้งคู่ขึ้นไปติดๆ ปิดท้ายด้วยร่างของอีวาน่าที่ก้าวขึ้นเครื่องเป็คนสุดท้าย
ทันทีที่ทุกคนประจำที่และคาดเข็มขัดนิรภัยแบบสี่จุดเข้ากับเก้าอี้ผ้าใบยุทธวิธีเรียบร้อย ท้ายเครื่องบินก็ค่อยๆ พับปิดลงพร้อมกับระบบล็อกที่ทำงานเสียงดังกระหึ่ม แสงไฟภายในห้องโดยสารสว่างวาบขึ้นเปลี่ยนเป็แสงสีแดงเข้ม (Tactical Red Light) เพื่อให้ม่านตาของเหล่าทหารคุ้นชินกับความมืดและเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในเวลากลางคืน เสียงเครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์คำรามกึกก้องกังวานไปทั่วทั้งค่าย ก่อนที่ตัวเครื่องขนาดมหึมาจะค่อยๆ ยกตัวลอยขึ้นจากพื้นคอนกรีต แล้วพุ่งทะยานแหวกอากาศขึ้นสู่ฟากฟ้ายามราตรีอันมืดมิดของตะวันออกกลางด้วยความเร็วสูงสุด
เมื่อเฮลิคอปเตอร์รักษาระดับเพดานบินและทิศทางได้ที่ อีวาน่าก็ปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยออก เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเป้ข้างลำตัวและหยิบเอา ‘แท็บเล็ตยุทธวิธี’ ที่ถูกหุ้มด้วยเคสกันกระแทกอย่างหนาแน่นขึ้นมา นิ้วเรียวกดเปิดหน้าจอที่สว่างเรืองรองท่ามกลางแสงสีแดงของห้องโดยสาร ก่อนจะเริ่มต้นการบรีฟภารกิจอย่างเป็ทางการ
"ภารกิจในครั้งนี้ของเราคือการแทรกซึมเข้าไปช่วยเหลือตัวประกัน และกวาดล้างศัตรูให้สิ้นซากหากเป็ไปได้" อีวาน่ากวาดสายตามองลูกทีมทุกคนที่บัดนี้มีสีหน้าจริงจังและตึงเครียดขึ้นมาทันที "เป้าหมายหลักที่เราต้องพาตัวกลับมาให้รอด คือ ‘ประธานาธิบดี’ ของประเทศเพื่อนบ้าน"
ข้อมูลนั้นทำให้คิ้วของแซมเลิกขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ธีร์และโลแกนยังคงนั่งฟังอย่างเงียบๆ
"นโยบายสงบศึกและการประกาศจับมือกับประเทศคู่อริของท่านประธานาธิบดีเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้พวกกลุ่มฏหัวรุนแรงในประเทศไม่พอใจเป็อย่างมาก" อีวาน่าอธิบายต่อพลางใช้นิ้วสไลด์หน้าจอแท็บเล็ตเพื่อเปิดดูข้อมูลเชิงลึก "พวกมันฉวยโอกาสก่อเหตุลักพาตัวประธานาธิบดีระหว่างการเดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่... และสถานที่ที่พวกมันใช้กักขังตัวประกันในตอนนี้ ก็คือในตึกร้างแห่งหนึ่งภายในเมืองที่เคยเป็เป้าหมายของโครงการพัฒนา ซึ่งปัจจุบันกลายสภาพเป็เพียงซากปรักหักพังไปหมดแล้ว"
"พื้นที่แบบนั้น ย่อมเต็มไปด้วยซากตึกและจุดอับสายตา แถมยังเสี่ยงต่อการถูกสอยด้วยเครื่องยิงจรวดต่อสู้อากาศยาน" อีวาน่ากล่าวเสริม "ดังนั้น เราไม่สามารถเอาฮอบินเข้าไปใกล้เพื่อส่งลงตรงๆ ได้ พวกเราจะโรยตัวลงในพื้นที่ป่าทึบที่อยู่ห่างออกไปประมาณสิบห้ากิโลเมตร จากนั้นเราจะใช้วิธีเดินเท้าเข้าตี คาดว่าน่าจะถึงเขตเมืองร้างประมาณตีสี่ตรง และเมื่อถึงที่หมาย เราจะเริ่มต้นทำภารกิจแทรกซึมทันที"
หญิงสาวกดเน้นย้ำเสียงแข็งขึ้นในประโยคถัดมา "จำเอาไว้ให้ดี ความสำคัญอันดับหนึ่งของภารกิจนี้คือ ‘ความปลอดภัยของตัวประกัน’ ดังนั้นทุกการเคลื่อนไหว ทุกการจู่โจมของพวกเรา จะต้องเงียบเชียบ รวดเร็ว และฉับไวที่สุด พลาดคือตาย!"
