บทที่ 36
คำเตือนจากบิดา
“ตระกูลไป๋ของเมืองหลวง...” เขาทบทวนถ้อยคำที่เพิ่งได้ยินน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงความแหลมคมยิ่งนัก “ตระกูลที่ล่มสลายไปแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้นหรือ?”
ไป่เจี้ยนหงที่ยืนอยู่ด้านข้างขยับสายตาเล็กน้อย เพียงแต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด ดวงตาขุ่นมัวของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยและประหลาดใจ
เขาไม่คิดว่าบิดาจะสนใจตระกูลไป๋ด้วย
“คดีนั้น...” เหยียนฉางหลงกล่าวต่อราวกับทบทวนความหลังอันเลือนราง “ถือเป็นคดีใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งในเมืองหลวงแม้ตระกูลไป๋จะมิใช่ขุนนาง แต่ก็เป็นตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยล้นฟ้ามีอำนาจในเชิงพาณิชย์สูงส่ง...ถึงกับสะเทือนไปทั้งนครเมื่อพวกเขาพังครืนลง”
เขาเว้นวรรคชั่วครู่ดวงตาทอดมองไปยังเวิ้งฟ้าเบื้องบน ราวกับเรียกความทรงจำ
“แต่ข้าไม่คิดเลยว่าจะมีผู้สืบสายเลือดรอดมาได้”
เหยียนฉางหลงเงยหน้าขึ้นดวงตาคู่นิ่งสงบทอดมองเหยียนไป๋เฉินที่ยืนสงบอยู่เบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคง
“ตอนนี้...คนภายในเมืองหลวงน่าจะรู้เรื่องของเจ้าทั้งหมดแล้ว”
เสียงของเขาเรียบแต่เปี่ยมด้วยอำนาจและแรงกดดันที่แผ่ซ่านโดยไม่จำเป็นต้องเร่งเร้า
“ว่าบุตรชายของเหยียนหลงอ๋องผู้หายหน้าหายตาไปนานบัดนี้มีบุตรสาวกับชายาที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว”
เขาหยุดคำกล่าวไว้ชั่วครู่สายตาคมลึกจ้องนิ่งที่บุตรชาย คล้ายจะมองผ่านชั้นนอกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ
“ในเมื่อนาง...เป็นบุตรสาวของตระกูลไป๋ที่ล่มสลายไปเมื่อสิบปีก่อน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำยิ่งลงไปอีกทว่ากระจ่างชัดทุกถ้อยคำ
“เช่นนั้นเจ้าก็จำเป็นต้องระวังตัวให้มากกว่าที่เป็นอยู่”
มือข้างหนึ่งของเหยียนฉางหลงยกขึ้นเลื่อนปลายนิ้วเกลี่ยเคราสั้นๆ ช้า ๆ ดวงตายังคงไม่ละจากใบหน้าของเหยียนไป๋เฉินขณะกล่าวต่อ
“ข้าบอกได้เพียงว่า...การล่มสลายของตระกูลไป๋ในครั้งนั้นไม่ธรรมดา”
ดวงตาคมกริบคล้ายจะเรืองแสงขึ้นเล็กน้อย
“มีบางสิ่ง...อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นั้น”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยน้ำเสียงยังคงเรียบสงบ แต่ฟังแล้วหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กกระแทกลงบนแผ่นศิลา
“พวกเรา...เดิมทียุ่งเกี่ยวกับเพียงเรื่องราชการทหารภายในเมืองหลวงมิได้ข้องแวะกับความวุ่นวายภายในราชสำนัก”
“แต่เรื่องในครานั้น...ย่อมเกี่ยวข้องกับพวกขุนนางที่มีอำนาจหรือไม่ก็ตระกูลใหญ่ที่ฝังรากลึกอยู่ในนครหลวงแห่งนี้”
เขาหรี่ตาเล็กน้อยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ทว่าแววตาเยือกเย็นราวกับเปลวเพลิงที่เผาไหม้เงียบ ๆใต้เถ้าถ่าน
“แน่นอน...ข้าไม่เกรงกลัวพวกมัน”
ถ้อยคำที่เปล่งออกมา ไม่ได้อ้างอวดหากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่หนักแน่นจนไม่อาจโต้แย้ง
“เพียงแต่อยากเตือนเจ้า ให้ระวังตัวเอาไว้”
“เจ้าควรรู้ดี...คนพวกนั้นหากต้องเผชิญหน้ากับพวกเราตรง ๆ ไม่มีทางเอาชนะได้”
“เพราะเช่นนั้น พวกมันจึงมักเลือกใช้วิธีน่ารังเกียจบีบบังคับเราในทางอ้อมเสมอ”
คำพูดของเหยียนฉางหลงแม้จะไม่เร่งรีบ แต่กลับแฝงไปด้วยประสบการณ์อันโชกโชนผ่านสมรภูมิชีวิตมานับสิบปี
แม้ว่าเขาจะไม่ข้องแวะกับราชสำนักหรือการบ้านเมืองหากแต่ในฐานะแม่ทัพใหญ่ที่ครองอำนาจการทหารและกองกำลังมังกรเพลิงเขารู้ดีถึงกลอุบายและวิธีการของขุนนางและตระกูลใหญ่เหล่านั้นดียิ่งกว่าผู้ใด
หากไม่รู้เท่าทันพวกมันหากไม่รอบคอบพอ เหยียนหลงอ๋องคงไม่มีวันรักษาหน้าและอำนาจของตนเองไว้ได้นานถึงเพียงนี้
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาพวกขุนนางในราชสำนักล้วนหาเรื่องมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
แต่เขา...ไม่เคยพลาดพลั้งตกหลุมพรางพวกมันแม้แต่ครั้งเดียว
เพียงเท่านี้ ก็บอกได้ชัดว่าเหยียนฉางหลงผู้นี้ มิใช่คนธรรมดาในใต้หล้า
ฐานะและอำนาจของพวกเขา หากตระกูลขุนนางในเมืองหลวงคิดจะต่อสู้ซึ่งหน้าพวกมันไม่มีทางชนะได้เลยด้วยซ้ำ
เพราะเช่นนั้น...พวกมันจึงเลือกใช้วิธีการอ้อมค้อมอุบายต่ำช้า และกลวิธีที่ยากจะคาดเดา
และนั่นคือสิ่งที่เหยียนฉางหลงต้องการเตือนบุตรชายของตนเองในยามนี้
เหยียนไป๋เฉินยืนนิ่ง เขาค้อมศีรษะเล็กน้อยพยักหน้ารับคำเตือนของบิดา
“จริงสิ...”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเหยียนฉางหลงดังขึ้นอีกครั้งดวงตาคมลึกที่เงียบงันมาตลอดขยับมองตรงมายังบุตรชายเบื้องหน้า
“เกี่ยวกับเรื่องมารดาของเจ้า...” เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
“ยามนี้เจ้าพาสตรีกลับมาที่จวนแถมยังมีบุตรสาวมาด้วยอีกคน เจ้าจะเอาอย่างไรกับนาง?”
