“เ้า....เ้า! ถามข้าแบบนี้ได้ไงเ้าเห็นข้าเสเพลไม่พอ กำลังจะบอกว่าข้าตัณหากลับหลอกเด็กอีกอย่างนั้นเหรอไง!นี่อยู่กันมากี่ปีแล้ว ทำไมยังไม่รู้จักข้าอีก ข้าเคยไปทำตัวเสเพลแบบนั้นที่ไหนเมื่อไหร่กัน เ้าเคยเห็นอย่างนั้นหรือไง?”กู่ตงหยางไม่เคยโมโหแบบนี้มาก่อน
“จะเสียงดังทำไมกลัวคนอื่นไม่ได้ยินที่ท่านพูดอย่างนั้นเหรอ? อีกอย่างถ้าท่านไม่ไปทำอะไรสักอย่างแม่นางน้อยคนนั้นจะตามมาถึงที่นี่ได้อย่างไร อย่าบอกว่านางถูกมนต์ดำสั่งมาถึงได้คลั่งท่านหนักถึงขนาดไม่มีสติและเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น”ฟางจื่อหานเถียงกลับ ตอนนี้เขาอยู่ในสถานะเพื่อนไม่ใช่เ้านายกับลูกน้อง
“ข้าก็ไม่รู้ข้าเพิ่งเจอกับนางครั้งแรกที่ตลาดวันนี้!”กู่ตงหยางก็หาเหตุผลไม่ได้เหมือนกัน และดูเหมือนว่าเขาก็พูดคุยกับซูเม่ยไม่รู้เื่ด้วยว่าทำไมนางถึงได้ปักใจที่จะเอาเขามาเป็สามีให้ได้
“เงียบก่อน ข้าต้องคิดให้ดี”ฟางจื่อหานยกมือขึ้นห้ามเมื่อกู่ตงหยางกำลังจะอธิบายเพิ่มเติมแค่นี้เขาก็อยากจะลาออกจากการเป็กุนซือประจำตัวของต้าเจียงจวินมันวันนี้แหละจะได้ไม่ต้องเตรียมแผนการหรือให้คำปรึกษาใดๆ อีก ถ้าเื่รบเขาจะไม่เกี่ยงเลยแต่นี่เื่แบบนี้เขาเองก็ไม่มีประสบการณ์ แล้วจะจัดการอย่างไรกันล่ะ
กู่ตงหยางมองไปที่ห้องพักของเขาซึ่งซูเม่ยยังคงอยู่ในนั้น เขาคิดย้อนกลับไปถึงตอนที่นางต่อสู้กับคนร้ายในชุดไอ้โม่งจะว่าไปนางก็เก่งกาจมาก อายุแค่นั้นแต่ต่อสู้กับชายฉกรรจ์ได้ดีถึงขนาดนี้แล้วถ้านางมีอายุเท่ากับไป๋หลานภรรยาของจางฮุ่ยิ น่าจะเก่งยิ่งขึ้นไปอีก ถึงขั้นที่ถ้าเขาบอกวังกุหลาบให้รับรู้นางคงจะถูกติดต่อให้ไปเป็หนึ่งในสี่นักฆ่าหมื่นตำลึงทองของวังกุหลาบแน่นอน
“ใจลอยคิดถึงเด็กอยู่หรือไง?”ฟางจื่อหานตบไหล่เพื่อเรียกสติ
“เ้าจะพูดอะไรก็พูดสิ ข้าก็อยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ”กู่ตงหยางหันกลับมาเผชิญหน้ากับฟางจื่อหานไม่เข้าใจว่าจะต้องลงไม้ลงมือกันทำไม เรียกกันเฉยๆ เขาก็ได้ยินเพราะก็ยืนอยู่ใกล้กันมากจนอีกนิดก็จะสิงร่างกันอยู่แล้ว
“ข้าเรียกท่านอยู่สี่รอบแล้วท่านไม่เพียงไม่หันกลับมาแต่สายตาของท่านจ้องไปทางนั้นจนกระทั่งหน้าต่างจะทะลุแล้วมั้ง”ฟางจื่อหานย้อนทันควันชักเริ่มไม่แน่ใจว่าเพื่อนและเ้านายของเขาพูดความจริงทุกอย่างหรือเปล่าที่บอกว่าไม่รู้จักซูเม่ยที่รออยู่ในห้องหน้าตาท่าทางแบบนี้จะบอกว่าอาลัยอาวรณ์ก็ไม่ผิด ห่างแค่นิดเดียวก็ชะเง้อมองทุกระยะแถมยังยิ้มแบบไม่รู้ตัวด้วย เขาเคยเห็นกู่ตงหยางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แบบนี้ที่ไหนปกติหน้าตาอย่างกับเสาหิน ไม่มีสะดุ้งะเื ไม่ว่าใครจะพูดอะไรหรือสาวน้อยสาวใหญ่สาวงามที่ไหนพูดก็นิ่งเฉยเวลาใครตายต่อหน้าก็สงบเสียจนนึกว่าเป็หินผาที่เอามาวางตั้งไว้ตรงนั้นเสียอีกไม่เห็นจะมีความรู้สึกใดๆ