พูดจบ อีวาน่าก็ดึงแฟ้มเอกสารบางอย่างออกมาจากซองกันน้ำและแจกจ่ายรูปถ่ายให้ลูกทีมแต่ละคน แซมยื่นมือไปรับปึกรูปถ่ายเ่าั้มาดูเป็คนแรก
ภายในแฟ้มประกอบไปด้วยรูปถ่ายใบหน้าของแกนนำกลุ่มหัวรุนแรงที่เป็เป้าหมายในการกวาดล้าง รูปถ่ายของท่านประธานาธิบดีในชุดสูทสากลเพื่อใช้ในการยืนยันตัวตน และที่สำคัญที่สุดคือ ‘ภาพถ่ายดาวเทียม’ ความละเอียดสูงที่แสดงให้เห็นสภาพภูมิประเทศของเมืองร้างแห่งนั้น
ในภาพดาวเทียม เผยให้เห็นกลุ่มอาคารคอนกรีตที่พังทลายและเหลือเพียงโครงสร้างซีเมนต์เป็ส่วนใหญ่ ถนนถูกตัดขาดด้วยหลุมะเิ มีจุดวงกลมสีแดงที่ถูกมาร์กเอาไว้อย่างเด่นชัดตรงกึ่งกลางของภาพ มันวงล้อมอาคารคอนกรีตขนาดใหญ่หลังหนึ่งซึ่งสภาพยังคงสมบูรณ์กว่าตึกอื่นๆ ในละแวกนั้น ดูจากรูปทรงและโครงสร้างแล้ว มันน่าจะเคยเป็ ‘ตึกโรงพยาบาล’ ประจำเมืองมาก่อน
"จากข้อมูลข่าวกรองล่าสุด จำนวนศัตรูที่สามารถระบุตัวตนและจับภาพได้ในบริเวณตึกโรงพยาบาลนี้ มีทั้งหมดประมาณเจ็ดสิบห้าคน" อีวาน่ารายงานตัวเลขที่น่าหนักใจ "แต่คาดการณ์เอาไว้เผื่อด้วยว่า น่าจะมีพวกกลุ่มหัวรุนแรงจากพื้นที่อื่นทยอยเข้ามาร่วมสมทบด้วยอีกเป็จำนวนมาก พวกมันติดอาวุธาครบมือและพร้อมจะยิงทุกอย่างที่ขวางหน้า"
จากนั้น หัวหน้าหน่วยสาวก็หันไปทางพลซุ่มยิงประจำทีม "แซม... จากภาพถ่ายดาวเทียม พอจะระบุจุดวางตำแหน่งแคมป์สำหรับตั้งสไนเปอร์ได้หรือยัง?"
