ตอนที่ 75 พบเจอคนรักเก่า
เฉินอันหลานรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองอยู่ตลอดทั้งเช้าราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องมาที่เขาจากมุมมืดอยู่ตลอดเวลา เฉินอันหลานดึงผ้าม่านที่ยาวจากเพดานจรดพื้นห้องให้เปิดออกพร้อมกับสอดส่ายสายตาออกไปสำรวจรอบ ๆ ตัวบ้าน
ที่ข้างนอกนั่นชายหนุ่มไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรเลยสักอย่าง ในขณะเดียวกันบานหน้าต่างชั้นสองของวิลล่าหลังตรงข้ามก็ถูกปิดเอาไว้ตลอดเวลา ไม่มีวี่แววสองสามีภรรยาเพื่อนบ้านของเขาโผล่มาให้เห็นเลยแม้แต่เสี้ยวใบหน้า ที่เห็นจะมีก็แต่เหล่าคนงานที่กำลังขนย้ายเฟอร์นิเจอร์เข้า ๆ ออก ๆ ตัวบ้านกันอยู่เท่านั้น เรื่องนี้ทำให้เฉินอันหลานอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้จริง ๆ
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
“เข้ามา”
“คุณชายสามครับ” เหลยจินเปิดประตูแล้วเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับกล่องสีขาวใบหนึ่ง
“ผมซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่มาให้คุณชายแล้วนะครับ ซิมถูกเปลี่ยนใหม่ตามที่คุณชายสั่งเรียบร้อย เจ้านี่คล้ายกับเครื่องก่อนหน้าของคุณเลยล่ะครับ”
เฉินอันหลานยืนนิ่งอยู่หลังม่านยาวริมหน้าต่างอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินตรงมาหาเหลยจิน เขามองไปยังกล่องสีขาวที่อยู่ในมือของอีกฝ่าย จากนั้นก็ยื่นมือออกไปรับมาถือไว้และเปิดมันออก เฉินอันหลานหยิบโทรศัพท์มือถือที่นอนอยู่ในกล่องขึ้นมาลองเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ และพบว่ามันเหมาะมือดีทีเดียว
“ขอบใจมาก นายไปเถอะ”
“คุณชายสาม...” เหลยจินเอ่ยขึ้นก่อนจะชะงักไป
เฉินอันหลานปรายตามองไปทางเหลยจิน
“มีอะไร?”
เหลยจินยังคงลังเลและไม่กล้าพูดออกมา
ดวงตาคู่นั้นที่จับจ้องมาทางเหลยจินค่อย ๆ หรี่แคบลง ไม่นานเฉินอันหลานก็ละสายตาออกแล้วก้มหน้าไถโทรศัพท์ในมือตัวเองต่อก่อนจะเอ่ยขึ้น
“มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ อย่ามัวแต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่เลย”
“คือ...คุณชายรองโทรศัพท์มาบอกผมให้แจ้งคุณชายว่าหมอในคลินิกคนนั้นตกอยู่ในอาการโคม่าจากการฉีดสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากเกินไปครับ ตอนนี้กลายเป็นเจ้าชายนิทรา นอนเป็นผัก ไร้การตอบสนองอยู่บนเตียงครับ”
หมอในคลินิก?
คริส?
มือที่กำลังปัดหน้าจอไปมาหยุดชะงักในทันที นิ่งค้างอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง เฉินอันหลานก็ปรายตามองไปทางเหลยจิน
“พี่รองได้บอกไหมว่าเกิดเรื่องขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ดูเหมือนว่าจะเป็นเมื่อวานนะครับ” เหลยจินนิ่งคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยต่อ “คุณชายรองบอกว่าคุณหมอคนนั้นฉีดสารเสพติดเข้าร่างตอนอยู่กับพยาบาลของเขาในคลินิกครับ พยาบาลของเขาไม่เป็นไรเพราะเธอเป็นคนฉีดมันให้เขา ส่วนคุณหมอเจ้าของคลินิกก็นอนเป็นผักอย่างที่ทราบครับ ตอนนี้คลินิกนั่นถูกปิดเพื่อให้ตำรวจทำการสืบสวนหาสาเหตุต่อไป และคุณชายรองไม่ให้คุณไปที่นั่นอีกครับ”
คริสฉีดยาเข้าเส้นเกินขนาดจนกลายเป็นผักงั้นเหรอ?
