กลิ่นยาสมุนไพรเจือจางลอยคลุ้งอยู่ในอากาศั้แ่ก้าวแรกที่ผ่านประตูเข้าไป
หอรักษาแห่งลาเมทัสตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากลานฝึกสร้างขึ้นจากหินสีอ่อนที่ผ่านการขัดจนเรียบเนียน ผิวหินสะท้อนแสงแดดอ่อนคล้ายเปล่งแสงได้ด้วยตัวมันเอง
ผนังสลักลวดลายเถาวัลย์พันเกี่ยวกันอย่างวิจิตรแทรกด้วยสัญลักษณ์โบราณที่เชื่อกันว่าสามารถช่วยปรับสมดุลและเสริมสร้างการไหลเวียนของพลังออร่าให้มั่นคง
นี่คือสถานที่ซึ่งแม้แต่อัศวินผู้แข็งแกร่งที่สุดยังต้องยอมวางดาบลงชั่วคราว
แสงแดดยามสายลอดผ่านหน้าต่างกระจกสีทอดลงบนพื้นหินเป็เฉดแสงนุ่มนวล เสมือนม่านบางที่คอยกลบเกลื่อนความเ็ปเอาไว้
เตียงรักษาถูกจัดวางเป็ระเบียบแต่ละเตียงกั้นด้วยผ้าม่านสีขาวสะอาด
หากตั้งใจฟังจะได้ยินเสียงขวดยากระทบกัน สลับกับเสียงเครื่องมือโลหะดังเป็จังหวะสม่ำเสมอเป็จังหวะหัวใจของสถานที่แห่งนี้ที่ยังคงเต้นไม่หยุด
เ้าหน้าที่รักษาสวมชุดคลุมสีอ่อนเดินไปมาอย่างเร่งรีบแต่ไม่วุ่นวาย
บางคนถือถาดยาขณะที่อีกมือเปล่งแสงออร่าหลากสี ประคองาแของผู้าเ็แสงพลังแทรกซึมเข้าสู่ิั ลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
สีหน้าของคนไข้เริ่มทุเลาผ่อนคลายจากคิ้วที่ขมวดแน่น กลายเป็ลมหายใจคงที่ขึ้น
ลึกเข้าไปอีกจากโถงหลักคือเขตพิเศษสำหรับผู้ที่ได้รับาเ็จากการใช้พลังออร่าเกินขีดจำกัดประตูไม้บานใหญ่ถูกปิดสนิท
โจเวลขยับตัวลืมตาตื่นเพดานไม้้าพร่าเลือน ก่อนจะค่อยๆชัดเจนขึ้นพร้อมกับอาการปวดศีรษะที่แล่นเข้ามา
“ฟื้นแล้วหรือขอรับ”
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นข้างเตียงภาพตรงหน้าช่างเหมือนเหตุการณ์เดิมที่เคยเกิดขึ้น ต่างกันเพียงสถานที่เอเมอร์นั่งอยู่ข้างเตียง ดวงตาหรี่แคบจ้องมองเขาไม่วางตา
‘สลบไปสินะ ปวดหัวชะมัด’ ความทรงจำสุดท้ายคือเสียงหัวเราะของตัวเอง แล้วทุกอย่างได้ดับวูบลง
“นายน้อย…แอบไปฝึกมาตอนไหนขอรับ”
การเคลื่อนไหวของโจเวลก่อนหน้าไม่มีการกล่าวถึงในตำราไหนที่เอเมอร์เคยอ่าน หรือเคยพบเจอมาก่อนเลยมันช่างดุดันและอันตรายถึงที่สุด หากผิดพลาดคงต้องเจ็บหนักเป็แน่
แต่เหนือสิ่งอื่นใดโจเวลเรียนรู้มาได้ยังไง
“ช่างมันก่อน ข้าสลบไปนานแค่ไหน”
“หนึ่งคืนขอรับ”เอเมอร์ยื่นแก้วน้ำให้กับโจเวลหลังจากเห็นอาการไม่ค่อยสู้ดี
โจเวลรับมา ก่อนจะจิบน้ำช้าๆพลางสำรวจพื้นที่รอบกาย ความอลังการมีอยู่ทุกที่โดยแท้
“นานขนาดนั้นเชียว”
“หากเป็กรณีทั่วไปอาจต้องสลบนานเกินสามวันเลยขอรับ เนื่องจากตัวท่านใช้ออร่าเกินขีดจำกัดของร่างกาย”
โจเวลหัวเราะเย้ยหยันตัวเองในลำคอ
“ร่างกายนี่มันอ่อนแอเสียจริง”
“ใครใช้ให้ท่านไม่ฝึกฝนร่างกายของตัวเองขอรับ”
“เ้านี่มัน” เขาถอนหายใจ “เถียงไปก็เท่านั้น ที่นี่…ที่ไหน”
โจเวลสะบัดหัวไล่อาการมึนเป็สถานที่อีกแห่งที่ไม่มีในความทรงจำ
“ห้องพิเศษของหอรักษาขอรับ”
