กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลงนางมองหมอหลวงหลี่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าดูท่าว่าเขาคงจะได้รับการถ่ายทอดจากฮองเฮามาโดยตรงและก็ถือว่ามีความสามารถอยู่บ้าง
ทว่านางก็หาได้ร้อนใจไม่เพียงแย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นหมอหลวงหลี่ช่วยบอกหน่อยเถิดว่ายาชนิดใดเมื่อรวมกันแล้วจะเกิดผลเช่นไร?”
คำถามนี้ทำเอาหมอหลวงหลี่ตะลึงงันไปชั่วขณะแต่เพียงครู่เดียวก็กลับมามีสติได้อันที่จริงแล้วเรื่องนี้ก็เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อใส่ความเท่านั้นส่วนยาเหล่านั้นจะมีปัญหาหรือไม่ ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้แต่อาการของฮองเฮาในตอนนี้คล้ายคลึงกับถูกพิษ เรื่องนี้จึงฟังดูสมเหตุสมผลยิ่งนัก
“น่าจะเป็นยาในตำรับนี้ที่เมื่อนำมารวมกันแล้ว จึงจะเกิดผลเช่นนี้” หมอหลวงหลี่ถอนหายใจ “ได้ยินมาว่าหมอกู้มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศมีคุณธรรม และช่วยชีวิตผู้คนไว้ไม่น้อยอีกทั้งยังจัดการตรวจโรคโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทุกเดือนนอกจากจะไม่เคยคิดค่ารักษาจากชาวบ้านผู้ยากไร้ ยังบริจาคยาให้พวกเขาอีกด้วยเหตุใดจึงได้กระทำการเช่นนี้ต่อฮองเฮา? นี่มันขัดต่อหลักคุณธรรมแพทย์”
หมอหลวงหลี่ผู้นี้ดูท่าทางเดือดดาลราวกับผู้มีคุณธรรมแรกเริ่มกล่าวชมกู้ชิงเฉิงเสียยกใหญ่ จากนั้นก็ตอกย้ำนางลงไปในโคลนตมช่างเป็นกลอุบายอันยอดเยี่ยม สมเป็นสุนัขรับใช้ของฮองเฮาโดยแท้และยังเป็นสุนัขที่ดีจริงๆ
“เช่นนั้น เหตุใดหมอหลวงหลี่จึงไม่ลองใช้ตำรับยานี้ด้วยตนเองเล่า?” กู้ชิงเฉิงไม่ได้ขัดเคือง นางเพียงหรี่ตาลงเท่านั้น นางสวมผ้าคลุมหน้าเผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่ง ที่เปล่งประกายระยิบระยับใต้แสงเทียนชวนให้ผู้คนหลงใหล
ฮ่องเต้ฉินที่อยู่ข้างๆขมวดคิ้วแน่น เขาเองก็สังเกตเห็นว่าดวงตาของกู้ชิงเฉิงนั้นแตกต่างจากผู้อื่นแต่ก็ไม่นึกเลยว่านางจะมีดวงตาที่งดงามถึงเพียงนี้ชวนให้ผู้คนปรารถนาจะจมดิ่งลงไปในนั้น
ทว่าเขาก็รีบหันสายตากลับพยายามระงับความหวั่นไหวในใจ และทำใจให้สงบเขารู้ดีว่าดวงตาของกู้ชิงเฉิงนั้นมีปัญหา จะต้องไม่จ้องมองมันเป็นอันขาด
แต่หมอหลวงหลี่กลับจมดิ่งลงไปในนั้นหลังจากนั้นเข่าทั้งสองข้างทรุดลงคุกเข่า “ฝ่าบาททรงลงโทษกระหม่อมเถิด!กระหม่อมสมควรตาย กระหม่อมไม่ควรหลอกลวงฝ่าบาท!” หมอหลวงหลี่คุกเข่าตัวสั่นงันงก
ฮ่องเต้ฉินทรงตกใจเล็กน้อยจากนั้นก็ยิ้มออกมา แล้วเลิกคิ้วขึ้น พลางมองกู้ชิงเฉิงอย่างเย็นชา“พระชายายังมีกลอุบายเช่นนี้อีกหรือ?” ไอสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของฮ่องเต้อย่างไม่ปิดบัง
