หลังจากที่ถูกเขาโทรตามเธอก็ขอตัวกลับ แต่ก่อนกลับได้เข้าไปดูผู้เป็พ่อซึ่งนอนแน่นิ่งราวกับผู้ป่วยติดเตียง แม้ว่าจะอยากอยู่ต่อแต่ก็ต้องกลับก่อน เธอนั่งแท็กซี่กลับมายังคอนโด เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็เห็นเขานั่งรออยู่โซฟา เธอไม่แปลกใจที่เขาถามว่าทำไมถึงยังไม่กลับ เพราะเขาคงรู้ทุกอย่างว่าเธอไปไหนมาไหนบ้าง
“ประชุมเสร็จแล้วเหรอคะ ทำไมวันนี้กลับมาเร็ว”
“ฉันต้องถามเธอมากกว่าว่าเธอไปไหนมา” เธอก้าวเข้าไปหาเขาก่อนจะตอบ
“พิ้งค์ไปเยี่ยมคุณพ่อมาค่ะ แค่แวะไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง”
“ใครอนุญาตให้เธอไป? เราเคยพูดเื่นี้กันแล้วไม่ใช่หรือไงทำไมถึงยังขัดคำสั่งฉัน”
“พิ้งค์อนุญาตตัวพิ้งค์เองค่ะ คุณพ่อพิ้งค์ป่วยเป็ปกติหรือเปล่าที่พิ้งค์ต้องกลับไปเยี่ยมท่าน แต่คุณมากกว่าเป็อะไรทำไมถึงเอาแต่บงการ ไม่ยอมให้พิ้งค์กลับไปหาแม้กระทั่งตอนพ่อป่วยหนัก”
“แค่ป่วยยังไม่ได้ตายสักหน่อย”
เพียะ!
“พิชญ์สินี! นี่เธอกล้าตบฉันเหรอ”
“ใช่ค่ะ พิ้งค์จะตบคุณอีกถ้าคุณยังไม่หยุดพูดจาแบบนี้ พูดออกมาได้ยังไงว่าถ้าพ่อพิ้งค์ตายถึงจะให้กลับ คุณยังมีความเป็คนอยู่รึเปล่า” เขากระชากแขนเธออย่างแรง
ฟึ่บ!
“โอ๊ย!” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“คนขี้โกงอย่างพ่อเธอ ตายๆ ไปก็ดีอยู่ก็รกโลกเปล่าๆ” ทันทีที่เขาเอ่ยเธอก็ยกมือขึ้นมาทำท่าจะตบหน้าเขาอีกครั้ง แต่ถูกเขาจับแขนเธอเอาไว้ก่อน
“คุณมันเลว!”
“ใช่ แล้วฉันก็เลวได้มากกว่านี้เยอะ ถ้าเธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ชีวิตเธอเป็ของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ บอกแล้วไงว่าถ้ามีเงินมาคืนฉันเมื่อไหร่ฉันคืนอิสระให้ทันที” เขาไม่เพียงแค่พูดแต่ยังบีบแขนเธอไปด้วย
“ปล่อย! พิ้งค์เจ็บ” เธอพยายามสะบัดแขนออก จนกระทั่งสำเร็จ
“หึ” เขากระตุกยิ้มมุมปากราวกับสะใจที่เห็นเธอรู้สึกเ็ปทั้งกายและใจ
“พิ้งค์ไม่มีอะไรจะพูดกับคุณแล้ว ขอตัวนะคะ”
“ฉันยังไม่อนุญาตให้เธอเดินหนี” หญิงสาวหยุดชะงักก่อนจะพ่นลมหายใจหนัก
“มีอะไรอีกคะ”
“ฉันจะพูดครั้งนี้เป็ครั้งสุดท้าย ถ้าเธอ...” ในระหว่างที่เขากำลังพูดอยู่ เสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้นจึงทำให้เธอต้องละสายตาจากเขาก่อนจะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดู และเมื่อเห็นว่าเป็สายของแม่ เธอก็รู้สึกใจคอไม่ดี
ตืด...ตืด...
“คุณแม่โทรมาค่ะ” เขาเงียบ ก่อนที่เธอจะรีบกดรับสายทันที
พิ้งค์: ค่ะคุณแม่
แม่: พิ้งค์แย่แล้วลูก พ่อแกหยุดหายใจ
พิ้งค์: ว่ายังไงนะคะ!
แม่: ตอนนี้รถโรงพยาบาลกำลังช่วยเคลื่อนย้ายพ่อไปส่งโรงพยาบาล มาที่โรงพยาบาลได้มั้ย
พิ้งค์: ได้ค่ะ พิ้งค์จะไปตอนนี้
หลังจากวางสาย สีหน้าของเธอบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเป็กังวลใจ แม้ว่าเขาไม่ได้เอ่ยถามแต่ก็รับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“พิ้งค์จะไปโรงพยาบาล พ่อพิ้งค์หยุดหายใจหวังว่าคุณจะไม่ห้ามนะคะ” น้ำเสียงสั่นเครือปนกับความร้อนใจทำให้เขาไม่กล้าเอ่ยปฏิเสธ
“...” เขาไม่ตอบ ทำให้เธอตัดสินใจเดินออกจากห้องทันที
ในระหว่างที่เธอยืนรอโบกแท็กซี่อยู่หน้าคอนโด ทันใดนั้นเสียงรถจากใครสักคนก็วิ่งเข้ามาจอดตรงหน้าเธอ กระจกถูกลดลงทำให้รู้ว่าเป็ศรัณย์
“ขึ้นรถ”
“ไม่เป็ไรค่ะ พิ้งค์ไปเอง”
“ฉันบอกให้ขึ้นรถ” น้ำเสียงดุดันจากเขาทำให้เธอไม่กล้าปฏิเสธ จึงรีบเดินไปขึ้นรถ จากนั้นเขาก็พาเธอไปยังโรงพยาบาล
“คุณจะกลับเลยมั้ยคะ”
“รีบมากไม่ใช่รึไง ก็ไปสิ” เธอมองหน้าเขานิ่งก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ แล้วรีบวิ่งเข้าไปยังโรงพยาบาลทันที
15 นาทีต่อมา
หญิงสาวนั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินพร้อมกับมืออีกข้างกุมมือผู้เป็แม่เอาไว้ ใบหน้าของทั้งสองบ่งบอกถึงความกังวลใจอยู่ไม่น้อย แต่ทว่าไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก เธอรีบลุกขึ้นก่อนที่หมอจะเดินออกมา
“คุณหมอคะ พ่อเป็ยังไงบ้างคะ”
“อ้าว...” หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความใ เมื่อเห็นหน้าหมอที่เดินออกมาจากห้องซึ่งเป็เพื่อนของเธอสมัยเรียนมัธยม โครงหน้าที่ไม่ได้ต่างไปมากทำให้เธอจำเขาได้เป็อย่างดี
“พิ้งค์เหรอ?”