“ที่นี่ก็ยังมีห้องระดับพิเศษด้วยสินะ”
ความหรูหราที่เห็นไม่ค่อยแปลกใจเลยทำไมถึงเรียกว่าห้องพิเศษมันถูกออกแบบมาได้เกินกว่าคำว่ายอดเยี่ยมเสียอีก
อีกทั้งความเย็นสบายยังให้ความรู้สึกที่สดชื่น จนเผลอคิดไปว่า ถูกสร้างโดยเทคโนโลยีในยุคสมัยใหม่
ทุกอย่างมีครบครันขาดแค่สื่อบันเทิงเท่านั้น
“ไปกันเถอะ”
“ไปไหนขอรับ”เอเมอร์เข้าพยุงตัวโจเวลที่ดูจะโซเซล้มลง
“ไปทำให้ร่างกายนี้แข็งแรงขึ้น”
“นี่ท่านเป็ใครรบกวนออกจากร่างนายน้อยโจเวลขอรับ”
“แสนรู้นักนะเรานี่”
โจเวลยิ้มมุมปาก ตบไหล่เอเมอร์หลายทีทิ้งให้คำถามไร้คำตอบต่อไป
…
โจเวลแยกโปรแกรมฝึกออกจากโรเบิร์ตสร้างแผนของตัวเองล่วงหน้าก่อนเข้าสู่การฝึกกับอัศวินเพราะร่างกายตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไป จึงต้องเริ่มจากศูนย์ สร้างพื้นฐานให้มั่นคงเพื่อสามารถก้าวสู่ระดับที่สูงกว่า
วิชามาเฟีย 101ได้กล่าวไว้ใน่แรกของหนังสือว่า ชนะร่างกายวันนี้ พรุ่งนี้ไม่มีคำว่าแพ้
เป้าหมายแรกคือการเพิ่มความอึดและสร้างความแข็งแกร่งกล้ามเนื้อให้กับร่างกายโดยที่่แรกจะเน้นไปที่การวิ่งก่อนวิ่งให้จนกว่าร่างกายจะแตกสลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่
“นายน้อยนี่เราก็วิ่งมานานหลายชั่วโมงแล้วนะขอรับ” เอเมอร์หอบหนัก เหงื่อไหลเต็มใบหน้า
ส่วนทางด้านโจเวลร่างกายเต็มไปด้วยโคลนดินเขาล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้นนับครั้งไม่ถ้วน
แขนและขาต่างสั่นด้วยความไม่มั่นคงยังคงอดทนกล้ำกลืนฝืนวิ่งต่อไปข้างหน้า วิ่งไม่ได้ก็เดิน เดินไม่ได้ก็คลานคลานไม่ได้ก็ต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อลากตัวเองขยับไป
ให้มันพังกันไปข้างหนึ่ง
แม้ร่างกายจะร้องขอให้หยุดหลายครั้งแต่เขาเลือกจะไม่ฟังมันสักวินาทีเดียว
“มีแรงพูดก็มีแรงวิ่ง วิ่งต่อไป”ริมฝีปากของโจเวลเต็มไปด้วยาแจากการกัดฟันฝืนทน
ความบ้าบิ่นของโจเวลสะดุดตาผู้คนทั่วลานฝึกยิ่งลานฝึกพื้นฐานนี้ด้วย ยิ่งน่าสะดุดตาเข้าไปใหญ่
หลังจากการประลองเมื่อวานสิ้นสุดลงอคติที่มีต่อโจเวลลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
จนหลายคนแอบกลับไปคิดข่าวลือกล่าวถึงความเสเพลของโจเวลไม่เป็ความจริง
เชื่อเถอะว่าทุกอย่างที่เป็ข่าวลือมันเป็ความจริงแต่เป็ความจริงก่อนที่ชเวอูซองถูกบังคับให้ย้ายิญญาเข้ามายังร่างกายนี้
“สู้โว้ย!”
ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนมุมมองของทุกคนต่อโจเวลคือการถูกยอมรับจากจาเร็ต เ้าของฉายาแสงสว่างแห่งคมดาบ
ซึ่งไม่ได้มาเพียงเพราะความโชคดีหรือยศศักดิ์ตามฐานะ
ความเก่งกาจของบุตรชายคนเล็กแห่งตระกูลลาเมทัสเป็ที่ประจักษ์แก่สายตาของเหล่าอัศวินเป็อย่างดีกระทั่งยังสามารถประลองกับอัศวินระดับกลางได้แบบสูสี
“ขอพักก่อนได้ไหมขอรับ ไม่ไหวแล้ว”
“ไม่ได้ วิ่งต่อไป!”