“เอ่อ...ว่ามาสิ เ้ามีแผนการอะไรข้ากำลังตั้งใจฟัง”กู่ตงหยางแก้เก้อ เขารีบพูดเข้าเื่ทันทีฟางจื่อหานจะได้ไม่ต้องพูดต่อ
“รับนางเป็ภรรยา”ฟางจื่อหานตบบ่าของกู่ตงหยางเบาๆ
“เ้าว่าอะไรนะ!”กู่ตงหยางเข้าใจดีว่าฟางจื่อหานถือว่าเป็เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งในชีวิตของเขาไม่ต่างอะไรกับหวงตี้องค์ปัจจุบันที่ก็เป็เพื่อนรักเช่นกันถ้าไม่สนใจตำแหน่งและยศศักดิ์รวมไปถึงฐานันดรศักดิ์ที่เป็ชาติกำเนิดของเขากู่ตงหยางคิดว่าฟางจื่อหานคือเพื่อนสนิทที่เขาไว้ใจด้วยชีวิตดังนั้นเขาไม่เคยปฏิบัติกับชายหนุ่มเป็เช่นเ้านายกับลูกน้องแต่อย่างใดตลอดระยะเวลาที่คบหากันมาด้วยเหตุนี้ฟางจื่อหานจึงกล้าพูดกล้าทักท้วงเขาทุกเื่แบบที่ไม่ยั้งใดๆ ทั้งสิ้นเพราะความเป็เพื่อนกัน ทำให้กล้าพูดได้ทุกอย่างอย่างที่ใจอยากจะพูดแต่ถ้าถึงขนาดนี้ เขาก็ตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน
“หูหนวกหรือไง รับนางเป็ผู้หญิงของท่าน”ฟางจื่อหานย้ำอีกรอบหนึ่งถ้าเกิดกู่ตงหยางเสียงดังกว่านี้ เขากำลังคิดว่าจะเอาอะไรปิดปากทีจะได้เงียบ ไม่อย่างนั้นคนทั้งจวนจะต้องแตกตื่นแน่นอน
“แต่ว่านางยังเด็กอยู่เ้าก็เห็นไม่ใช่เหรอ?”กู่ตงหยางชี้ไปที่ห้องพักของเขาด้วยนิ้วมือที่สั่นระริกอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“เห็นว่านางยังเด็กแต่เ้าก็รู้ข้าก็รู้ว่าที่บ้านเมืองบางแห่งโดยเฉพาะทางเหนือ ทางมองโกล แคว้นเซี่ยซีเหลียง หรือเป่ยเหลียง อายุเท่านางหรือน้อยกว่านาง ป่านนี้ก็มีลูกไปแล้วด้วยซ้ำอย่างนางก็ถือว่าไม่เด็กนักหรอกเพียงแต่ว่าอาจจะเด็กถ้าเทียบกับแม่นางน้อยในบ้านเมืองคนอื่นของพวกเรา”ฟางจื่อหานยอมรับความเป็จริงก็จริงอยู่ที่ซูเม่ยเด็ก ถ้าเทียบกับแม่นางคนอื่นๆในแคว้นของพวกเขาที่เริ่มออกเรือนมีครอบครัวแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนที่แต่งงานไปั้แ่เด็กนอกไปจากนั้นการได้ไปออกทัพจับศึกไปทั่ว เขากับกู่ตงหยางต่างก็เห็นมาเยอะแล้วที่คนรุ่นเดียวกับซูเม่ยกลายมาเป็แม่คน บางคนมีลูกสองไปแล้วด้วยซ้ำดังนั้นการที่กู่ตงหยางจะรับซูเม่ยเป็ภรรยาไม่ใช่เื่แปลกจะอย่างไรขุนพลอย่างเขาวันหนึ่งก็ต้องมีฮูหยินของขุนพลไม่ใช่เหรอ
“ข้าอยากจะถอดเ้าจากการเป็กุนซือและเป็แม่ทัพคู่ใจของข้า ถ้าไม่ได้ยินกับหูข้าจะไม่เชื่อเลยว่าคำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากปากของเ้า!”กู่ตงหยางจ้องหน้าฟางจื่อหานเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้คำแนะนำที่ดูไร้ความหวังแบบนี้หลุดมาจากกุนซือคนสนิท
“ถ้าท่านไล่ท่านคิดว่านางจะไปมั้ย?”ฟางจื่อหานย้อนถาม
