ตอนที่ 12 ฉันจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา
จงจื้อกั๋วถอนหายใจ “เมื่อคืนวานนั้นผมมัวแต่ยุ่งอยู่กับการกู้ภัย รถที่ส่งมารับผู้ป่วยเป็ของโรงพยาบาลในเมือง แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องไปโรงพยาบาลในเมืองเป็ที่แรก ผมก็ไม่ได้คาดคิดว่าคุณภาพการรักษาของที่นั่นจะแย่ขนาดนี้”
ซ่งข่ายใจนเหงื่อไหล “ไม่ใช่แค่นั้นนะ หมอที่นั่นล้วนแต่ไม่ธรรมดาทั้งนั้น คนที่ดูอาการให้หัวหน้าโจว หลายคนพยายามใช้เส้นสายเพื่อที่จะได้รักษากับเขาด้วยนะ”
เซิ่งอันหนิงไม่เข้าใจ เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าเืตกใน ทำไมถึงวินิจฉัยว่ากระดูกสันหลังส่วนล่างได้รับาเ็?
หญิงสาวคิดไม่ตก “หรือว่านี่จะเป็การตั้งใจฆาตกรรมกันคะ?”
จงจื้อกั๋วส่ายหัว “เป็ไปไม่ได้ ใครจะกล้าลงมือฆาตกรรมอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้?”
เซิ่งอันหนิงครุ่นคิด แต่กลับหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ ชัดเจนเป็อย่างมากว่านี่คือการจงใจฆาตกรรม สำหรับเหตุจูงใจนั้น เกรงว่าโจวสือซวินก็น่าจะรู้ดี
คิดไปคิดมาเธอก็คิดได้ว่าการผ่าตัดต้องใช้เวลานานพอสมควร เซิ่งอันหนิงจึงตัดสินใจที่จะไปซื้อกะละมังล้างหน้า สบู่ อาหารกล่อง อะไรทำนองนั้น
จะได้ถือโอกาสเดินดูรอบ ๆ เมืองด้วย เนื่องจากการผ่าตัดม้ามที่แตกไม่นับว่าเป็การผ่าตัดใหญ่อะไร และบริเวณพื้นที่ในโรงพยาบาลทหารจะต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่เป็จำนวนมาก ดังนั้นหญิงสาวจึงวางใจอย่างยิ่ง
เธอพูดคุยกับจงจื้อกั๋วไม่กี่ประโยค และลงมาจากตึก
จงจื้อกั๋วยังคงเป็กังวลกับการผ่าตัดของโจวสือซวิน เนื่องจากไม่กี่ปีมานี้โจวสือซวินลำบากไม่น้อยเลย คนอื่น ๆ ยังได้รับพัสดุหรือรองเท้าบุฝ้ายที่ทางบ้านส่งมาให้
แต่ชายหนุ่มกลับได้รับเพียงจดหมายที่บอกว่าทางบ้านนั้น้าเงิน ไม่ใช่แค่พ่อของเขากระดูกขาหักและไม่สามารถไปทำนาได้ ยังมีน้องชายที่ซุกซนไปทำวัวของชาวบ้านตายอีก
นอกจากความ้าเงินแล้ว ก็ไม่มีคำพูดใดแสดงถึงความห่วงใยต่อโจวสือซวินเลย
ดังนั้นจงจื้อกั๋วจึงรักและสงสารโจวสือซวินเป็อย่างมาก ตอนนี้เมื่อพบว่าเซิ่งอันหนิงนั้นไม่ได้รู้สึกเป็กังวลต่อความเป็ความตายของโจวสือซวินเลย แต่กลับจะออกไปซื้อของ ชายวัยกลางคนก็กลับมารู้สึกโมโหอีกครั้ง
ผู้ชายที่ดีมาก ๆ อย่างโจวสือซวิน เหตุใดจึงไม่ได้พบกับผู้หญิงที่ดูแลเอาใจใส่เขานะ
จู่ ๆ เขาก็มีความคิดมากมายเกี่ยวกับเซิ่งอันหนิง!
