"ที่จริงแล้วที่ข้าไม่ให้พวกท่านลงเดิมพันแต่แรก ก็ด้วยความหวังดีเกรงว่าเงินทองเล็กน้อยของพวกท่านจะสูญเปล่าไปไม่ใช่หรือ? แต่ภายหลังพวกท่านก็ไปลงเพิ่มเองนี่นาอัตราต่อรองห้าเท่า ก็นับว่าไม่เลว พวกท่านคงได้กำไรไปไม่น้อยกระมัง?"
อันซิ่วเอ๋อร์และอันเถี่ยมู่ปล่อยให้เขาพล่ามไปคนเดียวโดยมิมีผู้ใดสนใจ เขากล้าหน้าด้านถึงเพียงนี้ ยังกล้าเอ่ยคำเหล่านี้ออกมาได้อีก
เมื่อผู้ดูแลอู๋เห็นว่าไม่มีผู้ใดโต้ตอบก็คล้ายจะรู้สึกผิดขึ้นมาบ้าง จึงล้วงเงินสองตำลึงออกมาจากแขนเสื้อส่งให้อันซิ่วเอ๋อร์และอันเถี่ยมู่คนละตำลึง กล่าวว่า"ทั้งสองท่านลำบากแล้ว นี่ถือเป็นค่าเดินทางข้ารู้ว่าพวกท่านอาจเข้าใจสนามประลองของเราผิดไป เช่นนั้นถือโอกาสนี้ชมและทำความเข้าใจสนามประลองของเราให้ดีขึ้นอีกหน่อยเถิด ค่ำคืนนี้ไม่ว่ามีการแสดงใด พวกท่านก็เข้าชมได้หมดทั้งข้ายังจะเลี้ยงอาหารค่ำพวกท่านอีกมื้อ จะดีหรือไม่?"
"ไม่เห็นจะดีตรงไหน!" อันเถี่ยมู่หันกลับมาร่างกายกำยำของเขากดดันผู้ดูแลอู๋ร่างท้วมจนรู้สึกอึดอัดผู้ดูแลอู๋ก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พร้อมส่งสายตาไปยังที่ไกลๆไม่ช้าก็มีบุรุษชุดดำหลายคนเดินมาทางนี้
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นคนเหล่านั้นเดินเข้ามาทางประตูก็รู้สึกร้อนใจ เกรงว่าอันเถี่ยมู่จะวู่วามลงมือขึ้นมาจริงๆ กำลังจะห้ามปรามอันเถี่ยมู่กลับหันกลับมาอย่างใช้เหตุผล หยิบกรงของตนขึ้นมาเงียบๆ นำ 'พี่ใหญ่' ที่สภาพร่อแร่น่าสงสารใส่กลับเข้าไป
"ข้ารู้ว่าการให้ท่านคายเงินออกมาคงเป็นไปไม่ได้กินข้าวสักมื้อก็ยังดี ไปเถอะ!" อันเถี่ยมู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"โอ๊ะ อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยกฎเกณฑ์ของแต่ละถิ่นย่อมแตกต่างกันไป" ผู้ดูแลอู๋หัวเราะแห้งๆเมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของอันเถี่ยมู่อ่อนลงบ้าง จึงรีบกล่าวเสริมว่า "เช่นนี้ก็ดีแล้ว พวกท่านอย่าเพิ่งตัดสินใจจากเรื่องเพียงครั้งเดียวพวกเรายังร่วมมือกันได้อีกนาน ไม่ใช่หรือไร? มาๆเพื่อเป็นการฉลองชัยชนะของพวกท่านวันนี้ข้าจะเลี้ยงอาหารพวกท่านที่ภัตตาคารใหญ่ที่สุดในเมืองเอง"
เขายกมือขึ้น ทำท่าเชิญเมื่อเห็นว่าอันเถี่ยมู่ไม่สนใจ เขาก็ไม่ได้ถือสา ยังคงยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรเดินนำหน้าไปก่อน ทว่าขณะที่ทั้งสองไม่ทันสังเกตเขาก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อ ซับเหงื่อบนหน้าผากเมื่อครู่ตอนที่อันเถี่ยมู่แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยว ยังน่าหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย
