มู่เหยียนพยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติเขาเป็องครักษ์จะมาแสดงกิริยาเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
“ทูลฝ่าา…สถานการณ์เมืองอวี๋ตอนนี้ค่อยๆดีขึ้นหลังจากได้รับความช่วยเหลือ ส่วนที่น้ำท่วมรุนแรงผิดปกติเป็เพราะว่ามีคนจงใจทำให้แนวกั้นน้ำมีรอยร้าวล่วงหน้าเดิมเมืองอวี๋เป็เมืองที่มีฝนตกมากอยู่แล้วพอแนวกั้นน้ำเสียหายปริมาณน้ำก็เอ่อล้นเข้าท่วมเมืองอย่างรวดเร็วพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝีมือใคร”เขารู้ดีว่าถ้ามู่เหยียนไม่มีคำตอบก็คงจะไม่กลับมา เขาถามพลางขยับตัวลุกขึ้นนั่ง
มู่เหยียนยื่นส่วนหัวธนูชิ้นนั้นส่งคืนให้ฝ่าากำลังจะบอกว่าสองเื่นี้มีความเกี่ยวข้องกัน
“ช่างตีเหล็กบอกว่ามีส่วนผสมของเหล็กดำเดือนก่อนหน่วยข่าวกรองของเรารายงานว่าสกุลหลีลักลอบนำเข้าเหล็กดำอย่างลับๆและคนที่ว่าจ้างให้ไปทำลายแนวกั้นน้ำก็เป็หนึ่งในคนของอัครเสนาบดีหลี พ่ะย่ะค่ะ”ฝ่าามิได้กล่าวอะไรอีก ทำแค่เพียงจ้องส่วนหัวธนูนั้นชั่วครู่ก่อนจะบอกให้มู่เหยียนออกไปได้
ตกดึกคืนนั้นจิวหรงเดินทางกลับมาถึงเช่นกันหลังจากองครักษ์รายงานสถานการณ์ให้ทราบ เขาก็เข้าเฝ้าฝ่าาทันที
“ทรงเป็อย่างไรบ้าง กระหม่อมสมควรตายยิ่งนัก” จิวหรงคุกเข่าขอรับโทษ
ฝ่าาโบกมือเล็กน้อยเื่เกิดขึ้นแล้วในเวลานี้ต้องช่วยกันหาทางแก้ไข
"สืบได้อะไรมาบ้าง"
“สกุลลี่เป็ญาติห่างๆ กับสกุลหลีพ่ะย่ะค่ะแม้จะไม่ได้ติดต่อกันเป็ประจำแต่เส้นทางการเงินของสกุลหลีก็มีบางส่วนมาจากสกุลลี่จากหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุมีความเป็ไปได้ว่าสกุลไป๋อาจจะตั้งใจสังหารเพื่อตัดทอนกำลังสนับสนุนของฝ่ายตรงข้าม”
‘อืม ช่างประจวบเหมาะกับที่เขาไปเขาอานฉวนพอดีบังเอิญเกินไปจริงๆ’ ฝ่าารู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ ในใจ
“อีกอย่าง…” จิวหรงมีท่าทางลังเลเล็กน้อย
“ว่ามาเถอะ”
“กระหม่อมจัดการฝังศพสกุลลี่ทั้งหมดแล้วแต่กลับไม่พบร่องรอยของนายท่านลี่กับแม่นางลี่ผู้นั้นพอเข้าไปตรวจดูด้านใน เหมือนจะมีห้องลับที่มีกลไกปิดตายไม่แน่ว่า…นางอาจจะอยู่ในนั้นพ่ะย่ะค่ะ” เขาลอบชำเลืองมองสีหน้าของฝ่าาเดาอารมณ์ไม่ออกว่าพระองค์คิดอย่างไร
“อืม...เ้าออกไปได้” จิวหรงรับคำสั่งแล้วก็หายไป
รุ่งขึ้นหมอหลวงถวายโอสถอย่างต่อเนื่องแต่ไม่มีทีท่าว่าจะขจัดพิษได้เลย สีหน้าฝ่าาซีดลงเรื่อย ๆอีกทั้งพละกำลังก็อ่อนแรง
มู่เหยียนถามหมอหลวงว่ายาคุ้มจิตที่ได้มาพอจะมีประโยชน์หรือไม่ แต่หมอหลวงกลับส่ายหน้า สิ่งที่ฝ่าาได้รับคือยาพิษการรักษาด้วยยาคุ้มจิตนั้นมิได้ผล