……
เซิ่งอันหนิงยืนอยู่ที่หน้าประตูโรงพยาบาลทหารสักพักหนึ่ง แม้จะมีความทรงจำของเ้าของร่างเดิม แต่เมื่อพบเข้ากับผู้คนที่แต่งตัวเรียบ ๆ ด้วยโทนสีเรียบง่าย แม้แต่รถจักรยานเองก็ยังเห็นไม่มากนัก กำแพงของทั้งสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยคำขวัญ และข้างทางก็ยังมีแผงขายของตั้งอยู่
ภายในสายตาของเธอนั้น รู้สึกว่ามันล้าหลังมาก ๆ
หญิงสาวถอนหายใจออกมาสักพัก ก็นึกถึงความทรงจำของเ้าของร่างเดิม มีสหกรณ์ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลทหาร ด้านในมีข้าวสารอาหารแห้งและหม้อไหกะละมังขาย สิ่งพวกนี้ก็น่าจะพอใช้ได้
เซิ่งอันหนิงซื้อกะละมังล้างหน้าแบบเคลือบ ทั้งยังซื้อกล่องข้าว สบู่ ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน และในท้ายที่สุดเธอยัง้าที่จะซื้อคือเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวให้กับชายหนุ่ม
เงินที่เธอนำมานั้นถูกใช้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง แม้อาหารมื้อต่อไปจะราคาถูก ข้าวหนึ่งมื้อราคาไม่เกินหนึ่งหรือสองเหมา แต่เมื่อพบว่าเงินที่มีนั้นน้อยลงเรื่อย ๆ เซิ่งอันหนิงก็รู้สึกไม่ปลอดภัยเป็อย่างมาก
หญิงสาวขมวดคิ้วหน้ามุ่ยถือกะละมังจะเดินออกไป จู่ ๆ ก็ถูกใครสักคนเรียกเอาไว้ “เซิ่งอันหนิง?”
เซิ่งอันหนิงหันกลับไปด้วยความใ ก็เห็นว่าหญิงสาวผมม้าสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินและผูกผ้าพันคอสีแดงมองมาด้วยความประหลาดใจ
เธอย้อนคิดอยู่สักพัก ก็คิดออกว่าหล่อนชื่อซุนอ้ายเจีย เป็สหายที่เติบโตมาด้วยกันกับเ้าของร่างเดิม
ดวงตาทั้งสองของซุนอ้ายเจียเรียวสวย ใบหน้าตกกระนิดหน่อย นับว่าดูน่ารักไม่น้อยเลย หล่อนมองดูเซิ่งอันหนิงสักพักก็เดินเข้ามาด้วยหน้าตายิ้มแย้มจนดวงตาแทบจะกลายเป็ขีดเดียว หญิงสาวก้าวขึ้นมาข้างหน้าและคว้าแขนของเซิ่งอันหนิงเอาไว้ “อันหนิง ใช่เธอจริง ๆ ด้วย เธอมาตอนไหนเนี่ย? กลับมาแล้วทำไมไม่ไปหาฉัน? วันนั้นเฉิงกังดื่มไปเยอะมากเลยนะ”
จู่ ๆ เซิ่งอันหนิงก็รู้สึกไม่ชอบหน้าหญิงสาวผู้นี้ขึ้นมา แม้หล่อนจะเป็เพื่อนสนิทของเ้าของร่างเดิม แต่ก็เห็น ๆ อยู่ว่าเ้าของร่างเดิมแต่งงานไปแล้ว ยังจะพูดถึงคนรักในอดีตเพื่ออะไรอีก?
ในยุคนี้ ข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ พวกนี้สามารถพรากชีวิตคนได้เลย นี่ไม่ใช่การใส่ร้ายเ้าของร่างเดิมหรือ?
