หลังจากที่องค์หญิงเรียร่าชวนให้อัลเบลอยู่พักผ่อนที่นี้ต่ออัลเบลก็ทำท่าทางสองจิตสองใจ แล้วก็หันไปมองหน้าของลูเซียดูสีหน้าของลูเซียไม่ค่อยสู้ดี เพราะพึ่งผ่านการเดินทางไกลมาอัลเบลจึงบอกกับองค์หญิงว่า
“ขอขอบพระทัยพระองค์นะข้าก็พึ่งคิดขึ้นได้ว่า ข้าน่าจะพักเอาแรงสักวันสองวัน แล้วค่อยเดินทางต่อถึงแม้ว่าข้าอยากจะเดินทางไปให้ถึงถ้ำแลนท์เพียงใด แต่ถ้าไปในทั้งๆที่เหนื่อยแบบนี้ มันก็คงจะไม่ดี เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรอีกบ้าง ” อัลเบลตอบรับความหวังดีจากองค์หญิง
“โอเค งั้นเ้าตามข้ามาข้าได้เตรียมห้องพักผ่อนไว้ให้กับเ้าแล้วั้แ่ข้าได้ข่าวว่าเ้าพึ่งมีถึงที่นี่” องค์หญิงเรียร่าพูดเสร็จแล้วก็พา อัลเบล กับลูเซียไปยังห้องพักแห่งหนึ่ง เป็ห้องที่ไม่ใหญ่มากมีเตียงนอนอยู่สองเตียงห่างกันเล็กน้อย
“ท่านพักที่นี่ได้เลยตามแต่ท่านจะพอใจ ว่าแต่สถานการณ์ข้างนอกมันเป็อย่างไรบ้าง” องค์หญิงเรียร่าถามถึงสถานการณ์ต่างๆเพราะั้แ่เกิดเื่พ่อของเธอ ก็ให้เธอมาพักอาศัยที่นี้เลย โดยมีรองหัวหน้าหน่วยเหยี่ยวฟ้ากับราชสีห์เหลืองคอยตามคุ้มกันองค์หญิงอย่างใกล้ชิด
“มันเลวร้ายมากเลยองค์หญิงมันมีนักรบต้องสาปอยู่ข้างนอกกันเต็มไปหมดเลย ทางที่ข้ามานี้ข้าก็ได้ยินแต่เสียงของชาวบ้านกรีดร้องตลอดทางเลยพระองค์ไม่ควรจะออกไปข้างนอกเลย”อัลเบลเล่าถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เค้าประสบพอเจอ
“แล้วท่านพ่อของข้าเป็ยังไงบ้างละ”
“ข้าไม่ได้ข่าวคราวอะไรของพระองค์เลยข้าได้แต่คำสั่งที่ว่าให้ข้าคุ้มครองเสร็จพี่ของท่านมาถึงที่นี่อย่างปลอดภัยข้าก็ได้แต่หวังว่าพระองค์ทรงปลอดภัย”
“อย่างนั้นเหรอ” สีหน้าขององค์หญิงเรียร่าเริ่มดูทุกข์เพราะไม่รู้ว่าชะตากรรมของพ่อตัวเองจะเป็อย่างไรบ้าง
“ว่าแต่ท่านจะไปไหนต่อละข้าเห็นท่านไปคุยกับพระสันตะปาปาแพททริคเสร็จ แล้วดูท่านจะรีบร้อนออกไปโดยเร็ว”
“เออข้ากำลังจะไปถ้ำแลนท์”
“ถ้ำแลนท์ ????”