ก่อนจะออกจากโถงประลองทั้งสองได้นำหลักฐานไปแลกเงินเดิมพันก่อน ผู้ดูแลอู๋ก็ไปรับเงินเช่นกันเขานำหลักฐานออกมา แลกเป็นตั๋วเงินด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ยิ้มอย่างมีความสุข
อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น มองเห็นคำว่า‘หนึ่งร้อยตำลึง’ ตัวใหญ่เขียนอยู่บนตั๋วเงินนางรู้สึกตาร้อนผ่าวขึ้นมา เงินจำนวนนี้เดิมทีควรเป็นของพวกเขาผู้ดูแลอู๋คำนวณได้ดีเสียจริง นำเงินที่ควรจะเป็นของพวกเขาไปลงเดิมพันไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เขาก็ไม่มีทางขาดทุน
ผู้ดูแลอู๋สังเกตเห็นสายตาของอันซิ่วเอ๋อร์ก็ยิ้มแห้งๆ รีบเก็บตั๋วเงินใส่แขนเสื้อ อันซิ่วเอ๋อร์ส่งเสียงหึในลำคอหันไปมองอันเถี่ยมู่ที่อยู่ข้างๆ โชคดีที่อันเถี่ยมู่ยังคงสงบนิ่งทำเป็นมองไม่เห็นเงินที่ผู้ดูแลอู๋เก็บไป
"พี่รอง ท่านเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์เกรงว่าในใจของเขาจะคิดมากแต่ทว่าอันเถี่ยมู่เพียงแค่เหลือบมองผู้ดูแลอู๋ แล้วกล่าวว่า "ไปเถอะ ไม่ใช่บอกว่าจะเลี้ยงข้าวพวกเราหรอกหรือ?"
"ดีๆๆ" ผู้ดูแลอู๋กล่าวคำว่าดีสามครั้งติดนำทางทั้งสองเดินออกไป
อันซิ่วเอ๋อร์เดินตามหลังผู้ดูแลอู๋สองสามก้าวกล่าวกับอันเถี่ยมู่ว่า "พี่รองท่านเห็นหรือไม่ ผู้ดูแลอู๋วันนี้ใช้เงินที่โกงพวกเราไปทำกำไรตั้งมากมายเงินหนึ่งร้อยตำลึงนั้นเดิมทีเป็นของพวกเรานะเจ้าคะ"
"ช่างเถอะ เขาพูดถูกปากเปล่าไร้หลักฐาน ใครใช้ให้พวกเราไม่ทำสัญญาเล่า? ถือเป็นบทเรียนจำไว้เงินของเขามากเท่าใดก็เป็นของเขา เรื่องนี้พวกเราอย่าพูดถึงอีกเลย" อันเถี่ยมู่กลับปลอบโยนอันซิ่วเอ๋อร์
"ยิ่งไปกว่านั้นเจ้ากับข้าต่างก็ลงเดิมพันไปคนละตำลึง คำนวณดูแล้วเท่ากับว่าเงินห้าตำลึงที่ควรจะเป็นของเราแต่แรกนั้นก็ได้คืนมาแล้วเจ้าอย่าโลภเห็นแก่เงินเลย หากอยากได้สิ่งใด บอกพี่รองมา เดี๋ยวข้าซื้อให้"
"จากร้อยตำลึงเหลือเพียงห้าตำลึงเดิมทีข้าคิดว่าพี่รองจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเสียอีกใครจะคิดว่าท่านจะเข้าใจทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้ ดูท่าข้าคงกังวลเกินไปเองท่านวางใจเถิด ข้าไม่ใช่คนใจแคบเช่นนั้น การหาเงินด้วยสองมือของเราเองย่อมดีที่สุด"อันซิ่วเอ๋อร์หันไปส่งยิ้มให้อันเถี่ยมู่
