ในใจกลางป่าที่อยู่บริเวณทิศเหนือของเมืองA ที่นั่นมีอาคารขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นมาจากวัสดุพิเศษที่สามารถทนทานต่อการโจมตีกะทันหันภัยธรรมชาติ รวมถึงพลังโจมตีจากผู้ฝึกตนตั้งสูงเด่นเป็สง่าอยู่บริเวณโดยรอบถูกล้อมด้วยรั้วสูงซึ่งมีป้อมปราการสร้างอยู่เป็ระยะๆและมีเ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งทำงานคอยสอดส่องความเรียบร้อยอยู่บนนั้น
ภายในอาคารจิ้นหลิงกำลังยืนอยู่ต่อหน้าโต๊ะยาวในห้องประชุมซึ่งจะมีเ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพมานั่งล้อมกันเป็วงกลมเพื่อหารือถึงเื่ราวที่พึ่งจะเกิดขึ้น
“คุณหมายความว่าไม่เจอสมบัติที่คาดว่าจะเป็ระดับ5 ในบ้านตระกูลถังสินะ?” ชายวัยกลางคนที่สวมแว่นในชุดทางการถามจิ้นหลิงอย่างจับผิด
“ใช่ครับสมบัติที่ตรวจพบมีเพียงสมบัติระดับ 3 ซึ่งเป็ของตระกูลถังอยู่แล้วครับ”
จิ้นหลิงตอบคำถามเรียบๆแต่จากแววตาแล้วดูออกได้ว่าเขาไม่ค่อยจะชอบชายใส่แว่นคนนี้สักเท่าไร
“เหอะ! หน่วยเหยี่ยวดำทำงานกันยังไง?”
ชายใส่แว่นคนนั้นสบถพึมพำอย่างไม่พอใจ จิ้นหลิงขมวดคิ้วแต่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นชายอีกคนที่อยู่อีกฝั่งยิ้มบางและส่ายหัวเบาๆเขาจึงยอมอดทนอย่างจำยอม
“นอกจากนี้คุณยังบอกว่ามีระดับปรมาจารย์ปรากฏตัวออกมาใช่ไหม?”ก่อนที่เื่จะบานปลาย ชายชราที่ดูทรงอำนาจจึงเลือกจะเปลี่ยนเื่และถามสิ่งที่เขาติดใจที่สุด
“ไป่ฟานเซียน?ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน...”
“เป็ศิษย์ของใครรึเปล่า?”
“หรือไม่ก็เป็พวกนักพรตชราที่พึ่งออกมาจากูเา?”
พวกเขาถกเถียงกันอย่างเซ็งแซ่เพราะตัวตนระดับปรมาจารย์นั้นถือว่ามีอำนาจขนาดสามารถสู้รบปรบมือกับทหารธรรมดาได้ทั้งกองทัพ
และแม้แต่ตัวตนระดับนายพลอย่างพวกเขาก็มีบางคนที่เป็ผู้ฝึกตนเช่นกันแต่ก็มีเพียงแค่ 4 คนเท่านั้นที่ก้าวเท้าเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้
“ไม่ใช่ครับ...จากรูปลักษณ์ภายนอกเธอมีอายุเพียง 20 กว่าปีเท่านั้นครับ”
จิ้นหลิงลังเลครู่หนึ่งและเลือกที่จะฉายภาพๆหนึ่งออกมามันคือภาพของไป่ฟานเซียนที่ถูกถ่ายที่ย่านการค้าเป็หญิงสาวที่งดงามล่มเมืองคนหนึ่งที่เผยรอยยิ้มเบาบางที่มุมปาก
เหล่าคนระดับสูงของกองทัพมองภาพนี้อย่างตกตะลึงแม้แต่ชายที่จิ้นหลิงมองเมื่อครู่ยังจ้องมองใบหน้าของไป่ฟานเซียนอย่างตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง
แต่เมื่อได้สติห้องประชุมนั้นก็ะเิเสียงเซ็งแซ่ออกมา
“นี่เป็ไปไม่ได้!”
“ผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์ที่อายุยี่สิบกว่าปี?”
“เป็ปิศาจรึไงกัน..”
“เป็การปลอมแปลงรูปลักษณ์รึเปล่า?สำหรับผู้ฝึกตนบางส่วนสามารถย้อนวัยหรือเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเองได้ยิ่งเป็ผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์ด้วยแล้ว...”