“คือข้าได้ข้อมูลมาว่าในถ้ำแลนท์นั้นมีแร่อาเชมิสอยู่ พระสันตะปาปาบอกกับข้าว่าสิ่งนี้อาจจะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ได้ข้าก็เลยอยากลองเสี่ยงดู”
“ท่านนี่เป็คนดีจังทุกครั้งที่ดินแดนของเราเกิดขึ้น ท่านมักจะเป็คนแรกๆ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วย เพราะแบบนี้นี่เองท่านถึงเป็ที่โปรดปรานของพ่อข้า” องค์หญิงเรียร่าเล่าด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนแล้วตาของเธอก็เป็ประกายเหมือนกับกำลังประทับใจกับเื่เหล่านี้อยู่
“ไม่หรอกพระองค์กระหม่อมเพียงทำตามหน้าที่ กระหม่อมทำตามคําสาบานตนก่อนเข้ากองทัพกระทิงแดง กับคำสาบานที่ว่าสละทุกอย่างได้เพื่อแผนดิน”อัลเบลต่อด้วยความภูมิใจ
“ว่าแต่องค์หญิงที่นี้มีขนมพายแอปเปิ้ลไหม”
“มีสิแม่ครัวพึ่งอบเสร็จใหม่ๆเลย ถ้าเ้าอยากกินข้าไปเอามาให้เ้าได้นะ”
“ไม่เป็ไรหรอกองค์หญิงเดี่ยวข้าไปหยิบเองว่าแต่พายแอปเปิ้ลอยู่ไหนละ ”
“เอออยู่ในห้องครัวที่อยู่ทางด้านขวาของห้องนี้นะ”
“เยื่ยมไปเลย” หลังจากที่พูดเสร็จอัลเบลก็ทำหน้าตายิ้มร่าแล้วก็รีบวิ่งออกไปเหมือนกับเด็กน้อยที่กำลังอยากได้ของเล่นไวๆ เลย ปล่อยให้ลูเซียกับองค์หญิงเรียร่าอยู่กันสองคน
“เ้าชื่ออะไรเหรอ” องค์หญิงยิ้มแล้วก็ถามมายังเด็กสาวผมสีขาว
“ข้าชื่อลูเซียแล้วท่านละ”
“ข้าชื่อเรียล่านะ”
“ท่านสวยจังข้าพึ่งเคยเห็นผู้หญิงสวยๆ อย่างท่านครั้งแรก ”
“เ้าก็น่ารักเหมือนกันนะข้าก็พึ่งเคยเห็นผู้หญิงที่มีผมสีขาว ั์ตาสีฟ้าครั้งแรกเหมือนกัน”
“แล้วเ้าเจอกับอัลเบลได้ยังไงละ”
“เออข้าเจอเค้าลอยหมดสติมาที่หน้าบ้านข้านะแล้วท่านละ”
“เค้าเป็อัศวินคนโปรดของพ่อข้าเค้ามักจะช่วยงานพ่อข้าหลายๆ อย่างเลยถึงแม้ว่าถ้าดูจากภายนอกเค้าจะดูเป็คนแข็งแกร่งละดุดัน แต่เค้าก็เป็คนที่อ่อนโยนมากเลยนะ”
“ข้าก็คิดเหมือนกันหลังจากที่ได้เดินร่วมทางกับเค้า” หลังจากที่พูดเสร็จทั้งสองสาวก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกันอย่างคิกคัก
“มีอะไรกันหรือ”อัลเบลถามมือของเค้ายกถาดตะกร้าพายแอปเปิ้ล
ลูเซีย ทำตามลุกแววแบบพึ่งเคยขนมชนิดนี้เป็ครั้ง
“ลองทานดูสิของขึ้นชื่อของราชอาณาจักรเรา”องค์หญิงเรียร่า หยิบพายแอปเปิ้ลออกจากตะกร้าที่อัลเบลถืออยู่ และยืนขนมชิ้นนี้ให้ลูเซียลองทานดู
“ว้าวมันอร่อยมากข้าพึ่งเคยทานขนมชนิดนี้เป็ครั้งแรก” ลูเซียร้องด้วยความแปลกใจหลังจากที่กัดพายแอปเปิ้ลไปคำแรก