แซมหรี่ตาลง มองสลับระหว่างภาพถ่ายตึกโรงพยาบาลและอาคารโดยรอบที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง ก่อนจะใช้นิ้วเคาะลงบนรูปเบาๆ "พอจะเห็นจุดสองจุดที่น่าสนใจอยู่บ้างครับบอส ทั้งเื่ของมุมยิงและทิศทางลม... แต่สภาพตึกมันพังทลายไปมาก ไอคงต้องลงไปดูสถานที่จริงก่อน ถึงจะยืนยันได้ว่าโครงสร้างตึกพวกนั้นมันแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวไอและปืนไหว หรือจะถล่มลงมาทับไอเสียก่อน"
โลแกนที่นั่งฟังบรีฟอยู่เงียบๆ มาสักพัก ก็แค่นรอยยิ้มหยันออกมาอีกครั้ง ชายหนุ่มละสายตาจากรูปถ่ายในมือแล้วเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์
"เป็เื่ที่ตลกร้ายดีนะ ว่าไหม?" โลแกนหัวเราะในลำคอ "พวกทหารรับจ้างเดนตายที่หากินกับความขัดแย้งและกลิ่นคาวเือย่างพวกเรา กลับต้องมาเสี่ยงตายเพื่อช่วยเหลือไอ้พวกนักการเมืองที่เกลียดาเข้าไส้... คนที่ต้องมาซวยเพราะริอ่านจะเป็พ่อพระเรียกร้องสันติภาพเนี่ยนะ"
แซมที่กำลังเก็บรูปถ่ายส่งต่อให้เพื่อน หันไปมองโลแกนด้วยสายตาเอือมระอา "ก็ใช่ว่าทุกคนบนโลกเขาจะบ้าเืและชอบาแบบนายเสียหน่อยนี่ โลแกน โลกมันก็้าความสงบสุขบ้าง"
"ามันไม่เคยเลือกหรอกนะแซม ว่าใครจะชอบ หรือไม่ชอบมัน" โลแกนโต้กลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยปรัชญาอันบิดเบี้ยวของคนบ้าา ั์ตาของเขาทอประกายวาวโรจน์ท่ามกลางแสงสีแดง "และที่สำคัญ... ามันไม่มีวันจบสิ้นหรอก ไม่ว่าไอ้พวกนักการเมืองนั่นจะเซ็นสัญญาสงบศึกสักกี่ร้อยฉบับก็ตาม"
โลแกนแสยะยิ้มกว้างขึ้น ชี้หัวแม่มือเข้าหาหน้าอกตัวเอง "และเพราะว่าามันไม่มีวันตายนี่แหละ มันถึงเป็สาเหตุที่ทำให้ ‘ทหาร’ อย่างพวกเรายังคงมีตัวตนอยู่ไงล่ะ... เพราะโลกที่เน่าเฟะใบนี้ มันยังต้องพึ่งพาพวกเรา เราถึงยังคงมีความสำคัญ ไม่ใช่ถูกเขี่ยทิ้งเป็แค่หมาล่าเนื้อที่หมดประโยชน์"
คำพูดของโลแกนทำให้บทสนทนาภายในเครื่องเฮลิคอปเตอร์จบลงเพียงเท่านั้น แซมส่ายหน้าเบาๆ อย่างไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับอุดมการณ์ของอีกฝ่าย ในขณะที่อีวาน่าเพียงแค่นั่งนิ่งรับฟังโดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ
ส่วนทางด้านของ ‘ธีร์’ ทหารรับจ้างหนุ่มชาวไทยผู้มีใบหน้าเรียบเฉย เขายังคงไม่สนใจบทสนทนาที่ถกเถียงกันเื่ปรัชญาาเลยแม้แต่น้อย ั์ตาคมกริบของเขากำลังจดจ้องมองรูปถ่ายแต่ละใบในมืออย่างละเอียดลออและพินิจพิเคราะห์ ราวกับเครื่องจักรที่กำลังสแกนและบันทึกข้อมูลทุกกระเบียดนิ้วเข้าสู่สมอง ทั้งใบหน้าของเป้าหมาย โครงสร้างของตึกโรงพยาบาล ซากปรักหักพังโดยรอบ ร่องรอยของหลุมหลบภัย หรือแม้แต่จุดที่คาดว่าศัตรูจะใช้เป็ที่ซ่อนตัว... ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสลักลึกลงไปในความทรงจำของเขาอย่างไม่มีวันลืมเลือน
และไม่ใช่เพียงแค่ธีร์เท่านั้น ทหารรับจ้างระดับพระกาฬคนอื่นๆ ในทีมปฏิบัติการที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็กำลังก้มหน้าก้มตาศึกษารายละเอียดจากรูปถ่ายด้วยความเงียบเชียบและสมาธิอันแน่วแน่เช่นเดียวกัน
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงพลยังคงแหวกอากาศพุ่งทะยานต่อไปในความมืดมิดของยามราตรี นำพาฝูงหมาป่ากระหายเืกลุ่มนี้ มุ่งหน้าสู่สมรภูมิรบที่กำลังจะลุกเป็ไฟในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า