ทำให้โม่อวี้เฉินชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยกมือจับไหล่กู้ชิงเฉิง แล้วก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว“เสด็จพ่อ หมอหลวงหลี่ผู้นี้บังอาจหลอกลวงเสด็จพ่อเสด็จพ่อทรงตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อฮ่องเต้เห็นองค์รัชทายาทปกป้องกู้ชิงเฉิงถึงเพียงนี้ดวงตาของเขาก็ฉายแววไม่พอใจเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่ก็ปกปิดไว้มิด
“ตรวจสอบ? ตอนนี้ชีวิตของแม่เจ้าแขวนอยู่บนเส้นด้ายเหตุใดเจ้าจึงไม่ตรวจสอบสาเหตุที่แม่ของเจ้าถูกวางยาพิษเล่า?” ฮ่องเต้ฉินเอ่ยช้าๆ อย่างอดทน น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นชายิ่งนัก
“เสด็จพ่อ เรื่องนี้ชิงเฉิงก็สามารถตรวจสอบให้กระจ่างได้พ่ะย่ะค่ะ” โม่อวี้เฉินไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย สตรีของเขาเขาจะต้องปกป้องนางให้ดีที่สุด
เขาไม่เข้าใจการกระทำของฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อยเริ่มจากการวางยาพิษรุ่ยอ๋อง จากนั้นก็ร่วมมือกับฮองเฮาเพื่อเล่นงานกู้ชิงเฉิงพวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน?
“นางมีพิรุธมากที่สุด เหตุใดจึงจะปล่อยให้นางมาตรวจสอบ?” ฮ่องเต้ฉินปฏิเสธข้อเสนอของโม่อวี้เฉินทันที
“เช่นนั้นหมอหลวงหลี่ได้ตรวจสอบพบสิ่งใดบ้างพ่ะย่ะค่ะ?” โม่อวี้เฉินเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจนัก หากมิได้เป็นเพราะเขาเคารพฮ่องเต้เขาคงจะระเบิดโทสะออกมามากกว่านี้แล้ว
ในขณะนั้นฮ่องเต้ฉินก็ขมวดคิ้วแน่น เขารู้ดีว่าหมอหลวงหลี่หมดประโยชน์แล้วทั้งยังถูกกู้ชิงเฉิงควบคุมไว้
เขาจึงมองหมอหลวงหลี่ด้วยสีหน้าไม่พอใจพร้อมเอ่ยว่า “เขาคงจะแก่จนเลอะเลือนไปแล้ว” ความหมายชัดเจนยิ่งนัก คือไม่ว่าหมอหลวงหลี่จะพูดอะไรในตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี
กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลงฮ่องเต้ฉินผู้นี้ช่างเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนักเขามองเห็นถึงเบื้องหลัง เพียงคำกล่าวเดียว ก็พลิกผันสถานการณ์ได้สิ้นเชิง
ขณะพูดฮ่องเต้ฉินก็มองกู้ชิงเฉิง อันที่จริงแล้ว เขาอยากจะควักดวงตาคู่นั้นของนางออกมาและเขารู้สึกว่ากู้ชิงเฉิงไม่ควรมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องกำจัดนางให้เร็วที่สุดมิฉะนั้น นางจะเป็นปัญหาใหญ่หลวง ทว่าองค์รัชทายาทขวางอยู่ทำให้เรื่องนี้ยุ่งยากเล็กน้อย ดังนั้นเขาจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี
“องค์รัชทายาท” จากนั้นฮ่องเต้ฉินก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“เรื่องของฮองเฮา ข้าจะมอบให้เจ้าจัดการ แต่พระชายายังมีข้อกังขาไม่สามารถเข้ามาเกี่ยวข้องได้”