“ไม่...ไม่ไป”กู่ตงหยางตอบทันทีเมื่อนึกถึงคำพูดคำจาท่าทาง และการต่อสู้ของซูเม่ยไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่มีทางที่จะยอมแพ้ให้กับเขาอย่างแน่นอนในสายตาคู่คมสวยคู่นั้นมีความมุ่งมั่นแรงกล้าบางอย่างอยู่อย่างเต็มเปี่ยมจนกู่ตงหยางคิดว่าการที่นางเข้ามาหาเขาไม่ใช่เพียงเพราะ้าเป็ฮูหยินของเขาแต่นางน่าจะมีจุดประสงค์อื่นที่สำคัญกว่านั้นอย่างแน่นอน
“นั่นแหละ ถ้าท่านไม่สามารถไล่นางไปได้และนางก็ยืนกรานที่จะอยู่ที่นี่ถ้าใช้ไม้แข็งก็จะยิ่งดึงดูดความสนใจคนอื่นไปกันใหญ่เื่ที่ตอนนี้รู้แค่ท่านกับข้า ก็จะกลายเป็ทั้งกองทัพรู้กันหมด”ฟางจื่อหานอธิบายไปเรื่อยๆเรียบๆ
“ข้าเข้าใจแผนการของเ้าแล้วก็คือให้ข้ารับนางเอาไว้ เื่จะได้ไม่บานปลายใหญ่โตแต่ทว่าการที่รับนางอยู่ที่นี่ก็เท่ากับรับนางเป็ผู้หญิงของข้าแล้วนั่นไม่ยิ่งสมใจนางเข้าไปกันใหญ่เหรอ นางก็จะยิ่งอยู่ต่อไปอีกจะไปทำอย่างไรถึงจะเชิญนางออกไปได้”กู่ตงหยางพอจะเข้าใจแผนการของฟางจื่อหานแต่เขาคิดไม่ออกว่าจะหาทางออกจากเงื่อนปมที่ผูกเอาไว้อย่างไร
“ท่านเก่งกล้าสารพัดฉลาดล้ำในทุกเื่ยกเว้นเื่ผู้หญิง แม่นางน้อยใหญ่เมื่อแต่งงานหรือว่าปักใจกับชายใดแล้วถ้าเกิดว่าชายผู้นั้นมีคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ท่านคิดว่า...”ฟางจื่อหานเอ่ยถาม
“เ้าจะให้ข้ามีคนอื่นต่อหน้าของนางเพื่อให้นางเสียใจ และเดินไปจากชีวิตของข้าใช่มั้ย? แล้วข้าจะไปหาผู้หญิงที่ไหน”กู่ตงหยางเข้าใจละว่าเขาจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรแล้วผู้หญิงที่ไหนถึงจะยอมมาเล่นละครให้กับเขาล่ะ
“เื่นั้นปล่อยไว้เป็หน้าที่ของข้าข้าจะจัดหาสตรีเ่าั้มาให้ท่าน จำเอาไว้ว่าท่านจะทำอย่างไรก็ทำไป ทำให้นางเห็นว่าท่านสนใจคนอื่น รักคนอื่นแค่นั้นก็พอเข้าใจมั้ย”ฟางจื่อหานกำชับเพราะถ้าพลาดก็คือ พลาดเลย ไม่มีทางที่จะตบตาซูเม่ยได้อีก
กู่ตงหยางพยักหน้าและเดินกลับไปที่ห้องพักของเขา ในขณะที่ฟางจื่อหานยืนจ้องมองตามหลังไปตาไม่กะพริบ
“นี่คืออยากจะไล่ให้นางไปจริงๆใช่มั้ย?”ฟางจื่อหานเปรยขึ้นมาเหมือนบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนส่ายหน้าไปมาและเดินไปอีกทาง
ภายในห้องนอนของกู่ตงหยางเมื่อเขาเข้ามาก็เห็นว่าซูเม่ยยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างเหมือนนางกำลังใจลอยคิดอะไรอยู่สักอย่าง ชายหนุ่มมองเสี้ยวหน้าด้านนี้ของนาง เห็นชัดว่านางอ่อนเยาว์แต่ทว่าสายตาที่ควรจะเป็ไร้เดียงสา ไร้ทุกข์โศกกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอะไรบางอย่างที่เขาััได้กู่ตงหยางรู้สึกเหมือนกับว่าซูเม่ยมีอะไรบางอย่างในใจและสิ่งนั้นจะเป็เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้นาง้ามาอยู่ใกล้ชิดกับเขาใช่หรือไม่?