ความคิดเห็นและการโต้เถียงดำเนินไปพักหนึ่งจนในที่สุด ชายชราที่ดูทรงอำนาจคนนั้นก็ถามจิ้นหลิงอีกคำถามหนึ่ง
“สืบประวัติของเธอมาหรือยัง?”
จิ้นหลิงพยักหน้ารับแล้วฉายภาพอีกภาพหนึ่งซึ่งเป็ประวัติของไป่ฟานเซียน ที่นอกจากชื่อแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็เครื่องหมายคำถามทั้งหมด
“นี่จะล้อเล่นกันรึไง!?”
ชายใส่แว่นถึงกับทุบโต๊ะดังปังแต่จิ้นหลิงก็ไม่ได้สะทกสะท้านใดๆแล้วอธิบายต่อด้วยใบหน้าเรียบนิ่งว่า
“เธอชื่อไป่ฟานเซียนมีคนพบเห็นการปรากฏตัวของเธอครั้งแรกคือเมื่อวานที่ย่านการค้าของเมืองไม่มีประวัติใดๆของเธอในฐานข้อมูลประชากร ไม่มีแม้แต่รูปที่คล้ายกันเรียกได้ว่าตัวตนของเธอเป็ปริศนาครับ”
“นี่มัน...”
พวกเขาเริ่มหันมาถกเถียงกันอีกครั้งชายใส่แว่นคนนั้นก็หันมาถามจิ้นหลิง
“งั้นก็จับตัวเธอมาสืบสวนซะสิไม่มีชื่อรวมถึงข้อมูลของเธอแบบนี้มันน่าสงสัยไม่ใช่รึไง?”
แต่คำถามของเขากลับทำให้หลินจิ้งปรากฏรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างงั้นพลตรีโจวจะไปจับเธอด้วยตัวเองไหมล่ะครับ?”
คำถามนั้นทำให้ชายใส่แว่นหรือพลตรีโจวนั้นสะอึกจนพูดไม่ออก
เพราะถึงแม้เขาจะมียศถึงระดับพลตรีแต่เขาไม่ใช่ผู้ฝึกตนเมื่อนึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ฝึกตนที่อาจจะเป็ระดับปรมาจารย์เขาย่อมไม่กล้าเสี่ยง
“พวกเหยี่ยวดำอย่างคุณก็ไปเองสิอย่าให้กองทัพต้องเลี้ยงแบบเสียข้าวสุก”
คำพูดของเขาทำให้หลายคนในห้องประชุมมองอย่างไม่พอใจเพราะถึงในกองทัพส่วนใหญ่จะเป็คนธรรมดาแต่ก็จะมีหน่วยงานเฉพาะบางหน่วยที่เกือบทั้งหน่วยเป็ผู้ฝึกตนทั้งหมดและคอยทำภารกิจพิเศษที่กองทัพทั่วไปไม่สามารถทำได้
เหยียวดำก็คือหนึ่งในนั้น
นอกจากเหยี่ยวดำแล้วนั้นกองทัพยังมีอีก3 กองกำลังพิเศษที่ประจำการอยู่ในแต่ละภูมิภาคซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เพื่อป้องกันความเสียหายและควบคุมผู้ฝึกตนภายในประเทศ
“นายพลหลิวหน่วยเหยี่ยวดำของคุณคงจะไม่ปฏิเสธใช่ไหม?”
เมื่อพูดจบพลตรีหม่าก็ขยับแว่นและหันไปถามชายอีกคนในห้องชายคนนั้นคือคนที่มองไป่ฟานเซียนอย่างสนใจและหลินจิ้งหันไปดูตอนแรก
หัวหน้าใหญ่ของกองกำลังพิเศษเหยี่ยวดำพลเอกหลิวเยี่ยนเฟย
แต่หลิวเยี่ยนเฟยกลับดูหนุ่มกว่าที่คิดเอาไว้มากเขามีผมยาวปลกหน้าและอายุเพียงสามสิบปลายๆ ที่ไหล่ของเขามีดาบเล่มหนึ่งพาดเอาไว้อยู่แม้จะอยู่ในชุดเครื่องแบบทหารแต่ร่างกายของเขากลับดูบอบบางอ่อนแอและขี้โรคอย่างยิ่ง
ถ้าไม่ได้ใส่ชุดเต็มยศคนไม่มีทางคิดว่าเขาจะทำงานเป็ทหารแน่นอน
“นั่นสินะ...”
น่าแปลกที่เขาไม่ปฏิเสธทั้งยังเหลือบตาไปมองข้อมูลของไป่ฟานเซียนอีกทีหนึ่ง
“นี่มันน่าสนใจจริงๆ...”