ฮ่องเต้ฉินคิดว่าการที่องค์รัชทายาทจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองนั้นดีที่สุดแล้วอีกทั้งยังสามารถทำลายความสัมพันธ์ระหว่างองค์รัชทายาทกับพระชายาได้อีกด้วย
โม่อวี้เฉินมีสีหน้าหนักใจทว่าเขาก็เข้าใจดีว่าหากเรื่องนี้ให้ผู้อื่นจัดการ กู้ชิงเฉิงก็จะยิ่งเสียเปรียบ
ยามนี้ฮ่องเต้คิดจะกำจัดกู้ชิงเฉิงเขาไม่ยอมให้นางเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนั้นการจะจัดการคดีนี้จึงยากราวกับการปีนป่ายขึ้นสู่สวรรค์
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกู้ตงหลิงและท่านหญิงหลิงหยางเข้ามาแทรกแซงทำให้เรื่องราวซับซ้อนยิ่งขึ้น และเป็นผลเสียต่อกู้ชิงเฉิงอย่างมากเช่นกัน
“เป็นอะไรไป?” เมื่อเห็นองค์รัชทายาทเป็นเช่นนั้นสีหน้าของฮ่องเต้ฉินก็เย็นชาลง “คนที่นอนอยู่ตรงนั้นเป็นตายร้ายดีไม่รู้คือแม่ของเจ้า!”ตอนนี้ฮ่องเต้กำลังกริ้ว
“องค์รัชทายาทไม่จำเป็นต้องลำบากใจเพราะหม่อมฉันหรอกเพคะ” กู้ชิงเฉิงกล่าวเสริม “อีกทั้งหม่อมฉันก็ไม่ได้กระทำสิ่งใดที่ผิดจะไปรู้สึกผิดได้อย่างไร”
ท่าทางของนางดูสง่างามเป็นอย่างยิ่งแม้ว่าฮองเฮาและฝ่าบาทจะต้องการสังหารนาง เช่นนั้นก็ต้องดูก่อนว่าพวกเขามีความสามารถเพียงพอหรือไม่
กู้ชิงเฉิงสามารถรอดพ้นจากกองเพลิงเมื่อห้าปีก่อนและยังสามารถทำให้กิจการอันหยวนถังรุ่งเรืองเฟื่องฟูได้ เช่นนั้นนางก็ย่อมต้องมีฝีมืออยู่บ้าง อำนาจราชวงศ์นั้นใหญ่หลวงยิ่งนักสามารถกดดันทุกคนได้ ทว่าไม่อาจกดดันนางได้
หากไม่ใช่เพราะนี่เป็นเรื่องราวที่จำกัดอยู่ในหนังสือซึ่งมีบทสรุปที่ถูกกำหนดไว้แล้ว นางก็คงไม่วิ่งมาพึ่งใบบุญของโม่อวี้เฉินและก็คงไม่เกรงกลัวราชวงศ์ด้วยเช่นกัน
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ฮ่องเต้ฉินก็ยิ้มออกมา “องค์รัชทายาทพระชายากล่าวเช่นนี้แล้ว เจ้ายังลังเลอะไรอีก?” โม่อวี้เฉินเป็นคนเด็ดขาดเสมอทว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกู้ชิงเฉิง ดังนั้นฮ่องเต้ฉินจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
“องค์รัชทายาท ใต้หล้าล้วนเสมอภาคกันผู้ใดทำผิดก็ต้องรับโทษเช่นเดียวกับสามัญชน ในเมื่อพระชายามีข้อกังขาเพื่อความสะดวกในการสอบสวนคดี เราก็ควรส่งพระชายาไปยังคุกหลวงต้าหลี่ซื่อเพื่อแสดงความยุติธรรม” ฮ่องเต้ฉินกล่าวเสริมอย่างเชื่องช้าเขาค่อยๆ ชักนำกู้ชิงเฉิงเข้าสู่กับดักทีละก้าว
โม่อวี้เฉินกำลังจะคัดค้านทว่ากู้ชิงเฉิงก็กล่าวเสริมว่า “สมควรเป็นเช่นนั้นเพคะ”
นางเหลือบมองฮ่องเต้ฉินอย่างไม่วางใจ“เซวียนเอ๋อร์เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของราชวงศ์เป็นโอรสขององค์รัชทายาท และแม้แต่เสือก็ยังไม่กินลูกตัวเองหม่อมฉันหวังว่าเสด็จพ่อจะทรงรับประกันความปลอดภัยของเซวียนเอ๋อร์ได้เพคะ”