ทันใดนั้นสายตาของหมอหลวงก็เป็ประกายเหมือนนึกออกอยู่เื่หนึ่งแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่
“มีอันใดก็ว่ามา” ฝ่าากล่าวด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย
“กระหม่อมมิอาจแน่ใจ แต่จะลองระงับพิษด้วย ‘กิเลนไฟ’ ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”เสียงหมอหลวงมีความมั่นใจเพียงสามสี่ส่วน แต่บัดนี้ไร้หนทางอื่นแล้วจริงๆ
"กิเลนไฟเป็ยาชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างจะรุนแรงปกติใช้รักษาอาการความเย็นเกินขนาด แต่หากร่างกายที่ไม่มีความเย็นสะสมได้รับกิเลนไฟเข้าไป จะส่งผลร้ายแรง ทว่าความพิเศษของมันที่หมอทั่วไปไม่รู้คือสิ่งนี้ยังสามารถยับยั้งพิษบางชนิดได้ โดยดำเนินการปรับลมปราณย้ายพิษไปรวมไว้ที่อวัยวะแกนกลาง…เอ่อ...แต่แม้ว่าจะรักษาชีวิตไว้ได้ก็อาจจะกลายเป็คนพิการไร้บุตรสืบสกุลพ่ะย่ะค่ะ"
หมอหลวงรวบรวมสติกล่าวให้จบประโยคโดยเร็วที่สุดเขาต้องถูกฝ่าาโกรธแน่ๆ บุรุษผู้ใดจะยอมให้ตรงนั้นใช้การไม่ได้กัน‘อยู่ไม่สู้ตายเสียดีกว่า’
ขณะนี้แม้แต่เสียงหายใจยังดังไปเสียด้วยซ้ำ ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรอีก
ฝ่าาแหงนหน้ามองท้องฟ้า...
คืนพรุ่งนี้แล้วสินะเหลือเวลาให้เขาตัดสินใจแค่หนึ่งวันเองหรือ
"เ้ามั่นใจแค่ไหน"
"กระหม่อมมั่นใจเพียงห้าส่วนพ่ะย่ะค่ะ"เป็เพียงการคาดเดาจากคุณสมบัติของตัวยาแน่นอนว่าไม่เคยมีบันทึกการใช้กิเลนไฟยับยั้งพิษมาก่อน
"อืม...ทำตามที่เ้าว่าเถอะ" ฝ่าากล่าวจบทุกคนรีบพากันคุกเข่าด้วยความอดสู นึกถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้‘ช่างเป็สิ่งอัปยศแก่บุรุษยิ่งนัก’
แต่ในเมื่อมิมีหนทางที่ดีกว่า การรักษาชีวิตไว้ย่อมสำคัญที่สุด
หมอหลวงดำเนินการรักษาอย่างสุดความสามารถใช้ยากิเลนไฟต้านพิษพร้อมกับให้ฝ่าาเดินลมปราณรวมพิษไว้ที่แกนกลางสีหน้าของฝ่าาพอจะดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังซีดอยู่หลายส่วนนัก
การประชวรของฝ่าาเป็ที่ทราบกันดีในหมู่ขุนนางพระองค์จะไม่สามารถออกว่าราชการได้สักระยะเขาแต่งตั้งขุนนางบางส่วนเพื่อจัดการงานราชกิจส่วนตัวเขาเองใน่นี้จะพักฟื้นที่ตำหนักใหญ่ห้ามมิให้ใครรบกวน
คืนพระจันทร์เต็มดวงคืนนี้เป็คืนแรกที่เขาจะต้องเผชิญนอกจากอาการนอนทุรนทุรายในห้อง ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอื่นเกิดขึ้นอีก พอผ่านพ้นไปร่างกายก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ดังนั้นหนึ่งวันก่อนจะถึงคืนเดือนเพ็ญเขาจะต้องใช้กิเลนไฟและเดินลมปราณระงับพิษ เป็การรักษาเท่าที่จะทำได้ในตอนนี้
.....................................................