เซิ่งอันหนิงดึงแขนของหล่อนออกอย่างเฉยชา “เธออย่าพูดจามั่วซั่วนะ ฉันแต่งงานแล้วและตอนนี้ก็มีเื่ต้องทำ ขอตัวก่อนนะ”
ซุนอ้ายเจียรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “อันหนิง เธอหมายความว่าอะไรน่ะ? เธอจะอยู่กับเ้าหนุ่มบ้านนอกนั่นจริง ๆ หรือ? เธอลืมไปแล้วหรือว่าก่อนจะแต่งงานเธอพูดอะไรไว้บ้าง? เธอบอกว่าจะอยู่กับเฉิงกัง คอยทะนุถนอมเขาราวกับว่าเขาเป็หยก จึงจะคิดหาวิธีหย่ากับเ้าบ้านนอกนั่นและกลับมาหาเฉิงกัง เธอลืมไปหมดแล้วหรือ? ”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกปวดหัว เ้าของร่างเดิมพูดคำพูดพวกนี้ไปจริง ๆ หรือ? คลั่งไคล้อะไรปานนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ต่อให้จะเป็จะตาย แต่ถ้ายังไม่แต่งงานก็คงจะดีกว่านี้
นอกจากนี้เมื่อได้ยินซุนอ้ายเจียเอ่ยถึงโจวสือซวินว่าเป็คนบ้านนอก หญิงสาวก็รู้สึกว่าคำพูดนั้นมันทิ่มแทงแสลงหูเป็อย่างมาก จึงขมวดคิ้วและเอ่ยขึ้น “เจียเจีย ฉันไปอยู่ที่ชนบทได้่หนึ่ง ก็เห็นกระจ่างแล้วว่าโจวสือซวินเป็คนดี ฉันเลยตัดสินใจจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา คำพูดไร้สาระพวกนั้นเธออย่าพูดอีกนะ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้ามันจะไม่ดี”
ซุนอ้ายเจียมองดูเซิ่งอันหนิงด้วยความประหลาดใจ ไม่อยากปักใจเชื่อว่าคำพูดพวกนี้จะออกมาจากปากเซิ่งอันหนิง “เธอถูกโจวสือซวินล้างสมองไปแล้วเหรอ? แล้วเฉิงกังล่ะจะทำยังไง?”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกแปลกใจ “เขาเองก็โตขนาดนี้แล้ว จะมายุ่งอะไรกับฉันอีก ถ้าเธอทนดูไม่ได้ก็ไปแต่งงานกับเขาเสียสิ”
เพื่อที่จะไม่ทำให้ดูน่าเกลียดเกินไป เธอจึงพูดประโยคนี้อย่างติดตลก ราวกับว่าหยอกล้อกันอย่างไรอย่างนั้น
ซุนอ้ายเจียหน้าแดงขึ้นมาในทันที หล่อนกระทืบเท้าและเอ่ยขึ้น “นี่! อันหนิง เธอพูดจาเหลวไหลอะไรเนี่ย”
สีหน้าของหล่อนไม่สามารถซ่อนความเขินอายเอาไว้ได้ ราวกับว่าสิ่งที่หล่อนปกปิดเอาไว้จะถูกเปิดเผยออกมาด้วยตัวเอง
เซิ่งอันหนิงยิ้มเยาะในใจ ดูเหมือนว่าเพื่อนสนิทคนนี้ ต่อหน้าเธอแล้วก็ไม่ได้เป็ห่วงเธอขนาดนั้น เซิ่งอันหนิงจึงไม่้าพูดจาไร้สาระกับหล่อนอีก “ฉันยังมีเื่ที่ต้องทำ งั้นแค่นี้ก่อนนะ”
พูดจบก็หมุนตัวเดินตรงไปที่โรงพยาบาลทหารในทันที
ซุนอ้ายเจียยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาตอบกลับ เซิ่งอันหนิงก็ได้เดินไปไกลแล้ว เมื่อหญิงสาวคิดได้จึงได้ตามเซิ่งอันหนิงไปด้วยความแปลกใจ หล่อนมองดูเซิ่งอันหนิงเดินเข้าไปในโรงพยาบาลทหาร หลังจากนั้นก็หันหลังกลับมา แต่ในใจยังคงนึกแปลกใจอยู่ หรือว่าจะมีใครป่วย?
