ตอนที่11สไตล์การทำงานของลูเซียส
ลูเซียสเดินเข้าไปในถ้ำที่พักเมื่อคืนเื่ที่วิหารในถ้ำตรงป่าตะวันออกของเมืองรีเรคมีตัวเอนกิดูอีกตัวเฝ้าอยู่เขาก็ทราบจากรายงานเช่นกัน
เขาจึงสงสัยอย่างยิ่งว่าในถ้ำนี้มีวิหารอยู่ด้วยหรือไม่ถ้ามีพวกมันกำลังเฝ้าอะไรกันอยู่
ในถ้ำเย็นชื้นและแคบลงเรื่อยๆ ลูเซียสดีดนิ้วก็มีดวงไฟโผล่ออกมาที่ปลายนิ้วขนาดดวงไฟใหญ่มากพอจะส่องสว่างให้เห็นทัศนียภาพภายในถ้ำ
ลูเซียสเดินมาได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงเขาพบซากกระดูกทั้งของสัตว์และของมนุษย์มากมาย“โครงกระดูกพวกนี้คงเป็ซากอาหารของเอนกิดูเป็แน่”เขาเดินต่อไป ไม่นานเท่าไหร่ก็เดินมาสุดทาง เขาพบทางตันลูเซียสรู้สึกงุนงงไม่เข้าใจปนผิดหวังเขาคิดว่าจะเจอเบาะแสเกี่ยวกับแผ่นหินผลึกแต่เขาก็ต้องผิดหวัง
ลูเซียสยืนครุ่นคิด“หรือเอนกิดูชอบอยู่อาศัยในถ้ำเฉยๆ และที่ถ้ำวิหารที่ริเรคจะแค่เื่บังเอิญ”
ลูเซียสลองเอาไฟส่องและลูบคลำผนังที่เป็ทางตันของถ้ำเขาลองเอามือเคาะตามจุดต่างๆบนผนัง
คลิก!เสียงเหมือนอะไรบางอย่างลงล็อคหลังจากลูเซียสเอามือกดตามปุ่มหินที่ดูธรรมดาถึงที่สุดไปหลายปุ่มในบรรดาหลายปุ่มนั้นมีปุ่มหินขรุขระอันหนึ่งยุบลงไป
ลูเซียสเริ่มมีหวังและสนุกกับการไขปริศนาเขาเห็นหินก้อนไหนนุ่นออกมาเขาก็จะเอามือไปกดทันที
คลิกคลิก คลิก เสียงดังลงล็อคหลายคลิกแต่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลูเซียสยืนครุ่นคิดอีกครั้ง
“หรือว่ามันมีลำดับการกด”ลูเซียสลองกดทุกปุ่มหินที่อยู่บนผนังนี้ปุ่มหินที่มีเสียงคลิกออกมามีด้วยกันทั้งหมดเก้าปุ่มระยะห่างแต่ละปุ่มเป็ระเบียบยิ่งนักเท่ากันทุกระยะ บนสามปุ่มกลางสามปุ่ม ล่างสามปุ่มตำแหน่งเรียงกันเป็รูปทรงสี่เหลี่ยม
ลูเซียสลองกดเรียงทีละปุ่ม กดไขว้สลับบนกลางล่าง ล่างกลางบนกลางบนล่าง กลางล่างบนกดทะแยงมุม หลังจากลองพยายามอยู่นานก็ไม่เกิดสิ่งใดขึ้น
ลูเซียสจึงตัดสินใจไปดูวิหารในถ้ำที่ริเรคก่อนแล้วค่อยกลับมาที่ถ้ำนี้อีกครั้งเพราะถ้ำนี้ใกล้เมืองอูรุคที่เขาอาศัยอยู่การเดินทางมาที่นี่ง่ายกว่าไปถ้ำที่รีเรคและเขาคาดหวังว่าที่ริเรคจะมีเบาะแสมากพอที่จะทำให้เขาสามารถวิเคราะห์ถึงการเปิดถ้ำนี้ได้
ถึงเขาจะรักงานของเขายิ่งเป็งานไขปริศนาแบบนี้ก็ยิ่งชอบแต่การที่ต้องทำงานค้างคืนนอกบ้านนานๆแบบนี้ ไม่ใช่สไตล์ของเขาเท่าไหร่สไตล์ของเขาต้องได้กลับบ้านไปกอดภรรยาของเขาทุกวันอย่างนั้นสิถึงจะเป็สไตล์ของเขา
…………………………….