“ถูกใจไหมครับท่านปรมาจารย์ไป่?”
ในอีกด้านหนึ่งที่บ้านพักซึ่งมีเนื้อที่ติดทะเลถังเทียนจี๋กำลังเดินนำไป่ฟานเซียนไปสำรวจรอบๆบ้านด้วยตัวเองเขาแสดงสีหน้าภูมิใจอย่างยิ่งในยามที่แนะนำสิ่งต่างๆให้ไป่ฟานเซียนดู
เพราะเปลี่ยนความเข้าใจใหม่แล้วเขาจึงตัดสินเอาว่าไป่ฟานเซียนคงจะมีความรู้เื่ทั่วไปและเทคโนโลยีน้อยมากๆซึ่งเขาก็คิดถูกอย่างยิ่งเพราะเพียงแค่ประตูที่เป็ระบบเปิดอัตโนมัติก็เรียกความสนใจจากไป่ฟานเซียนได้แล้ว
ความจริงแล้วหญิงสาวค่อนข้างให้ความสนใจกับโลกในยุคสมัยนี้เป็อย่างยิ่งโดยเฉพาะเทคโนโลยีแปลกๆที่เธอไม่เคยเห็นตอนที่อยู่บ้านตระกูลถังเมื่อวานเธอก็อยากจะสำรวจหลายๆอย่างเช่นกันแต่ด้วยมารยาทและความเป็แขกทั้งยังมีเื่วุ่นวายมากมายเธอจึงสังเกตเงียบๆเท่านั้น
“ไม่เลวเลย...”
ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับแม้ว่ามันจะไม่ใหญ่โตเท่าตำหนักโอสถเทพธิดาของนางหรือเท่าบ้านใหญ่ของตระกูลถังแต่ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีของบ้านหลังนี้เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด
หญิงสาวเดินไปที่ระเบียงไม้ที่ยื่นยาวออกไปที่ชายหาดติดทะเลที่นั่นตอนนี้มีเด็กน้อยสองคนกำลังวิ่งเล่นอยู่บนชายหาดโดยมีลุงหวงและถังซินหลานเฝ้ามองไม่ให้เกิดอันตรายและยิ้มแย้มด้วยความเอ็นดู
เพราะคนหนึ่งก็เติบโตมาในเขตสลัมไม่ต้องพูดถึงชายหาดเลย ฮุ่ยเอ๋อไม่เคยออกมาจากเมืองเลยเสียด้วยซ้ำ
ส่วนอีกคนอย่างถังเย่เย่นั้นก็ป่วยจนต้องอยู่แต่ในบ้านมาหลายปีโอกาสที่จะได้ออกวิ่งยังแทบจะไม่มี ในตอนนี้มีทั้งแรงมีทั้งเพื่อนในวัยเดียวกันจึงวิ่งเล่นด้วยกันจนสุดเหวี่ยง
เมื่อฮุ่ยเอ๋อสังเกตเห็นนายหญิงของตัวเองปรากฏตัวที่ระเบียงก็รีบวิ่งมาหา
“นายหญิงคะที่นี่สวยมากเลยล่ะค่ะ!”
เด็กน้อยพูดอย่างไร้เดียงสาซึ่งมันสามารถเรียกรอยยิ้มงดงามที่มุมปากของไป่ฟานเซียนออกมาได้
“แล้วเ้าชอบหรือไม่?”
“ชอบมากเลยค่ะ...เราจะได้อยู่ที่นี่จริงๆเหรอคะ?”
ฮุ่ยเอ๋อถามอย่างไม่แน่ใจสำหรับเธอการได้อยู่ในบ้านที่สวยงามเช่นนี้เหมือนกับฝันไป
“อืม...”
ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับอย่างอ่อนโยนและตอนนั้นเองเด็กน้อยอีกคนอย่างถังเย่เย่ก็วิ่งตามหลังพี่สาวมา
“หนูก็อยากอยู่ที่นี่ด้วย!”
เย่เย่ตัวน้อยพูดดวงตาใสแป๋วของเธอจ้องมองไป่ฟานเซียนอย่างขอร้องซึ่งหญิงสาวกลับไม่ได้ปฏิเสธอย่างที่ถังเทียนจี๋ซึ่งอยู่ข้างๆคิดนางเดินกลับเข้าไปในบ้านโดยมีคำพูดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
“นั่นมันขึ้นอยู่กับปู่ของเ้า...”