“ท่านกลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ?”ซูเม่ยหันกลับมาและยิ้มให้กับชายหนุ่มพร้อมทั้งเดินตรงเข้าไปหาควงแขนของเขาเอาไว้
“ข้า...เ้า...เอ่อ”กู่ตงหยางอึกอักก้มลงมองซูเม่ยที่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาแล้วสิ่งที่เขากำลังจะพูดอยู่ดีๆ ก็ลืมไปหมดเสียอย่างนั้น ได้แต่ยืนนิ่งๆพูดอะไรไม่ออก
“ข้าจะนอนในห้องนี้”ซูเม่ยย้ำอีกครั้งถึงเจตนารมณ์ของนาง
ในค่ำคืนนั้นกู่ตงหยางนั่งอยู่ที่โต๊ะเขาไม่กล้าที่จะหันหลังกลับไปมองที่เตียง ได้แต่นั่งเขียนหนังสือ อ่านฎีกาไปเรื่อยเพราะถ้าเขาไปอ่านที่ห้องหนังสือ ซูเม่ยจะต้องตามไปด้วยก็จะยิ่งเป็ที่เอิกเกริกไปกันใหญ่ แต่พอหอบงานมาทำที่ห้องนอนของตัวเองเขาก็ทำตัวไม่ถูก ทั้งที่ก็ง่วงนอน เพราะดึกดื่นแล้ว แต่เขาก็ยังนอนไม่ได้เพราะซูเม่ยยังอยู่ในห้อง หรือว่าคืนนี้เขาจะต้องนั่งทำงานทั้งคืน
กู่ตงหยางทำงานไปเรื่อยๆจนผ่านไปเป็เวลาค่ำมืดดึกดื่น เขาทนที่จะนั่งต่อไปไม่ไหวจริงๆชายหนุ่มจึงได้ลุกขึ้นเพื่อเดินไปดูพระจันทร์ที่หน้าต่างและจ้องมองอยู่อย่างนั้นด้วยความสบายใจนานมากแล้วที่เขาไม่ได้มายืนดูพระจันทร์เฉยๆ โดยที่ไม่ต้องคิดแผนรบหรือว่ากำลังเคลื่อนทัพเพื่อไม่ให้ศัตรูล่วงรู้ ไม่งั้นหนักที่สุดก็คือกำลังออกรบอยู่จะว่าไปแล้วั้แ่รับราชการเข้ามาอยู่ในกองทัพกู่ตงหยางไม่เคยมีเวลาได้ชื่นชมความงามของพระจันทร์อย่างที่ควรจะเป็
ชายหนุ่มเหลียวกลับมาในที่สุดเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างเมื่อเขาหันไปมองก็เห็นว่าซูเม่ยไม่ได้นอนอยู่บนเตียงอย่างที่เขาคิด แต่นางกลับปูผ้าลงบนพื้นและนอนหลับอยู่ที่หน้าเตียงของเขาต่างหาก
“ทำไมทำแบบนี้เด็กโง่”กู่ตงหยางส่ายหน้าและเดินเข้าไปหาพร้อมทั้งก้มตัวลง ช้อนตัวของซูเม่ยขึ้นมา
ชายหนุ่มวางซูเม่ยลงไปบนที่นอนและดึงผ้าห่มปลายเตียงมาห่มให้ เขาเพิ่งจะได้พิจารณาดวงหน้าของซูเม่ยอย่างชัดเจนตอนนี้ตอนที่นางลืมตานั้น กู่ตงหยางเห็นว่านางเป็เด็กสาวที่มีความเก่งกาจดูแลตัวเองได้ดี เพราะมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมมากคงจะมีไม่กี่คนที่สามารถจะเข้ามาทำร้ายนางได้ ดังนั้นต้องถือว่านางเป็คนที่แกร่งแต่ในเวลานี้เมื่อเขาเห็นนางนอนหลับและละเมอโดยที่ไม่รู้ตัวกู่ตงหยางกลับคิดว่านางบอบบางมากกว่าที่เขาคิดไว้เมื่อตอนกลางวันมากนักเขายื่นมือออกไป ใช้นิ้วเรียวััที่ใบหน้าของนางเบาๆ
“ผิวของเ้าใช้อะไรถึงได้ขาวอมชมพูถึงขนาดนี้เ้ารู้มั้ยอะไรที่เ้าใช้จะต้องเป็ที่้าในวังหลังแน่นอน”กู่ตงหยางพูดยิ้มๆแต่แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งและใเมื่อซูเม่ยคว้าแขนของเขาเข้าไปกอดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้เขาใจหายวาบคิดว่านางได้ยินที่เขาพูด