อลันเดินทางมาค่อนวัน หลังจากที่ลาจากพ่อของเขาถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหรือเจออุปสรรคระหว่างทางอีกไม่ถึงสามชั่วโมงเขาก็สามารถออกจากป่าได้แล้วยังเหลือเวลาพอสมควรถึงจะหมดเวลาทดสอบ
เวลาทดสอบจะหมดลงเมื่อครบสามวันพอดีนั่นก็คือวันนี้เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม
ในพุ่มไม้ไม่ห่างไปไกลจากอลันที่กำลังเดินมามีคนหกคนซุ่มอยู่ในพุ่มไม้กำลังสุมหัวกันปรึกษาด้วยเสียงกระซิบกระซาบ
“เหยื่อมาอีกคนแล้วพวกเราเตรียม ตัวพวกเราจะผ่านการทดสอบบ้าๆนี้ด้วยกัน”ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดหน้าตกกระพูดกับผู้ร่วมขบวนการปล้นของเขา
“ข้าจำมันได้เ้านั่นลูกชายลูเซียสถ้าเราปล้นผลงานจากมันเราจะเดือดร้อนหรือเปล่า”ชายหนุ่มอีกคนพูดขึ้นมาทุกคนในกลุ่มเริ่มลังเล
“ในป่าแบบนี้ไม่มีใครรู้หรอกแล้วอีกอย่างถ้าเราได้บรรจุเข้ากองกำลังลูเซียสก็ไม่อาจกล่าวโทษพวกเราได้ง่ายๆ ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจนถ้าข้าไม่พูด เ้าไม่พูดทุกคนไม่พูด ก็ไม่มีหลักฐานใดๆให้สาวถึงพวกเราแล้ว”หนุ่มหน้ากระพูด
ทุกคนถูกความโลภชักจูงเป็ทุนเดิมอยู่แล้วฟังคำพูดของหนุ่มตกกระจึงคล้อยตามได้ง่ายประกอบกับใกล้หมดเวลาทดสอบพวกเขายิ่งกระวนกระวายแทนที่ต่างคนควรจะต่างไปล่าผลงานของตัวเองพวกเขาดันจับกลุ่มดักปล้นผลงานอยู่บริเวณนี้กัน
“ถ้าไม่ใช่เพราะเ้าเรคมือค้อนลากโกเลมหินั์มาพวกเราคงไม่กระเซอะกระเซิงกันแบบนี้หรอก”หนุ่มเตี้ยล่ำเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เดิมทีมีหลายคนในที่นี้จับกลุ่มกันสองสามคนและก็มีบางคนในที่นี้ออกล่าคนเดียวแต่ชะตาชีวิตก็ชักนำพาพวกเขามารวมกลุ่มกัน
ชะตาชีวิตที่เรียกว่าเ้าเรคมือค้อนและโกเลมหิน !
หลังจากที่แผนโยนขี้ใส่อลันของเ้าเรคมือค้อนไม่สำเร็จเ้าเรคมือค้อนก็พาโกเลมหินที่ตามล่าเขาวิ่งไปทั่วป่าอย่างไม่หยุดหย่อนมาตลอดทาง
จนเจอกลุ่มของชายหนุ่มเตี้ยล่ำกับเพื่อนอีกสองคนเรคมือค้อนจึงวิ่งเข้าใส่กลุ่มของหนุ่มเตี้ยล่ำพร้ะโกนว่า“เพื่อน ๆข้าล่อเหยื่อมาให้แล้ว”
กลุ่มของพวกเ้าหนุ่มเตี้ยล่ำใก็จริงแต่ที่มากกว่าคือความมั่นใจในตัวเองพวกเขาไม่ทันสังเกตเห็นสภาพเละเทะของเ้าเรคมือค้อนหรืออย่างไรไม่ทราบหรืออาจจะคิดว่าตนเองพวกเยอะกว่าเป็โอกาสดีที่ได้เหยื่อโดยไม่ต้องตามหา
พวกเขาจึงจู่โจมโกเลมหินกันยกใหญ่แต่ผลคือการโจมตีของพวกเขาแทบจะไม่ระคายเคียงเ้าโกเลมเท่าไหร่สุดท้ายพวกเขาต้องวิ่งหนีแบบเดียวกับเรคมือค้อนไม่มีผิดส่วนเ้าเรคมือค้อนนะหรือหายไปตอนไหนก็ไม่รู้
พวกเขาวิ่งหนีไปพลางส่งเสียงไปพลางจนมีคนเข้ามาช่วยรุมเ้าโกเลมหินนับสิบกว่าคนพอพวกมากขึ้นพวกเขาจึงบังเกิดความมั่นใจขึ้นอีกครั้งพวกเขาประจันหน้ากับเ้าโกเลมหิน
แต่กว่าจะสามารถล้มเ้าโกเลมหินได้จากสิบสี่คนที่ร่วมสู้ตายจากไปถึงแปดคนรวมถึงสองคนที่ติดตามหนุ่มเตี้ยล่ำแต่แรกด้วยตอนนี้เหลือเพียงหกคนเท่านั้น
อันที่จริงพวกเขาทั้งหมดยังเป็แค่เด็กหนุ่มที่ยังไม่ค่อยมีประสพการณ์การต่อสู้เสี่ยงเป็เสี่ยงตายเท่าไหร่นักเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้าพวกเขาจึงเหมือนโดนตบให้ตื่นขึ้นจากฝันหวาน
เมื่อความกลัวในตัวพวกสัตว์ร้ายโบราณครอบงำจิตใจพวกเขาพวกเขาจึงเลือกที่จะมาดักปล้นผู้ทดสอบด้วยกันเองและยิ่งเมื่อพวกเขาดักปล้นผลงานได้ครั้งแรกจากคนก่อนหน้าที่จะพบกับอลันที่กำลังเดินทางผ่านมาพวกเขายิ่งมั่นใจว่าวิธีการนี้ว่าง่ายกว่าการออกไปล่าเอาเอง
“พวกเราช่วยกันน่าจะปล้นผลงานมาให้ครบได้ทุกคน”หนุ่มหน้ากระพูดปลุกเร้าด้วยสีหน้าจริงจังแต่กลับคิดในใจว่า‘พวกโง่เอ๊ยไม่มีทางที่จะได้มีผลงานกันทุกคนหรอกนับดูเหลือแค่ห้าคนเท่านั้นไม่มีทางที่จะปล้นพวกที่เหลือได้ครบทุกคนหรอก’