เหยียนไป๋เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยสีหน้าที่สงบนิ่งพลันมีรอยร้าวบาง ๆ เผยออกมา
เขารู้ดีว่า “นาง” ที่เหยียนฉางหลงเอ่ยถึง หมายถึงใคร
แน่นอน...มารดาผู้ให้กำเนิดเขาเองชายารองของเหยียนหลงอ๋อง
แม้นางจะเป็นผู้ให้กำเนิดเขาแต่มารดาและบุตรคู่นี้...ความสัมพันธ์กลับเย็นชาและเปราะบางจนยากจะประสาน
รอยร้าวที่ก่อตัวขึ้นจากอดีตยิ่งนานวันยิ่งลึกและกว้าง จนแทบไม่อาจฟื้นคืนได้อีก
หลายปีที่ผ่านมาความห่างเหินนั้นชัดเจนเกินกว่าคำว่า "ครอบครัว" จะอธิบายได้ครบถ้วน
และบัดนี้...ในฐานะแม่สามีการที่ไป๋ซือเหนียงกลับมาในฐานะว่าที่ชายาของซื่อจื่อตามธรรมเนียมแล้วย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปพบนาง
นี่คือประเพณีที่สืบต่อกันมาแต่โบราณแม้ไม่เต็มใจเพียงใดก็ไม่อาจละเมิดได้
เหยียนไป๋เฉินยกมือประสานขึ้นเล็กน้อยก่อนตอบกลับไปอย่างเรียบง่ายริมฝีปากโค้งขึ้นเผยรอยยิ้มบาง ราวกับคำตอบนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายมากความ
“นางเอง...ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน”
เหยียนฉางหลงเงียบไปชั่วครู่ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องนิ่งอยู่เช่นเดิม ไม่มีคำกล่าวเสริมไม่มีถ้อยคำต่อว่าหรือล้อเลียน เหมือนรอฟังถ้อยคำต่อจากบุตรชาย
เมื่อไม่เห็นว่าบุตรชายจะพูดสิ่งใดต่อเขาจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“แล้วเรื่องงานมงคลเล่า?”
คำถามเรียบง่ายแต่กลับทำให้เหยียนไป๋เฉินนิ่งเงียบ สีหน้าของเขาไม่มีความลังเล แต่ก็มิได้แสดงท่าทีตัดสินใจใดๆ ชัดเจน
เขาไม่ได้ตอบในทันทีทั้งยังคงยืนสงบเงียบอยู่กับที่ ราวกับคำถามนี้ไม่อาจให้คำตอบได้ในเวลานี้
เขารู้ดี...ว่าข่าวการกลับมาของเขาพร้อมกับสตรีหนึ่งคนและบุตรสาวตัวน้อย กำลังแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว
ผู้คนล้วนเฝ้าจับตามอง ซื่อจื่อแห่งเหยียนหลงอ๋องพาสตรีกลับเข้าจวนนำบุตรสาวที่ไม่มีใครรู้มาก่อนมาปรากฏตัว
ทว่า...แม้จะมีบุตรสาวด้วยกันแล้วแต่เขาและไป๋ซือเหนียง ยังไม่ได้เป็นสามีภรรยากันตามฐานะและธรรมเนียมแห่งราชสกุล
การแต่งตั้งในฐานะ “ชายาเอก” หรือ “เฟย” ของซื่อจื่อจำต้องมีพิธีสมรสอย่างถูกต้องต้องผ่านงานมงคลที่ได้รับการรับรองจากทั้งจวนอ๋องและราชสำนัก
และเรื่องนี้...เขายังไม่ได้พูดคุยกับนางยังไม่มีการตกลงหรือคำมั่นใด ๆ ระหว่างพวกเขา
เขาจึงไม่อาจให้คำตอบกับบิดาได้ในเวลานี้
เหยียนฉางหลงมองบุตรชายของตนเองอย่างนิ่งเงียบอีกครั้งครู่หนึ่งเขาจึงพยักหน้าเบา ๆ
เขาไม่ถามต่อ ไม่มีการเร่งเร้า
แทนที่คำถามเขาเลือกจะเปลี่ยนเรื่องสนทนาแทน