เป็นไปไม่ได้
เท่าที่เฉินอันหลานรู้จักคุณหมอคนนั้นมา ถึงคริสจะเป็นพวกหน้าเงินแต่เขาไม่ได้เป็นบ้า นิสัยของคนคนนั้นออกไปทางอ่อนโยนและเป็นมิตรเสียด้วยซ้ำ เขาปฏิบัติตัวต่อภรรยาและลูกเป็นอย่างดี เป็นไปได้หรือที่เขาจะเล่นยากับพยาบาลในคลินิกของตน เฉินอันหลานไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าคริสจะเป็นคนตัดสินใจทำเรื่องนี้ด้วยตัวเอง และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือคุณหมอคนนี้เป็นพวกโลภมาก ซึ่งลักษณะนิสัยของคนจำพวกนี้นอกจากจะงกแล้วยังเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวและกลัวตายมากอีกด้วย ดังนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่คริสจะยอมทุ่มเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อยามาแล้วฉีดให้ตัวเองจนกลายเป็นผักไปแบบนั้น ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด...
“คุณชายสามครับ?”
“...”
“คุณชายสามครับ?!”
“ฉันรู้แล้ว นายออกไปก่อนเถอะ”
เหลยจินเห็นว่าคุณชายของเขามีท่าทีที่แปลกไป เฉินอันหลานเอาแต่ก้มหน้าลงคล้ายมีเรื่องบางอย่างให้ขบคิดอยู่ในใจ ถึงกระนั้นเหลยจินก็ไม่กล้าเปิดปากเอ่ยถามอะไรมากไปกว่านี้ ชายหนุ่มทำได้แค่โค้งหัวรับคำสั่งแล้วหมุนตัวเดินจากไปเงียบ ๆ
ครั้นเหลยจินเดินออกจากห้องไป เฉินอันหลานที่จ้องมองบานประตูอยู่พักใหญ่ก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาเจียงหยาง ถ้าหากเรื่องที่คริสฉีดยาเสพติดเข้าเส้นเกินขนาดจนต้องนอนเป็นผักคือเรื่องจริง อย่างไรคดีนี้ก็ต้องตกมาอยู่ในมือของหัวหน้าเขาแน่นอน ดังนั้นการถามคนอื่นคงไม่สู้การถามเอากับเจียงหยางโดยตรง
เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นอยู่สองสามครั้งก่อนที่ปลายสายจะกดรับในที่สุด
(อันหลาน?)
“ครับ ผมเอง”
(ทำไมวันนี้ถึงมีเวลาว่างโทรหาฉันได้ล่ะ หรือนายเกิดคิดถึงหัวหน้าอย่างฉันขึ้นมาหรือไง?)
“ผมมีเรื่องอยากจะถามคุณหน่อยครับ”
(เรื่องการตายของเหลียงลั่วหยินอีกแล้วเหรอ?)
‘เหลียงลั่วหยิน’ ชื่อสามพยางค์ที่ถูกเอ่ยขึ้นทำให้เฉินอันหลานมีสีหน้ามืดครึ้มขึ้นมาในทันที แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังมีเรื่องที่ติดค้างกับอีกฝ่ายอยู่จึงตัดสินใจละเรื่องนี้ไปก่อนแล้วรีบตัดเข้าประเด็นหลักของบทสนทนาในครั้งนี้
“ผมอยากถามคุณเรื่องคริสครับ”
(คริส? คุณหมอเจ้าของคลินิกคนนั้นน่ะเหรอ? นายรอฉันเดี๋ยวนะ)
ปลายสายหายเงียบไปดื้อ ๆ และจากนั้นไม่นานเสียงจากอีกฝั่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง เฉินอันหลานเดาว่าหัวหน้าของเขาคงกำลังเปลี่ยนที่คุยโทรศัพท์ เพราะเมื่อเสียงรอบข้างฟังดูไกลห่างออกไปประมาณหนึ่งแล้ว เจียงหยางจึงได้พูดขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงที่เบาลงกว่าปกติ
“คดีพึ่งส่งถึงมือฉันเมื่อเช้า ทำไมนายถึงรู้เรื่องเร็วขนาดนั้นล่ะ?”
(เขาเป็นหมอส่วนตัวของผม)
(ส่วนตัว...แล้วนายอยากจะถามอะไร?)
“เคสนี้มีอะไรน่าสงสัยไหมครับ?”
