ตอนที่ 9 วางหมาก (1)
เมื่อครู่ภายในหอพระ เยี่ยสุยเห็นชัดเจน พอท่านย่าได้ยินคำว่าน้ำมันหมู สีหน้าถึงกับเปลี่ยนไปทีเดียว
นางคิดว่าท่านย่าคงไม่อยากเห็นหน้าคนจากทางเรือนใหญ่ไปสักพัก ต่อให้จูซื่อส่งคนมาอีกก็คงไม่ได้เข้าพบ
ขอเพียงให้ผ่าน่หลายวันนี้จนการสอบคัดเลือกเสร็จสิ้นก็พอ
เยี่ยเซี่ยงอวี๋มองดูสีหน้าเคร่งขรึมของน้องสาวแล้วอดยิ้มไม่ได้ “อาหนิง เ้าไม่ต้องคิดมาก ถึงอย่างไรข้าก็เป็ลูกหลานตระกูลเยี่ย เื่หน่วยองครักษ์อี๋หลวนอะไรนั่น...ไม่ต้องกังวลไปหรอก”
เยี่ยเซี่ยงอวี๋ทราบว่าน้องสาวกังวลว่าเขาจะเข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนไม่ได้ จึงพูดเช่นนั้นออกไปเพื่อให้นางวางใจ
ความจริงก็คือเขาตามใจเยี่ยสุยน้องสาวคนนี้มาก ไม่้าให้นางพลอยหนักใจไปด้วย เขาไม่ยอมละทิ้งการสอบคัดเลือกเข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนเสียอย่างแล้วใครจะทำอะไรได้
ถึงอย่างไรเขาก็เป็สายเืโดยตรงของตระกูลเยี่ย เข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนได้ตระกูลเยี่ยก็ย่อมมีหน้ามีตา ท่านปู่กับท่านป้ายังจะทำเยี่ยงไร
ใบหน้าของเยี่ยเซี่ยงอวี๋ประดับด้วยรอยยิ้ม แววตามาดมั่นแกร่งกล้า คล้ายกับไม่มีอะไรหยุดยั้งเขาได้อีก
เยี่ยสุยเห็นท่าทีเยี่ยเซี่ยงอวี๋เช่นนี้ก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้ ต่อให้เรือนสามถูกเรือนใหญ่ข่มเหงเอาเปรียบ แต่ท่านพี่ก็เป็เช่นเดียวกับท่านพ่อท่านแม่ ล้วนไม่เห็นว่าจิตใจคนเลวร้ายยากคาดเดา จึงมักมองเห็นความหวังอยู่เสมอ...
พวกเขานึกไม่ถึงหรอกว่าใจคนโเี้ได้ถึงปานใด และในโลกนี้มีบางคนใจดำอำมหิตติดในกมลสันดานจริงๆ เสียด้วย
ยิ่งเป็พวกตระกูลใหญ่สั่งสมชื่อเสียงเกียรติยศมาหลายชั่วอายุคนก็ยิ่งมีคนจำพวกนี้อยู่มาก ตระกูลเยี่ยเป็ตระกูลขุนนางเก่าแก่จะมีข้อยกเว้นได้อย่างไร
แต่นางไม่ได้โต้แย้งคำพูดของเยี่ยเซี่ยงอวี๋ เพียงคลี่ยิ้มหวาน เป็ทีว่าเห็นพ้องด้วย
คนเรามีจิตใจเปิดกว้างคิดในเื่ดีงามนับเป็โชคลาภอันประเสริฐ นางจะพูดมากให้ท่านพี่แปดเปื้อนกับความสกปรกดำมืดพวกนั้นไปไย
นางจะพยายามทุกหนทางเพื่อขวางกั้นให้พวกโสมมของตระกูลเยี่ยอยู่ห่างไกลจากบิดามารดาและท่านพี่ และจะไม่ยอมให้พวกเลวนั่นสมหวังเด็ดขาด!
คำสั่งการของเยี่ยจวีเฉียวไม่ได้ผล การวางหมากใช้ท่านย่าจี้ซื่อก็ทำไม่สำเร็จ วันสอบคัดเลือกใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว จูซื่อยังจะมีวิธีอะไรมาหยุดยั้งท่านพี่อีก
เยี่ยสุยชักสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาเสียแล้ว...
ภายในเรือนหลานถิง จูซื่อรับฟังคำรายงานจากซงมามา สีหน้ายังคงสงบสำรวม มองไม่ออกเลยว่ามีโทสะแม้แต่น้อย
นางกวาดตามองซงมามาแล้วถามเสียงเรียบว่า “เช่นนี้เป็เพราะมีพวกอวี๋เกออยู่ในหอพระ เ้าก็เลยทำไม่สำเร็จอย่างนั้นสิ”
ซงมามาหัวใจกระตุกวูบ รีบตอบกลับอย่างระมัดระวัง “เรียนฮูหยินใหญ่ เป็เช่นนั้นเ้าค่ะ บ่าวทำงานไม่สำเร็จ ขอฮูหยินใหญ่ลงโทษด้วยเ้าค่ะ”
ซงมามาอยู่ข้างกายจูซื่อมานานหลายปี ย่อมทราบว่ายามนี้จูซื่อกำลังมีโทสะ จึงถอยกายไปยืนที่ด้านข้างอย่างเงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
ผ่านไปชั่วครู่จูซื่อแค่นเสียงเ็า เลิกคิ้วสูงแววตาทอประกายสงสัยยิ่งนัก
‘พวกอวี๋เกอมาที่หอพระประจวบเหมาะปานนี้ คงต้องคาดเดาได้ว่าข้าจะส่งคนไปที่นั่น นี่คิดจะขัดขวางไม่ให้ข้าใช้จี้ซื่อละสิ! คิดไม่ถึงว่าคราวนี้เรือนสามจะมีคนรู้ทัน คิดดูแล้วถ้าไม่ใช่เยี่ยอันซื่อก็คงเป็เถาซื่อ’
จูซื่อรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง เหตุใดเรือนสามก็ดูเหมือนจะร้ายกาจขึ้นมา เริ่มจากเยี่ยอันซื่อปฏิเสธคำสั่งของนายท่านผู้เฒ่าเสียงแข็ง อีกทั้งยังส่งลูกชายลูกสาวไปหอพระประจบเอาใจจี้ซื่ออีก ทำให้แผนวางหมากของนางผิดพลาดไปหมด!
ดูท่าว่าเรือนสามคงไม่ยอมสละสิทธิ์การสอบคัดเลือกเข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนเป็แน่ ถึงกับแข็งข้อขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
คราวนี้ยากละสิ จะทำอย่างไรดีนะ
ซงมามาก้าวเข้ามาก้าวหนึ่ง พูดเสนออย่างระวัง “ฮูหยินใหญ่เ้าคะ เื่นี้ลองปรึกษานายน้อยใหญ่ดีไหมเ้าคะ ไม่แน่ว่านายน้อยใหญ่อาจจะมีวิธีก็ได้”
นายน้อยใหญ่เยี่ยเซี่ยงติ้งเป็บุตรชายคนโตของจูซื่อ แต่งงานมีบุตรแล้ว ตอนนี้มีตำแหน่งเป็ผู้ช่วยหัวหน้าหน่วยจัดสร้างและซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ
จูซื่อฟังคำของซงมามาแล้วกลับส่ายศีรษะ “ไม่ได้ ติ้งเอ๋อร์มักเห็นว่าเจิงเอ๋อร์ความคิดยังไม่เป็ผู้ใหญ่ เขาไม่เห็นด้วยที่จะให้เจิงเอ๋อร์เข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนแต่แรก”