เื่ที่เซิ่งอันหนิงกลับมาครั้งนี้ จะมีคนในตระกูลเซิ่งรู้เื่แล้วหรือยัง?
เมื่อถึงตอนบ่าย โจวสือซวินก็ถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัด โชคดีที่เขาถูกตรวจพบอาการได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นแล้วก็คงจะตกอยู่ในอันตราย
จงจื้อกั๋วตรงเข้าไปขอบคุณเหล่าแพทย์ที่ได้ช่วยชีวิตไว้ได้ทันท่วงที
เซิ่งอันหนิงตามเข้าไปที่ห้องผู้ป่วย ไม่ว่าตอนนี้เธอจะมีสถานะเป็ภรรยาของโจวสือซวินหรือไม่ แต่สองวันที่ผ่านมาชายหนุ่มปฏิบัติต่อหญิงสาวด้วยความใส่ใจเป็อย่างมาก หญิงสาวจึงรู้สึกว่าตนนั้นก็ควรจะปฏิบัติต่อชายหนุ่มอย่างดีเช่นกัน
เซิ่งอันหนิงหยิบถ้วยชาและเข้าไปหาพยาบาล ก่อนจะไปขอก้อนสำลีเล็กน้อยนำมาชุบน้ำชาและใช้ตะเกียบคีบขึ้นมา จากนั้นจึงใช้เช็ดริมฝีปากของโจวสือซวินเพื่อบรรเทาอาการกระหายน้ำหลังจากผ่าตัด
ในตอนที่จงจื้อกั๋วกลับมา ก็พบกับเซิ่งอันหนิงที่นั่งเงียบ ๆ คอยดูแลโจวสือซวินอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ความโกรธเคืองที่มีแต่เดิมก็ได้หายไปในทันที เมื่อยืนมองอยู่สักพักก็ได้เข้าไปเอ่ยกับหญิงสาว “เ้าโจวสือซวินนี่ พูดตามความจริงแล้วถ้าใครปฏิบัติดีต่อเขา เขาก็สามารถตอบแทนด้วยชีวิตให้เธอได้”
เซิ่งอันหนิงไม่เข้าใจ หญิงสาวไม่ได้้าที่เอาชีวิตของโจวสือซวินสักหน่อย
แต่เมื่อมองดูจงจื้อกั๋วที่ดูเคร่งขรึม สักพักก็มารับบทบาทของพ่อสื่อแล้วรู้สึกว่าชายหนุ่มวัยกลางคนนั้นดูน่ารักขึ้นมาบ้าง
จงจื้อกั๋วพูดอย่างไม่หยุดหย่อน และเมื่อมองดูเวลาที่ล่วงเลยมานานแล้ว จึงกำชับเซิ่งอันหนิงไม่กี่คำก่อนที่เขาจะจากไป เขากลัวว่าเซิ่งอันหนิงจะไม่รับโจวสือซวินไว้ในใจ
เขากลัวว่าเธอจะออกไปเที่ยวเล่นจนลืมโจวสือซวินที่อยู่ในห้องพักผู้ป่วย
เซิ่งอันหนิงส่งจงจื้อกั๋วกลับอย่างไม่เต็มใจนัก ในตอนที่กลับมาห้องผู้ป่วย ก็พบกับโจวสือซวินที่ได้สติแล้ว และกำลังมองมาที่หญิงสาวด้วยสายตาเฉื่อยชา
ทันใดนั้นหูของชายหนุ่มก็แดงขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล
ในตอนที่เซิ่งอันหนิงกำลังตรวจอาการให้กับโจวสือซวินนั้น ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้หมดสติเสียทีเดียว ยังคงรับรู้ได้อยู่ว่าเซิ่งอันหนิงเป็คนถอดกางเกงของเขาออก…
……………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
เจอดอกบัวขาวอีกคนนึงแล้ว แต่เสียใจด้วยนะที่อันหนิงคนนี้ไม่ใช่คนเดิม
พี่โจวเริ่มหวั่นไหวแล้วล่ะสิ
ไหหม่า(海馬)