(จะว่าไงดีล่ะ พยาบาลสาวคนนั้นก็มีอาการหวาดผวาจนเสียสติไปแล้ว ถามอะไรก็ไม่ได้ความสักอย่าง เอาแต่พูดว่าตัวเองเป็นคนฉีดยาให้คริสเอง จริง ๆ ฉันก็ไม่ได้อยากเป็นคนถามหรอก...) เจียงหยางชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยระดับเสียงที่เบาลงกว่าเดิม
(ฉันจะบอกอะไรให้นะ ตอนแรกคดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของหัวหน้าหยาง หน่วยอาชญากรรม แต่เพราะเรื่องนี้ดันมีสารเสพติดมาเอี่ยวด้วย ทางนั้นก็เลยจำเป็นต้องส่งเรื่องต่อมาให้หน่วยปราบปรามของเถื่อนของเรา ฉันเห็นข้อมูลจากหน่วยอาชญากรรมแล้ว ดูเหมือนว่าตัวยาระงับฮีทที่อยู่ในคลินิกของคริสจะเป็นสารเสพติดต้องห้ามที่รัฐบาลออกกฎแบนอย่างจริงจัง แล้วฉันจะบอกอะไรให้อีกอย่างนะ ยาที่พยาบาลคนนั้นฉีดให้คริสมี M3 เป็นส่วนประกอบด้วย ซึ่งฉันว่าคริสคงหาซื้อมันมาจากตลาดมืดเพื่อเอามาใช้กับคนไข้ของเขาแน่ ๆ แต่คงนึกไม่ถึงว่าจะโดนเล่นงานเสียเองจนกลายเป็นผักไปแบบนั้น)
M3 ที่คริสใช้เป็นส่วนผสมในยาตัวใหม่ของเฉินอันหลานและทำให้เขาเกือบตายเพราะมัน...จะว่าไปแล้วถ้าเรื่องเป็นอย่างที่เจียงหยางพูดจริง คริสน่าจะถูกใครบางคนเล่นงาน และทำเขามีสภาพร่อแร่ นอนสลบไสลไม่ได้สติเป็นเจ้าชายนิทราไปแบบนั้น ซึ่งเวลานี้เฉินอันหลานมีผู้ต้องสงสัยอยู่ในใจทั้งหมด 3 คนด้วยกัน คนแรกคือลานเซลอต เจ้าของ M3 ตัวจริง คนต่อมาคือเหอเหวยปัง คนที่วางยาเขาก่อนหน้านี้ และคนสุดท้ายคือหรงอันชิ่งที่พึ่งถูกเขาซ้อมจนปางตาย...
คนที่น่าสงสัยที่สุดในสามคนนี้คือ ลานเซลอต
เหอเหวยปังคือคนที่ใช้เงินเพื่อแลกของ ในขณะที่หรงอันชิ่งคือคนที่ใช้ของเพื่อแลกเงิน ดังนั้นความเป็นไปได้ที่สองคนนี้จะหันมาเล่นงานคริสนั้นมีน้อยมาก ส่วนผู้ต้องสงสัยที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดกลับดูไม่ค่อยมีเหตุจูงใจในการฆ่าเท่าไหร่นี่สิ หรือว่าใครก็ตามที่มี M3 ในครอบครองจะต้องถูกเล่นงานแบบนี้ทั้งหมด? ถ้าอย่างนั้นเหยื่อของเขาคงจะมีอีกเป็นกระบุง...แต่ถ้าคนร้ายไม่ใช่หนึ่งในสามคนนี้แล้วจะเป็นใครไปได้อีก?
(อันหลาน?)
เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบกลับจากปลายสาย เจียงหยางจึงได้เอ่ยเรียกขึ้น
เฉินอันหลานถูกเสียงของหัวหน้าดึงออกมาจากห้วงความคิด
“คนของตระกูลเอสเตเข้ามาในเมืองอวิ๋นกังด้วยใช่ไหมครับ?”
(นายกำลังสงสัยว่าโอดินส่งคนไปทำร้ายคริสงั้นเหรอ?)
“คริสเป็นหมอที่สุภาพอ่อนโยนมาก เขาดูไม่เหมือนคนที่จะไปล่วงเกินใครได้ ผมไม่รู้หรอกว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนตระกูลเอสเตหรือไม่ แต่ถ้ามันพอมีเบาะแสหรือความเป็นไปได้ คุณจะไม่ลองตรวจสอบพวกเขาดูเหรอครับ?”