ซูเม่ยละเมอและคว้าแขนของกู่ตงหยางเอาไว้แน่น ราวกับว่านางไม่อยากปล่อยให้เขาหนีไปไหนหญิงสาวดึงรั้งเอาตัวชายหนุ่มเข้าไปใกล้ จนทำให้กู่ตงหยางเสียหลักล้มลงไปบนเตียง
“อะ!”กู่ตงหยางอุทานออกมาแต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับตัวไปไหน ซูเม่ยก็กลิ้งเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดใบหน้าซุกซบอยู่ในอ้อมอกของเขา และคว้าตัวของเขาเอาไว้มั่น ไม่ยอมปล่อย
ซูเม่ยกอดตัวของกู่ตงหยางเอาไว้ประหนึ่งเขาเป็หลักที่นางยึดเอาไว้เพื่อความปลอดภัย และกอดอยู่อย่างนั้นหญิงสาวหลับตาพริ้ม หายใจอย่างสม่ำเสมอ เสียงในลำคอที่ละเมออยู่ก่อนหน้านี้ ค่อยๆเงียบลง
กู่ตงหยางกอดตอบซูเม่ยเอาไว้แต่พอเขารู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ชายหนุ่มก็พยายามจะขยับตัวออกและแกะแขนกับมือของซูเม่ยออกจากตัว แต่ยิ่งแกะก็ยิ่งพันกัน หญิงสาวไม่ยอมปล่อยเขาง่ายๆ ไม่ว่าเขาจะหมุนไปไหน หรือพลิกตัวไปทางอื่นทำอย่างไร ซูเม่ยก็เกาะติดเขาหนึบ จนแยกออกไม่ได้ท้ายที่สุดกู่ตงหยางก็ปล่อยไว้อย่างนั้น เพราะเขากลัวว่าซูเม่ยจะตื่นขึ้นมาแล้วเขาจะทำหน้าไม่ถูก สู้ให้นางหลับไปอย่างนี้รอจนนางหลับสนิทแล้วค่อยขยับตัวอีกที
ชายหนุ่มคิดถึงเื่ในกองทัพและคิดถึงตอนที่เขาบุกไปฝ่ายตรงกันข้ามเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ก่อนเอาศีรษะขุนพลของแคว้นเซี่ยติดมือกลับมาด้วย และมอบให้กับฟางจื่อหานแต่เื่ราวไม่ได้ง่ายอย่างนั้น
ในวันนั้นกู่ตงหยางลอบเข้าไปในกระโจมของฝ่ายตรงกันข้ามกองทัพของแคว้นเซี่ยมาตั้งฐานทัพเพื่อที่รอเวลาจะโจมตีเมืองหน้าด่านที่เขาปกครองอยู่เขาปล่อยเอาไว้ไม่ได้ เพราะว่ากองทัพนี้ถึงจะไม่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรแต่เต็มไปด้วยทหารหาญที่มีความอดทนสูงและเก่งกล้ายิ่งนัก ทำให้กู่ตงหยางไม่วางใจไม่มั่นใจว่าถ้าปะทะกันในาแล้วจะยืดเยื้อนานแค่ไหนด้วยความกลัวว่าชาวบ้านจะลำบากกู่ตงหยางจึงตัดสินใจบุกมาที่นี่โดยลำพังเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้ลุกลามเผาไหม้เข้ามาในบ้านเมืองที่เขาปกป้องดูแล
กู่ตงหยางกวาดตามองไปที่กระโจมที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้นกระโจมของขุนพลตั้งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยกระโจมของทหารเพื่อปกป้องขุนพลแต่กู่ตงหยางรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
“ทำไมค่ายกลทหารของท่านถึงได้ดูแปลกเช่นนี้”