อัลเบลยิ้มพร้อมกับลูบหัวของลูเซียแล้วก็พูดขึ้นมาว่า “ไว้ถ้าเื่พวกนี้จบลงเรามาทานกันเยอะๆ เลยนะ”
“อึมสัญญากันแล้วนะ”
“อึมข้าสัญญาองค์หญิงก็ด้วยนะ ไว้จบเื่แล้วเรามานั่งกินพายแอปเปิ้ลร่วมกันอีก”
“ได้ข้าขอสัญญา”
และทั้งสามก็ทานพายแอปเปิ้ลกันอย่างอิ่มอร่อยพวกเค้าร่วมพูดคุยกันถึงเื่ต่างๆ ในวัยเด็ก จนถึงเวลา 23.00 น.องค์หญิงก็ขอตัวไปนอนก่อน และเมื่อองค์หญิงไปแล้วอัลเบล กับลูเซียก็เข้านอนด้วยและเวลาก็ผ่านไปจนถึงเช้าวันถัดมา
อัลเบลกับลูเซียเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็ต้องใช้พร้อมกับกองกำลังทหารอีก 50 นายที่ได้ขอไว้กับทางองค์หญิงเมื่อคืน และในวินาทีที่เค้ากำลังจะเดินออกจากวิหารแห่งนี้
“ช้าก่อน” เสียงที่อัลเบลรู้คุ้นเคยลอยมาจากด้านหลังเค้าอัลเบลหันกลับไปดูต้นเสียงนั้น เค้าพบว่าเป็องค์หญิงเรียร่า โดยองค์หญิงมากับรองหัวหน้าหน่อยราชสีห์เหลืองทอม ผู้ซึ่งชำนาญเวทหลายๆสายโดยเฉพาะเคลื่อนย้ายสิ่งของกับเวทอันเชิญ แถมท่านพูดนี้ยังเป็อาจารย์สอนเวทย์สายลมให้กับองค์หญิงอีกด้วยและนอกจากนี้องค์หญิงยังพาทหารมาเพิ่มอีก 50 นาย
“ขอข้าร่วมเดินทางด้วย”
“แต่องค์หญิงมันอันตรายนะข้าไม่รู้ว่าข้าจะเจอกับอันตรายใดๆ บ้าง”
“ไม่ต้องห่วงข้าข้าดูแลตัวเองได้ แถมข้ายังมีรองหัวหน้าหน่อยคอยคุ้มกันข้าอีก 2 คน”
“แต่องค์หญิง”
“ให้ข้าได้ทำประโยคอะไรเพื่อแผ่นดินบ้างเถอะท่านพ่อแสดงความกล้าหาญให้ข้าเห็นถึงเพียงนี้ ถ้าข้าไม่ทำอะไรบ้างข้าคงไม่มีหน้าไปพบหน้าของพ่อได้”
อันเบลต้องถึงกับใจอ่อนเมื่อเห็นสายตาอันมุ่งมั่นขององค์หญิงเรียร่าพวกเค้าค่อยๆ เคลื่อนพลอย่างช้าๆ อย่างระมัดระวัง คอยหลีกเลี่ยงจุดที่มีทหารต้องสาปอยู่จนในที่สุดเค้าก็เดินทางมาถึงถ้ำแลนท์ได้
**************
สำหรับถ้ำแลนท์นั้นเป็ถ้ำที่มีบรรยายกาศค่อนข้างมืดมิดแถมยังมีสิ่งขีดขวางต่างๆ ที่มีลักษณะเป็เสาแหลมๆ จึงทำให้การเดินทางในถ้ำนั้นเป็ไปได้ยากลำบากมากต้องคอยจุดคบเพลิงดูเส้นทางให้ดีๆ และปลายทางของถ้ำก็จะมีแร่อาเชมิสอยู่เป็จำนวนมาก
“องค์หญิงให้ข้าลองเข้าไปสำรวจดูก่อนนะว่ามีพวกทหารต้องสาปไหม เส้นทางในถ้ำมันเดินลำบากถ้าเข้าไปทั้งกองทัพแล้วเจอพวกทหารต้องสาป มันจะลำบากเอา” อัลเบลพูดแนะนำให้องค์หญิงตั้งรับอยู่หน้าทางเข้าก่อน
“ได้สิเ้าระวังตัวด้วยนะอัลเบล”องค์หญิงพูดด้วยความเป็ห่วง