“เอานายน้อยโจเวลคนเดิมกลับมาเ้าผีร้าย!”
จาก่สายกลายเป็่บ่ายจาก่บ่ายเข้าสู่่พระอาทิตย์ตกดิน โจเวลยังคงวิ่งต่อเนื่องอย่างไม่ลดละจนในที่สุดเขาก็ทิ้งตัวลงนอนกับพื้นด้วยสภาพหมดแรง
“ขยับตัวไม่ได้แล้ว”พึมพำอ่อนแออยู่อย่างนั้น เอียงหัวไปมองเอเมอร์
สภาพของคนดูแลคนสนิทก็ไม่ได้แตกต่างจากเขาเท่าไหร่ใบหน้ากับร่างกายก็เต็มไปด้วยฝุ่นดินเช่นกัน
เพียงแต่เอเมอร์ยังคงสามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ล้มลงนอน
“นะ นายน้อยต้องไปพบหมอผีแล้ว อยู่ๆจะลุกขึ้นมาวิ่งเอาเป็เอาตายแบบนี้ไม่ได้นะขอรับ”
แม้ยังมีอาการหอบเหนื่อยแต่เอเมอร์ยังคงพูดจาได้ฉะฉานเสียจนน่าประหลาดใจ
จากมุมมองของโจเวลรับรู้ได้เลยว่าเอเมอร์แข็งแกร่งอย่างน้อยก็ไม่ได้เป็รองจาเร็ตสักเท่าไหร่เพียงแค่ความนอบน้อมและการหลีกเลี่ยงสายตาผู้อื่นช่างเก่งกาจ
แทบจะทำตัวไม่เป็ที่สะดุดตาคล้ายกับไม่มีตัวตนได้ยอดเยี่ยมแเีเสียจนไม่น่าจะเป็แค่ข้ารับใช้ธรรมดาทั่วไป
‘คงต้องระวังตัวสักหน่อยแล้ว’การถูกทรยศหักหลังครั้งล่าสุดนำมาซึ่งความตายการเชื่อใจใครสักคนคงยากเกินไปจะตัดสินภายในเวลาไม่กี่วันได้
“ถ้ายังมีแรงบ่น ช่วยพยุงขึ้นไปหน่อย”โจเวลยกมือสั่นๆ ของตนขึ้นขอความช่วยเหลือ
“ให้ตายเถอะขอรับ”ถึงแม้ว่าจะยังบ่นไม่หยุด แต่สุดท้ายเอเมอร์ยังคงช่วยพยุงตัวของโจเวลขึ้นอยู่ดี
การวิ่งสุดทรหดของวันนี้จบลงด้วยการเฝ้ามองจากใครบางคนในมุมหนึ่งไม่ไกล
ความน่าสนใจฉายชัดอยู่บนดวงตาของเขา
…
หลังจากฝึกร่างกายเสร็จแล้วสิ่งสำคัญต่อมาคือการกิน โจเวลร้องขอให้เอเมอร์ช่วยจัดเตรียมอาหารมื้อใหญ่ไว้ที่เน้นคำว่าเยอะๆ ทิ้งท้ายอาหารสำหรับสามคนถูกโจเวลกินเรียบไม่เหลือแม้ร่องรอยของหน้าตาจานเดิม
เช่นเดียวกับเอเมอร์ที่กินเข้าไปเยอะมากเยอะเสียจนตัวเองยังประหลาดใจ
“เอเมอร์”
“ขอรับ”
“พรุ่งนี้เราจะเพิ่มระดับการฝึก”
เอเมอร์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว
“นี่ยังไม่พออีกหรือขอรับ”
“ห่างไกลจากคำว่า พอช่วยเตรียมของที่ข้ากำลังจะบอกให้ด้วย”
“ข้าขอตัวไปช่วยท่านลอร์ดที่ห้องทำงานแทนได้ไหมขอรับ”
“ข้าก็จะไปขอตัวเ้าจากท่านพ่อต่อจากนั้นอยู่ดี”
เอเมอร์ถอนหายใจอีกครั้ง“นายน้อยว่ามาได้เลย ไหนๆ ข้าก็ไม่มีทางให้เลือกอยู่แล้วขอรับ”
“ดีมาก ขอแบบจัดหนักเลยนะ”
หลังจากได้ฟังคำพูดไม่กี่คำจากโจเวลเอเมอร์ต้องเข่าทรุดแทบหมดแรงไปในตอนนั้นเลย
…
พอตื่นขึ้นมาอีกวันทุกอย่างก็วนเข้าสู่การฝึกเหมือนเดิมกับเมื่อวานโดยครึ่งวันตอนเช้าจะเน้นไปทางวิ่ง
ส่วนอีกครึ่งวันที่เหลือจะเน้นไปในทางเสริมสร้างกล้ามเนื้อไม่ว่าจะเป็การวิดพื้น สควอต แพลงก์รวมไปถึงการขยับกล้ามเนื้อโดยเน้นการกดทับและการหน่วงน้ำหนักจากอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นกะทันหันโดยเอเมอร์