เจียงหยางที่อยู่ปลายสายตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ
เฉินอันหลานตัดสินใจวางสายไปโดยไม่คิดต่อบทสนทนาอีก
คนเป็นลูกน้องรู้นิสัยหัวหน้าของตนดี ตราบเท่าที่มันยังมีเบาะแสให้พอสืบเสาะเพื่อช่วยในการไขคดีนี้ได้ คนอย่างเจียงหยางไม่มีทางปล่อยผ่านไปโดยง่ายแน่นอน คนตระกูลเอสเตน่าสงสัย แต่อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงตระกูลผู้ทรงอิทธิพลในยุโรป แม้อยากสืบเรื่องของพวกเขาใจจะขาด แต่เบื้องบนคงไม่มีทางยอมอนุมัติแน่นอน
ถึงอย่างนั้นเวลานี้สิ่งที่เฉินอันหลานพูดก็คงกำลังวนเวียนอยู่ในหัวของเขา และเจียงหยางเองอาจกำลังตัดสินใจกับตัวเองอยู่เงียบ ๆ หัวหน้าของเขารักหน้าตาตัวเองยิ่งกว่าอะไร เขาไม่มีทางถอดใจกับคดีนี้ไปโดยง่ายแน่ ถึงเบื้องบนไม่อนุมัติ แต่เจียงหยางไม่มีวันปล่อยเรื่องของลานเซลอตไปอย่างแน่นอน...
หลังจากนี้ลานเซลอตคงถูกเจียงหยางพันแข้งพันขาจนยากจะสลัดหลุด แถมลูกน้องทั้งสองของเขาก็ต้องเข้ามามีเอี่ยวด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่นอน ดังนั้นพวกเขาก็จะไม่มีเวลาเข้ามายุ่มย่ามกับการแก้แค้นหรงอันชิ่งของเขาได้อีก คิดได้ดังนั้น เฉินอันหลานก็นึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ เขาผุดลุกขึ้นจากโซฟาที่นั่งอยู่ด้วยท่าทางสบาย ๆ ก่อนเดินออกจากห้องลงไปที่ชั้นล่างและมุ่งหน้าไปยังสนามหญ้าที่ตั้งอยู่ด้านหลังของตัวบ้าน
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
หมิงจวงนำเช็คเงินสดไปส่งตามที่อยู่ที่ลานเซลอตให้มา หลังจากกดกริ่งที่หน้าบ้าน เขาก็ถอยออกมายืนรอคนข้างในอย่างใจเย็น ไม่นานก็มีคนออกมาเปิดประตูให้ แต่แล้วเมื่อใบหน้าของคนด้านหลังบานประตูปรากฏแก่สายตา สีหน้าของหมิงจวงก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตกใจในทันที
ฝ่ายหลินฉ่าวเจ๋อเองก็นึกไม่ถึงเช่นกันว่าลานเซลอตจะให้หมิงจวงเป็นคนนำเช็คมาส่งให้เขา ตอนที่พบว่าคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านเป็นอีกฝ่ายเขาเองก็ตกใจไม่น้อยแต่ใช้เวลาไม่นานก็ตั้งสติได้ ตั้งแต่คบกับมันมาก็พึ่งจะรับรู้วันนี้แหละว่าเพื่อนของเขาน่ะ...ร้ายกาจขนาดไหน
ยิ่งหลินฉ่าวเจ๋อพยายามหลบเลี่ยง ลานเซลอตก็ยิ่งไล่ต้อนเขาไม่ลดละ ดูอย่างในตอนนี้สิ อีกฝ่ายถึงขั้นส่งคนที่เขากลัวการพบหน้ามากที่สุดมายืนอยู่หน้าบ้านเขา คนที่ทำกับเพื่อนแบบนี้ได้ก็เห็นจะมีแต่ลานเซลอตเท่านั้นแหละ
“นี่คือเช็คที่นายน้อยสั่งให้ฉันมาส่งให้นาย รับไว้ด้วย”
เมื่อหมิงจวงเห็นหลินฉ่าวเจ๋อมองมาทางตนอย่างเหม่อลอย เขาจึงนำเช็คใบนั้นยัดใส่ในมืออีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉยและเตรียมที่จะกลับ แต่ในตอนที่กำลังจะหมุนตัวเดินจากไปนั้น คนสนิทของโอดินกลับถูกใครอีกคนรั้งแขนเอาไว้เสียก่อน หมิงจวงขมวดคิ้วพร้อมกับปรายตามองไปทางหลินฉ่าวเจ๋อเงียบ ๆ
ท่าทางของชายหนุ่มที่อยู่ต่อหน้าหมิงจวงในยามนี้ราวกับเด็กน้อยที่พึ่งกระทำความผิด เขามีท่าทีลังเลคล้ายกำลังชั่งใจและหวาดกลัวกับอะไรบางอย่าง
“หมิงจวง...”