แล้วอัลเบลก็เข้าไปสำรวจถ้ำเพียงตัวคนเดียวและหลังจากที่เค้าสำรวจจนทั่ว เค้าก็ไม่พบร่องรอยอะไรของทหารต้องสาปเลย อัลเบลเริ่มมีความหวังมากยิ่งขึ้นเพราะถ้าไม่มีทหารต้องสาปอยู่เลย แสดงว่าพวกมันอาจะกลัวแร่อาเชมิสจนไม่อยากเข้าใกล้กับได้
“เข้ามาได้เลยทางสะดวกแล้ว”อัลเบลกลับไปบอกองค์หญิง เพื่อให้กองทัพขององค์หญิงเข้าไปยังจุดที่มีแร่อาเชมิเพื่อจะได้เก็บแร่เหล่านี้เอาไปทำอาวุธต่อสู้กับเหล่าทหารต้องสาปและพวกเค้าก็เดินทางไปถึง่ลึกสุดของถ้ำแลนท์ ซึ่งเป็ส่วนที่มีแร่อาเชมิสอยู่เต็มไปหมดเลย
“ว้าวมันสวยจริงๆอย่างกับเพชรนิลจินดา”ทหารคนหนึ่งตกตะลึกกับความสวยกับแร่อาเชมิส
“อย่าอู้งานเก็บนำแร่มาเก็บใส่ถุงเร็ว”ทหารอีกคนเตือนสติ เพื่อรีบทำงานให้เสร็จ
หลังจากที่พวกทหารเริ่มเก็บแร่อาเชมิสไปเรื่อยๆองค์หญิงเรียร่าก็ลองเดินสำรวจพื้นที่ต่างๆ ในบริเวณแถวนั้น จนเดินเข้าไปพบกับแท่นอันหนึ่งที่มีลักษณะดูคล้ายกับเหมือนปุ่มแป้นพิมพ์อักษรที่เธออ่านไม่บอกว่าอักษรบนนั้นหมายถึงอะไร สำหรับนิสัยขององค์หญิงเรียร่าแล้ว เธอเป็สาวที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เป็ประจำ
และด้วยนิสัยที่คุ้นเคยนี้เอง จึงทำให้เธอลองัักับพิมพ์อักษรเหล่านี้ดูหลังจากที่เธอลองกดทำความคุ้นเคยกับแป้นพิมพ์อักษรเ่าั้ เธอก็สังเกตไปเห็นว่าตรงผนังที่เธอยืนอยู่นั้นมันเหมือนมีปุ่มกดอะไรสักอย่าง เธอก็เริ่มลองเอามือของเธอไปกดปุ่มนั้นดู
หลังจากที่เธอกดเสร็จพื้นที่ตรงนั้นก็เกิดสั่นกระเทือนอย่างรุนแรงพื้นที่ที่เธอเดินอยู่นั้นก็ทรุดตัวลง จนทำให้เธอตกลงไปข้างล่าง ตรงเธอก็ไม่เป็ไรมากนักแค่เป็แผลถลอกกับเข่าบวมนิดหน่อย
“โอ๊ยเจ็บจัง ไม่น่าซนเลยเรา นิสัยนี้มันแก้ไม่หายจริงๆ ” องค์หญิงเรียร่าเริ่มบ่นกับตัวเอง หลังจากนิสัยเสียของเธอนี้ทำให้เธอได้รับาเ็
“องค์หญิงเป็อะไรไหม”เสียงของอัลเบละโลงมาด้วยความเป็ห่วง
“ข้าไม่ได้เป็อะไรมากเ้าไม่ต้องห่วงนะ”
“โอเคงั้นเดี่ยวข้าไปหาเชือกก่อน แล้วจะรีบลงไปช่วยนะองค์หญิงอย่าพึ่งเดินไปที่ไหนอีกนะ แต่ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลองค์หญิงส่งเสียงร้องได้เลยนะ ข้าจะรีบมาช่วย” หลังจากที่อัลเบลพูดเสร็จก็รีบวิ่งไปหาเชือกให้กับองค์หญิง
“องค์หญิงข้าเตรียมเชือกให้แล้ว เดี่ยวข้าลงไปรับท่าน” อัลเบล ให้ทหาร 10 นายจับเชือกที่เตรียมไว้แล้วเค้าก็ค่อยๆ โรยตัวลงไป โดยมีหัวหน้าสองหน่วยทั้งสองคอยเฝ้าระวังอยู่บนหลุมที่องค์หญิงตกไป
“องค์หญิงมีาเ็”อัลเบลไต่เชือกลงถึงหลุมได้แล้ว พร้อมไถ่ถามองค์หญิงถึงความเป็ห่วง