“ท่านไปเอาวิธีฝึกเช่นนี้มาจากไหนขอรับข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“ความฝัน” โจเวลฉีกยิ้มโชว์ฟันขาว
“โอ้! องค์เทพีช่วยข้าด้วย”
การทรมานร่างกายแบบระห่ำเดือดของโจเวลกับเอเมอร์ดันเข้าไปแตะตาอัศวินฝึกหัดผู้หนึ่งจนเ้าตัวไม่อาจห้ามใจ ให้ต้องเดินเข้ามาหาทั้งสองที่กำลังฝึกอยู่
ชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่เดินเข้ามาบดบังแสงอาทิตย์ตรงหน้าโจเวลความเคร่งขรึมรวมไปถึงใบหน้าอันดุดันสร้างแรงกดดันอยู่ไม่น้อย
หลายคนวางการฝึกซ้อมของตัวเองแล้วมองไปยังจุดที่สามคนนั้นอยู่ความอยากรู้อยากเห็นเป็สิ่งที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้ทุกคนต่างคิดไปในมุมเดียวกันว่าจะได้เห็นการประลองเหมือนก่อนหน้านี้อีกครั้ง
“มีธุระอะไร”โจเวลกัดฟันยกเครื่องถ่วงน้ำหนักในมือข้างหนึ่งเอ่ยถาม
สายตาเหลือบมองแค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น
“ข้าขอเข้าร่วมการฝึกกับท่านได้หรือไม่”ชายตรงหน้าคุกเข่าลง มือทาบอกอย่างเคารพ
ความดุดันเมื่อสักครู่คงเป็ผลพวงมาจากการตัดสินใจที่แน่วแน่
เพียงแวบแรกที่โจเวลเห็นชายตรงหน้าเขารู้สึกได้เห็นรุ่นน้องในโลกเก่าอย่างไรอย่างนั้น ทั้งความดิบเถื่อนบนใบหน้าความจริงจังผ่านดวงตา ความคุ้นเคยเหมือนได้พบเจอคนที่รู้จักกันมานานแสนนานอีกครั้ง
“เ้าแน่ใจแล้วใช่ไหม”โจเวลทิ้งของในมือลงพื้นจนเกิดเสียงดังระดับหนึ่ง
“ข้าตัดสินใจถี่ถ้วนดีได้โปรดให้ข้าเข้าร่วมด้วยเถอะขอรับ”
“งั้นคงรู้…ว่านี่ไม่ใช่การเข้าร่วมการฝึกทั่วไป”
“ข้าเตรียมใจไว้แล้วขอรับ”
การตัดสินใจของชายตรงหน้าเปรียบเสมือนการเลือกข้างและเดิมพันชีวิตของตัวเองในอนาคต ซึ่งทุกคนต่างรู้ดีกว่าจาเร็ตเป็ตัวเต็งในการถูกเลือกให้เป็ผู้นำคนต่อไปของตระกูลลาเมทัส
แต่โจเวลก็ยังมีศักดิ์เป็พี่ชายคนโตซึ่งเป็ก้างชิ้นใหญ่เลยทีเดียว
เอเมอร์เฝ้ามองอยู่ด้านข้างความเหนื่อยหอบยังคงมีให้เห็นเต็มใบหน้าลำพังแค่ตัวเขากับการฝึกบ้าบอของโจเวลก็เหนื่อยพอแรงแล้วจึงไม่ได้เอาความคิดอะไรใส่ไว้ในหัวตอนนี้ ปล่อยให้โจเวลจัดการอยู่คนเดียว
“เ้าชื่ออะไร”
“แซม เรียกข้าว่า แซม ได้เลยขอรับนายน้อย”
แซม อัศวินฝึกหัดอายุเท่ากับโจเวลและเอเมอร์
แม้แซมจะก้มหน้าอยู่แต่ความแน่วแน่กลับส่งผ่านน้ำเสียงอย่างเห็นได้ชัด
โจเวลวางอุปกรณ์ทั้งหมดลงแล้วยิ้มมุมปากเขาลุกขึ้นก้าวเข้าไปใกล้ สายตาคมกริบก้มลงมอง
“ดี! ยินดีต้อนรับสู่ก้าวแรกของพวกเรา”
มือข้างหนึ่งยื่นออกไปเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
“ต่อไป…เ้าจะเป็เบ๊หมายเลขหนึ่งของแก๊ง”