“พวกเรารู้จักกันเหรอ?”
ประโยคนี้ของหมิงจวงทำหลินฉ่าวเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก ริมฝีปากของชายหนุ่มอ้าแล้วหุบอยู่อย่างนั้นหลายครั้งแต่ก็ยังไม่มีถ้อยวลีใดเล็ดลอดออกมา เขาไม่อาจสรรหาคำพูดมาตอบกลับอีกฝ่าย ที่ทำได้ก็แค่จ้องมองใบหน้าของใครอีกคนด้วยแววตาที่แสนเจ็บปวดเพียงเท่านั้น
“ขอโทษนะ ฉันต้องไปแล้ว” หมิงจวงแกะมือของหลินฉ่าวเจ๋อที่จับข้อมือของเขาออกแล้วหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไปอีกครั้ง
หลินฉ่าวเจ๋อรีบสาวเท้าตามหมิงจวงไปในทันที
“หมิงจวง ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับนาย”
ปลายเท้าที่กำลังก้าวเดินของหมิงจวงหยุดชะงักแต่เขาไม่ได้หันกลับไป ชายหนุ่มยังคงหันหลังให้หลินฉ่าวเจ๋อพร้อมกับเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังไม่อาจคาดเดาอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูดได้
“อยากคุยอะไร?”
“นาย... สบายดีไหม?”
“สบายดี”
“อยู่กับลานตลอดเลยเหรอ?”
หมิงจวงขมวดคิ้วก่อนจะหมุนตัวหันกลับไปเผชิญหน้ากับหลินฉ่าวเจ๋อ
“นายอยากจะถามอะไรกันแน่?”
คำถามที่เจาะจงถูกส่งมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“จะถามอะไร?”
“หมิงจวง นายยังโกรธฉันอยู่ไหม?”
“งั้นฉันขอถามหน่อย นายถามคำถามนี้ในฐานะของคุณชายตระกูลเวลฟ์หรือในฐานะแฟนเก่าของฉัน? ถ้าเป็นอย่างแรก ฉันกับตระกูลเวลฟ์ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และฉันก็ไม่จำเป็นจะต้องตอบคำถามที่เป็นเรื่องส่วนตัวแบบนี้ แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง...” หมิงจวงหยุดพูดพร้อมกับมองไปยังท่าทางอึดอัดใจของหลินฉ่าวเจ๋อด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะเอ่ยต่อจนจบประโยค
“...นั่นยิ่งไม่มีสิทธิ์ถาม เพราะฉันไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องในอดีต”
สีหน้าของหลินฉ่าวเจ๋อแข็งค้าง ชายหนุ่มยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่แบบนั้น
หมิงจวงปรายตามองหลินฉ่าวเจ๋ออีกครั้งจากนั้นก็เดินขึ้นรถไปโดยไม่พูดอะไรอีก
“หมิงจวง”
“ตอนนี้นายอยู่ไหน?”
หมิงจวงไม่ตอบ เขาขึ้นรถแล้วทำการสตาร์ทมันก่อนจะขับผ่านหน้าของหลินฉ่าวเจ๋อไปอย่างไม่ไยดี
เมื่อตัวรถเคลื่อนห่างออกมาได้ระยะหนึ่ง สายตาของคนในรถก็แอบเหลือบไปทางด้านหลังผ่านกระจกมองข้าง หลินฉ่าวเจ๋อยังคงยืนอยู่ที่ตรงนั้นไม่ไปไหน เห็นดังนั้นแววตาของหมิงจวงก็เคร่งขรึมลงก่อนชายหนุ่มจะเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วจนตัวรถพุ่งทะยานออกสู่ท้องถนนอย่างรวดเร็ว...เขาไม่อยากเห็นหน้าหลินฉ่าวเจ๋อและไม่ต้องการให้อีกฝ่ายพบเขา
นี่เป็นการลงโทษที่ใหญ่ที่สุดที่หมิงจวงมอบให้กับหลินฉ่าวเจ๋อ