“อึมๆอัลเบล ข้าขอโทษนะ เพราะพยายามจะทำตัวเองให้เป็ประโยชน์แต่ข้ากลับเป็ภาระให้กับเ้าได้” องค์หญิงทำสีหน้ารู้สึกผิด
“ท่านไม่ต้องเศร้าไปนะท่านมีนิสัยอย่างนี้ั้แ่เด็กๆ แล้วข้าเข้าใจ แต่ยังไงองค์หญิงต้องระวังเอาไว้นะสถานการณ์ในตอนนี้มันไม่ปกติดี”อัลเบลปลอบองค์หญิง
“ว่าแต่ข้าก็พึ่งรู้ว่ามีสถานที่อย่างนี้อยู่ในดินแดนของเราด้วยมันดูเหมือนกับห้องทดลองอะไรบางอย่างเลย อัลเบลเ้าลองดูตามพื้นสิมันดูเหมือนมีวงเวทย์สีแดงที่มีสัญลักษณ์อักษรอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมดเลย ” องค์หญิงเริ่มบรรยายถึงสถานที่เธอตกลงมา
“ข้าว่าเรารีบไปจากสถานที่นี้กันเถอะข้ารู้สึกเสียวสันหลังวาบยังไงก็ไม่รู้”
“ข้าก็ว่าอย่างนั้นคุณรู้สึกอืดอัดั้แ่ตอนที่ข้าตกลงมายังสถานที่แห่งนี้แล้วเรามีเก็บแร่แล้วรีบไปกันดีกว่า”
ถึงแม้ว่าสถานที่ที่ทั้งสองอยู่นั้นจะมีอากาศที่เย็นแต่บรรยายในนั้นดูกดดันและน่าขนลุกเป็อย่างมาก พวกเขาทั้งสองรู้สึกกดดันจนอยากจะอ้วกออกมาเลย
“แก๊กแก๊ก แก๊ก แก๊ก ”
“อัลเบลเ้าได้ยินเสียงอะไรไหมข้ารู้สึกเสียงเหมือนมีอะไรกำลังขยับอยู่ แต่ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย” น้ำเสียงขององค์หญิงกลัวมากเธอรู้สึกว่านอกจากเธอ กับอัลเบลแล้วเหมือนมีใครอยู่ด้วย
“ท่านทอมท่านอยู่ข้างบนใช่ไหม ท่านช่วยโยนคบเพลิงลงมาได้ไหม ข้าจะจุดไฟ”อัลเบล ะโบอกให้ทอมรองหัวหน่วยนักเวทย์โยนคบเพลิงลงมา
“ได้ขอรับท่านอัลเบลรับไปนะ”พูดเสร็จทอมก็โยนคบเพลิงลงไป
อัลเบล ได้รับคบเพลิงแล้วก็บอกกับองค์หญิงว่า “พร้อมแล้วนะข้าจะจุดไฟแล้วนะองค์หญิง”
หลังจากที่อัลเบลจุดไฟ เค้าก็เริ่มมองหาว่าต้นเสียงนั้นมาจากทางไหนจนไปหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าของเค้า อัลเบลพบว่าเบื้องหน้าของเค้านั้นเป็เหมือนโต๊ะทดลองอะไรบางอย่างที่มีสีดำแล้วก็มีวงแหวนเวทย์สีแดงห้าแฉกวาดไว้อยู่รอบโต๊ะเลย
แล้วอัลเบล ค่อยๆ เคลื่อนคบเพลิงของเค้าขึ้น เค้าพบศพทหารผู้หญิงคนหนึ่งที่มีผมสีแดงเธอใส่เกาะอัศวินหญิงทั่วทั้งตัว ดวงตาของเธอนั้นบอดทั้งสองข้าง แต่เหมือนจะมีรอยขีดอะไรบนหน้าผากของเธอโดยร่างของเธอค่อยๆ สั่นทีละเล็กน้อยดัง แก๊ก แก๊ก แก๊กแล้วดวงตาที่กลางหน้าผากของเธอก็ลืมตาตื่นขึ้น
“หนีเร็ววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว” อัลเบละโสุดเสียงพร้อมอุ้มองค์หญิงขึ้นหลังแล้วก็รีบปืนเชือกโดยทันที