คำพูดนี้ฟังดูไม่น่าพอใจนักฮ่องเต้ฉินต้องการจะกริ้ว ทว่าก็ยังอดกลั้นไว้ได้กู้จิ่งเซวียนผู้นี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของราชวงศ์จริง เป็นหลานชายของเขาและยังเป็นหลานชายคนโตอีกด้วย
ดังนั้นพระองค์จึงพยักหน้า “พระชายาไม่ต้องกังวลหากตรวจสอบแล้วพบว่าการวางยาพิษฮองเฮาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าเจ้าก็จะกลับตำหนักองค์รัชทายาทได้เช่นเดิม”
“ไม่เพคะ หม่อมฉันจะไม่กลับไป” กู้ชิงเฉิงกลับแค่นเสียงเย็นชานางไม่ได้ต้องการกลับไปเลยแม้แต่น้อย
“ชิงเฉิง!” โม่อวี้เฉินรีบร้อนและเอื้อมมือจับข้อมือของนาง
“ราชวงศ์ไม่ได้ต้อนรับเราสองแม่ลูก เหตุใดพวกเราจึงต้องอยู่ต่อไปด้วยเพคะ”กู้ชิงเฉิงยกมุมปากขึ้น ใบหน้าแสดงความไม่แยแสตั้งแต่องค์ฮองเฮาไปจนถึงฮ่องเต้ และทุกคนในวังหลัง ล้วนไม่ต้อนรับการมาของนางนางรู้ดีแก่ใจ
“ผู้ใดกล่าวว่าราชวงศ์ไม่ต้อนรับพวกเจ้า” ในขณะนั้นเสียงอันหนักแน่นเปี่ยมด้วยโทสะก็ดังขึ้นจากนอกตำหนัก
จากนั้นรุ่ยอ๋อง ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ราวภูเขาก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าขาของเขาฟื้นตัวเป็นปกติแล้ว จึงสามารถเดินเหินได้คล่องแคล่ว
เขาได้รับข่าวเหตุการณ์ในวังแล้วสำหรับความเป็นความตายของฮองเฮา เขาไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยทว่าเมื่อได้ยินว่าฝ่าบาทกำลังพุ่งเป้าไปที่กู้ชิงเฉิง เขาก็อยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไปจึงรีบลุกจากเตียงนอน และถือป้ายหยกเข้าวังทันที
เขามีป้ายหยกที่ได้รับพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้ทำให้สามารถเข้าออกวังหลวงได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องแจ้งผู้ใด ตำหนักคุนหนิงแห่งนี้เขาไม่สนใจจะมาเลยแม้แต่น้อย ทว่าวันนี้เพื่อกู้ชิงเฉิง เขาย่อมต้องมา
“ท่านอา!” ในดวงตาของโม่อวี้เฉินฉายแววแห่งความหวังรีบส่งเสียงเรียก
ฮ่องเต้ฉินทรงประทับยืนนิ่งอยู่กับที่ใบหน้าของพลันเย็นชาลงชั่วขณะ ในดวงตามีประกายสังหารแวบผ่านแล้วก็ปกปิดไว้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เงยหน้ามองรุ่ยอ๋อง“น้องชาย เหตุใดจึงมาที่นี่ ร่างกายของเจ้าหายดีแล้วรึ?”
“ขอบพระทัยฝ่าบาททรงเป็นห่วง กระหม่อมหายดีแล้ว” เสียงของรุ่ยอ๋องค่อนข้างเย็นชาใบหน้าแสดงความห่างเหินอย่างชัดเจน
ท่าทีของรุ่ยอ๋องไม่เหมือนครั้งก่อนที่เข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้วในครานั้นเขาไม่รู้จักระวังตัวจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดในมือของฮ่องเต้ครั้งนี้เขาจึงไม่อาจประมาทได้อีกต่อไป
ทว่ารุ่ยอ๋องเป็นคนตรงไปตรงมาเกินไปอารมณ์ทั้งหมดแสดงออกมาบนใบหน้าในยามนี้ ไม่อาจปกปิดไว้ได้บนใบหน้าของเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ‘ข้าอยากจะสังหารฮ่องเต้บ้าดีเดือดผู้นี้ให้จงได้!’