คำตอบของไป่ฟานเซียนทำให้ถังเทียนจี๋ดีใจอีกครั้งจนเนื้อเต้นเขาะโลงมาจากระเบียงอย่างที่ชายชราทั่วไปไม่สามารถทำได้แต่เพราะชายชราคนนี้ดันเป็ถึงจอมยุทธ์ขั้น 6 เขาเหยียบทรายเบื้องล่างโดยไม่ปรากฏร่องรอยทั้งยังอุ้มหลานสาวอย่างถังเย่เย่ขึ้นมาอย่างมีความสุข
“ฮ่าฮ่าๆปรมาจารย์ไป่ยอมรับหลานของฉันจริงๆ!”
“คุณปู่ทำอะไรน่ะ?”
ถังเย่เย่อย่างไรก็อายุยังน้อยนักเธอไม่เข้าใจว่าคุณปู่ของตัวเองกำลังดีใจเื่อะไรจึงได้แต่มองอย่างสงสัย
“ต่อไปนี้หลานต้องเรียกท่านปรมาจารย์ใหญ่ว่านายหญิงนะ?”ถังเทียนจี๋ปล่อยหลานสาวลงบนพื้น แล้วก้มลงมาสอนอย่างจริงจัง
“หนูก็เรียกนายหญิงว่านายหญิงอยู่แล้วนี่?”ถังเย่เย่เอียงหน้างุนงงเธอชี้ไปยังฮุ่ยเอ๋อที่กำลังดื่มน้ำมะพร้าวซึ่งลุงหวงไปหาจากไหนมาเสิร์ฟก็ไม่ทราบ
“พี่ฮุ่ยเอ๋อสอนหนูไง”
“โอ้! ใช่แล้วๆ เป็ปู่ขี้ลืมเอง” ถังเทียนจี๋พลันจำได้ขึ้นมาชายชราลูบหัวตัวเองแต่ก็ยังยิ้มอย่างมีความสุข
ตระกูลถังได้เื้ัที่แข็งแกร่งมาแล้ว!
“คุณพ่อคะ?”ถังซินหลานเดินเข้ามาหาพ่อตาอย่างเป็กังวล เพราะความเป็แม่ ทั้งลูกสาวของเธอก็พึ่งจะหายดีเธอไม่ค่อยจะอยากจากลูกไปเท่าไร
“ซินหลานปล่อยให้เย่เย่อยู่กับปรมาจารย์ไป่จะดีต่อเด็กคนนั้นที่สุดนะ”
ถังเทียนจี๋เข้าใจความรู้สึกของลูกสะใภ้แต่โอกาสที่จะได้เรียนรู้กับตัวตนระดับปรมาจารย์แม้จะมีคนเสนอเงินให้มากขนาดไหนก็คงไม่มีคนยอมแลก
ทั้งยังเป็ปรมาจารย์ระดับไป่ฟานเซียน
“ฉันเข้าใจค่ะแต่ก็ยังอดเป็ห่วงไม่ได้อยู่ดี” เธอถอนหายใจเบาๆ ยิ่งมองภาพลูกที่กำลังมีความสุขหัวอกคนเป็แม่ก็ยิ่งไม่อยากจะแยกจากขึ้นไปอีก
“ไม่ต้องห่วงหรอกถ้าเธอคิดถึงเย่เย่ก็มาเยี่ยมเสียก็สิ้นเื่ นั่นเป็เหตุผลว่าทำไมฉันถึงมอบบ้านหลังนี้ให้ท่านปรมาจารย์ไป่ไม่ใช่รึ?”ถังเทียนจี๋หัวเราะ ซึ่งนั่นก็ทำให้ถังซินหลานยิ้มได้
ใช่แล้วบ้านหลังนี้อยู่ห่างจากบ้านตระกูลถังเพียงแค่หนึ่งกิโลเมตรถ้าถึงที่สุดจริงๆเธอสามารถเดินมาหาลูกสาวเลยก็ยังได้
“นั่นสินะคะ...”
เมื่อไม่มีอะไรมากวนใจถังซินหลานก็เดินไปดูแลเด็กน้อยทั้งสองต่อซึ่งเธอปฏิบัติต่อฮุ่ยเอ๋อไม่ต่างจากที่ปฏิบัติกับถังเย่เย่ส่วนหนึ่งก็เพราะเอ็นดูอีกส่วนหนึ่งก็เพราะรู้มาจากลุงหวงว่าเพราะเด็กคนนี้ขอร้องปรมาจารย์ไป่ถึงยอมรักษาลูกสาวของเธอให้