‘นี่ก็ผ่านมาสามเดือนแล้วสินะที่ฝ่าาไม่เสด็จออกจากตำหนักเลย’สีหน้าหลีฮองเฮาเรียบเฉยมองทอดสายตาออกไปยังนอกหน้าต่างความรู้สึกจะว่าเป็ห่วงก็มิใช่ จะว่าอยากให้เขาตายก็มิเชิงนางเคยสอบถามอัครเสนาบดีหลีแล้วแต่เขาไม่รู้เื่ว่าฝ่าาได้รับาเ็จากอะไรจึงเป็เช่นนี้
ใน่ที่กำลังเหม่อลอย ในใจนางได้แต่ครุ่นคิด
'ถ้าหากว่าเขามิใช่ฮ่องเต้และนางมิใช่ฮองเฮา…ความสัมพันธ์ระหว่างเราจะดีกว่านี้หรือไม่นะ' คำถามนี้คงเป็คำถามที่นางไม่มีวันได้คำตอบ
...................................................
ณ จวนสกุลหลี
ยามพลบค่ำสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งปรากฏกายขึ้นในห้องทำงานส่วนตัวของอัครเสนาบดีหลี
“ดูไม่เหมือนเ้าเลย ฟางเอ๋อร์แอบหนีออกจากวังมาในเวลานี้” หลีลู่เหอกล่าวพร้อมกับแววตาขบขันเล็กน้อย
นางที่ดูสงบนิ่งมาตลอด ปรายตามามอง ยกหางคิ้วเชิดขึ้น บอกความหมายว่า‘เื่ของข้า’
“ฮ่า ฮ่ะ ฮ่า หาได้ยาก ที่ข้าจะได้ยั่วเย้าเ้าเช่นนี้”เขาเดินเข้ามาจ้องหน้านางใกล้ๆ สายตาเริ่มส่อแวว
“คืนนี้ข้าเลี้ยงต้อนรับเ้า ดีหรือไม่”จากนั้นก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ หมายจะจูบนาง
“อืม”นางตอบเพียงหนึ่งคำพร้อมกับใช้นิ้วชี้ดันหน้าของหลีลู่เหอออกไป
ต้นยามซวี
สถานที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม ฉากโปร่งย้ายมาตั้งบริเวณที่นั่งเพื่อบดบังใบหน้าฮองเฮาตามธรรมเนียมส่วนด้านข้างที่ถัดลงมาเป็ที่นั่งของหลีลู่เหอมองจากมุมนี้เขาเป็คนเดียวที่หันไปสบตากับนางได้ เครื่องดนตรีนางระบำถูกนำมาสร้างความสำราญ อาหารที่เตรียมไว้ก็คัดสรรเฉพาะแบบที่นางชอบ
หลีหลิงฟางสวมชุดสีชมพูหวานดั่งดรุณีแรกแย้ม ปล่อยผมยาวกลางหลังเครื่องประดับศีรษะมีสร้อยระย้านกยูงเรียบง่ายแต่งดงามรับกับใบหน้า
หลังจบการแสดงที่เตรียมไว้หลีลู่เหอส่งสัญญาณให้กลุ่มคนเ่าั้ออกไป เขารู้ดีว่านางอารมณ์ไม่ดีนัก
หลีหลิงฟางขณะนี้ดื่มสุราไปพอประมาณแล้ว ใบหน้าเริ่มมีสีแดงระเรื่อฤทธิ์สุราทำให้ร่างกายรู้สึกร้อนรุ่มจนนางเริ่มปลดเสื้อตัวนอกออกเล็กน้อยเผยให้เห็นเสื้อตัวบางด้านในสีขาว
“ฟางเอ๋อร์ อยากทำอะไรสนุกๆ หรือไม่”เขายิ้มยั่วยวนให้นางก่อนจะหยิบยามาหนึ่งเม็ดยื่นให้ กลิ่นยานี้หอมหวานแบบแปลกๆให้ความรู้สึก ‘ปรารถนา’ อย่างบอกไม่ถูก