ยามเช้าตรู่ แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านบาง เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของ เจิ้งตี้ เด็กน้อย ดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายความมุ่งมั่น เขานั่งสมาธิอยู่บนเตียง หยกโบราณสีเขียวมรกตที่ห้อยคอเขาเปล่งแสงเรืองรองอย่างอ่อนๆ ผนวกกับปานดำที่รอบข้อมือ ที่เหมือนจะเริ่มมีพลังไหลเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา
เจิ้งตี้เก็บความทรงจำในวัยเด็กไว้ลางเลือน เพียงรู้ว่าปู่ของเขารับมาเลี้ยงั้แ่ยังแบเบาะ เขาไม่มีนามสกุล จนกระทั่งปู่ของเขานำหยกสลักโบราณจี้ห้อยคอและเขียนชื่อ "เจิ้งตี้" ไว้บนนั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาฝึกฝนวิทยายุทธ์และแพทย์แผนโบราณจากปู่และพ่ออย่างมุ่งมั่น พลังปราณของเขาโดดเด่นอย่างต่อเนื่องเหนือเด็กวัยเดียวกัน ทักษะการต่อสู้และการรักษาของเขานั้นเหนือชั้นกว่าผู้อื่นในวัยเดียวกันอย่างเหลือเชื่อ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่พลังเ่าั้เหมือนจะสูญสลายหายไป ไม่ว่าจะกินยา รักษาอย่างไร ก็ไม่ดีขึ้น ปานดำรอบข้อมือก็เข้มและขยายจนน่ากลัว ทำให้ผู้คนรอบข้างกล่าวไปในทางเสียหาย
นอกจากนี้ ...
ยังมีสิ่งหนึ่งที่กดทับหัวใจเขาเสมอมา นั่นคือ จูลี่อิง หญิงสาวผู้เป็คู่หมั้นหมายตามสัญญาที่ปู่ของเขาและปู่ของจูลี่อิงตกลงกันไว้ แม้จะไม่ได้มีความรู้สึกใด ๆ เป็พิเศษ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจใด ๆ จูลี่อิง เป็เด็กหญิงสาวผู้เพียบพร้อมทั้งความงาม สติปัญญา และพร์ เธอใฝ่ฝันจะเป็ดาวแห่งแคว้น หมายมั่นปั้นใจจะเข้าสู่สำนักยุทธ์ชั้นนำก่อนอายุ 15 ปี ซึ่งนางก็น่าจะทำได้
แต่ทว่า ...
เจิ้งตี้กลับมีพลังปราณที่หยุดชะงัก เมื่อปีที่แล้วเขาควรจะก้าวสู่ระดับ "กำเนิดพสุธา" เช่นเดียวกับเด็กวัยก่อนสิบขวบโดยทั่วไป แต่พลังปราณของเขากลับหยุดนิ่งอยู่ที่ "ปฐมกายา ขั้น 6" สถานการณ์นี้สร้างความอับอายให้กับตระกูลหยางเป็อย่างมาก โดยเฉพาะ หยางหลี่ ลูกพี่ลูกน้องของเขา ชายหนุ่มผู้หลงรักจูลี่อิงมานาน
หยางหลี่ มุ่งมั่นที่จะก้าวหน้าในวิถียุทธ์ เขาฝึกฝนอย่างหนักจนพลังปราณของเขาบรรลุถึง "กำเนิดพสุธาตอนปลาย" ใกล้จะก้าวสู่ "ผนึกปฐี"
เขาทุ่มเทให้กับจูลี่อิง คอยดูแลเอาใจใส่ แม้จะรู้ว่าเธอเป็คู่หมั้นของเจิ้งตี้ก็ตาม ในสายตาของหยางหลี่ เจิ้งตี้เป็เพียงเด็กไร้ค่า ไร้พลังปราณ ไร้ความสำคัญ เขาพร้อมที่จะฉวยโอกาสแย่งชิงจูลี่อิงมา
จูลี่อิง เองก็ไม่พอใจกับการหมั้นหมายนี้ เธอใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าการถูกผูกมัดไว้กับชายหนุ่มที่ไร้ซึ่งอนาคต
ความตึงเครียด ระหว่างสมาชิกตระกูลหยางและเจิ้งตี้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน เช้าวันหนึ่ง เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับผู้อื่น
เจิ้งตี้ตัดสินใจออกเดินทางไปยัง ป่าอสูรา ป่าที่เจิ้งลี่กับปู่และพ่อบุญธรรมเดินทางเข้าไปนับครั้งไม่ถ้วน จนกลายเป็ความเคยชิน ทว่าอาจจะเป็ดินแดนอันตรายที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายสำหรับคนอื่น ๆ เขาหวังว่าจะค้นหายาสมุนไพรหรือวิชาลับที่สามารถช่วยให้เขาปลดล็อกพลังปราณที่ซ่อนอยู่
ก่อนออกเดินทางเขาแวะไปที่ห้องของปู่เพื่อขอพร ปู่ของเขามองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเศร้า
"ตี้เอ๋ย ปู่รู้ดีว่าเ้าทุกข์ระทมกับชะตากรรมของเ้า แต่จงอย่าท้อแท้ จงมุ่งมั่นฝึกฝนต่อไป พลังปราณของเ้าอาจจะตื่นช้า แต่ปู่เชื่อว่าเ้าจะต้องมีวันที่เจิดจรัส ในป่านี้ เ้าต้องระวังตัวให้มาก แม้จะเข้าไปบ่อย รู้เส้นทาง รู้สภาพสัตว์ดี แต่จงอย่าเข้าไปในเขตต้องห้ามโดยเด็ดขาดนะ"
เจิ้งตี้ก้มกราบปู่ด้วยความเคารพ "ขอรับ ปู่เจิ้งตี้จะไม่ท้อแท้ ข้าจะฝึกฝนต่อไปจนกว่าจะปลดล็อกพลังปราณของข้าได้"
ปู่ของเจิ้งตี้ยิ้มอย่างอ่อนโยน "ดีแล้วหลานชาย จงจำไว้ว่าพลังที่แท้จริงนั้นไม่ได้มาจากพร์ แต่มาจากความมุ่งมั่นและความอดทน"
เจิ้งตี้เก็บคำพูดของปู่ไว้ในใจ เขาออกเดินทางจากแคว้นหยาง มุ่งหน้าสู่ป่าอสูรา