“ใช่ ไม่คิดว่าจะเจอคินทร์ที่นี่” ทั้งสองต่างใที่ได้เจอกันอีกครั้ง
“เดี๋ยวเื่เราเอาไว้ก่อน ตอนนี้คุณพ่อของพิ้งค์ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ แต่คินทร์ให้พยาบาลดูแลอย่างไม่ใกล้ชิด ไม่ต้องกังวลนะ รอติดตามอาการแล้วคินทร์จะแจ้งอีกรอบ คุณแม่ก็เหมือนกันนะครับไม่ต้องเป็ห่วง”
“ขอบคุณนะคินทร์ เอ่อ...คุณแม่คะ นี่คินทร์เป็เพื่อนมัธยมของพิ้งค์เองค่ะ” คินทร์ยกมือขึ้นไหว้แม่ของเธอ
“จ๊ะ ไหว้พระเถอะลูก”
“งั้นเดี๋ยวพิ้งค์คุยกับเพื่อนสักครู่นะ แม่รออยู่ตรงนี้นะคะ”
“ได้ๆ ตามสบาย”
หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินออกมาจากผู้เป็แม่ เมื่อรู้สึกปลอดภัยจากสายตาท่านแล้ว คินทร์ก็เป็เอ่ยขึ้นก่อน
“พิ้งค์พอจะรู้อยู่ใช่มั้ยว่าคุณพ่อป่วยเป็โรคอะไร”
“เพราะเื่นี้แหละ พิ้งค์เลยไม่อยากคุยต่อหน้าคุณแม่ เอาความจริงมั้ยพิ้งค์ไม่รู้เลยว่าพ่อป่วยจนกระทั่งมารู้เื่อีกทีก็ทรุดตัวเอามากๆ ถึงตอนนี้แม่ก็ไม่เคยบอกว่าพ่อป่วยเป็อะไรกันแน่”
“แต่ถ้าคินทร์บอกพิ้งค์ไป พิ้งค์จะโอเคอยู่ใช่มั้ย” คำตอบที่ทำให้เธอใจคอไม่ดี หากแต่ไม่รู้วันนี้สักวันก็ต้องรู้อยู่ดี
“คินทร์บอกเราได้เลย มาถึงขนาดนี้แล้วพิ้งค์ยอมรับได้หมด” อีกฝ่ายนิ่งเงียบไป ก่อนจะเอ่ย
“ฟังคินทร์ให้ดีนะ พ่อพิ้งค์เป็มะเร็งระยะสุดท้าย” ทันทีที่เขาเอ่ยหัวใจดวงน้อยก็แทบตกลงไปอยู่ตาตุ่ม เหงื่อที่แตกพลั่กและใบหน้าร้อนแ่ไปหมด
“พิ้งค์...ไม่เคยรับรู้เื่นี้มาก่อนเลย ไม่เคยรู้เลยจริงๆ” คินทร์พ่นลมหายใจก่อนจะยกมือขึ้นมาตบไหล่เธอเบาๆ
“แต่มันเป็สิ่งที่พิ้งค์ควรรู้ จะได้รับมือได้ ตอนนี้คินทร์อยากให้พิ้งค์ปล่อยวางนะ ชีวิตคนเราก็แบบนี้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็เื่ปกติ คนที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องสู้ต่อไป”
“แล้วพ่อพิ้งค์จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”
“3 เดือน...”
“หะ...แค่สามเดือนเองเหรอ แล้วมีวิธีอื่นช่วยขยายเวลาออกไปได้มั้ย”
“อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับร่างกายของคุณพ่อพิ้งค์เลย คินทร์การันตีไม่ได้ แต่ทั้งนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราอยากให้พิ้งค์ปล่อยวางกับทุกอย่าง”
“เฮ้อ...” เธอก้มหน้าลงพร้อมกับพ่นหายใจหนัก
“คินทร์จะดูแลและช่วยคุณพ่อพิ้งค์เต็มที่ เป็กำลังใจให้นะ” เขาพูดพร้อมกับยื่นมือไปตบไหล่เธอเบาๆ อีกครั้ง แต่ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงปริศนาดังแทรกขึ้น
“พิชญ์สินี!”
เธอหันไปมองตามเสียงก่อนจะเห็นว่าเสียงที่แทรกขึ้นนั่นคือ สามี ของเธอ และภาพที่เขาเห็นคือมือของคินทร์ยังวางอยู่บนไหล่เธอ
“คุณศรัณย์…!”