ผู้ดูแลอู๋ที่เดินนำหน้าอยู่เมื่อได้ยินสองพี่น้องสนทนากันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อืมข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาเป็นคนซื่อๆ จากชนบท หลอกง่ายเสียจริง
เมื่อออกจากสนามประลองแห่งนี้ท้องฟ้าก็มืดค่ำลงแล้ว ทว่าบนถนนหนทางก็ยังมีผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่ได้ยินมาว่าแต่ก่อนเมืองนี้มีการห้ามออกนอกเคหสถานยามวิกาลแต่ทว่าปัจจุบันบ้านเมืองค่อนข้างวุ่นวายการห้ามออกนอกเคหสถานยามวิกาลจึงแทบไม่มีผลบังคับใช้ นอกจากจะปิดประตูเมืองแล้วผู้คนในเมืองนี้อยากจะเที่ยวเล่นสนุกสนานถึงดึกดื่นเพียงใดก็ได้
ตลาดกลางคืนจึงค่อยๆเจริญรุ่งเรืองขึ้นเช่นนี้ แม้จะเป็นยามค่ำคืนแล้วแต่เมืองนี้ก็ยังคงประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีสัน แสงไฟสว่างไสวรถราม้าวิ่งขวักไขว่ เสียงร้องขายดังไม่ขาดสาย กลับยิ่งดูครึกครื้นมีชีวิตชีวา
อันซิ่วเอ๋อร์มองดูทิวทัศน์โดยรอบโคมไฟสีแดงสดแต่ละดวงส่องกระทบใบหน้าของผู้คนที่สัญจรไปมาจนดูแดงระเรื่อ ในชนบทยามนี้คงมีแต่เสียงกบเขียดร้องระงม เงียบสงัดไปแล้ว แต่ที่นี่ความครึกครื้นของตลาดกลางคืนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
"คุณหนูอันคงไม่ค่อยได้มาเที่ยวในตัวเมืองยามค่ำคืนกระมัง?"ผู้ดูแลอู๋เห็นว่าอันซิ่วเอ๋อร์เอาแต่ชมทิวทัศน์รอบกายเดินช้ากว่าผู้อื่น จึงเอ่ยถามขึ้น
อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า"เคยมาเจ้าค่ะ แต่พอตกเย็นก็จะกลับแล้ว"
"เช่นนั้นก็น่าเสียดายยิ่งนักที่จริงแล้ว ในเมืองฉางหนิงของเรา ยามค่ำคืนนี่แหละถึงจะครึกครื้นที่สุด"ผู้ดูแลอู๋กล่าวพร้อมรอยยิ้ม "พวกเราไปกินข้าวก่อนเดี๋ยวพอทานเสร็จ ข้าจะพาพวกท่านเดินชมให้ทั่วเลย"
อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มๆ ไม่ได้กล่าวตอบนางไม่ได้ใส่ใจคำพูดของผู้ดูแลอู๋ ในใจของนางชายวัยกลางคนร่างท้วมหน้าตาใจดีผู้นี้ได้กลายเป็นนักต้มตุ๋นเจ้าเล่ห์ไปเรียบร้อยแล้ว
"ภัตตาคารอยู่ข้างหน้าแล้วพวกเราไปกันเร็วหน่อย วันนี้ฟ้ามืดแล้ว ทั้งสองท่านคงหิวแล้วกระมังพวกเราทานข้าวเสร็จแล้วรีบไปที่สนามประลอง เดี๋ยวตอนดึกๆ จะมีการแสดงดีๆ ให้ชม"ผู้ดูแลอู๋ชี้ไปยังภัตตาคารแห่งหนึ่งข้างหน้าชื่อว่า 'ฝูหม่านโหลว' แล้วเร่งฝีเท้าขึ้น
อันซิ่วเอ๋อร์ก้าวเท้ายาวๆ รีบตามไปติดๆนางรู้สึกสงสัยในการแสดงดีๆ ที่ผู้ดูแลอู๋กล่าวถึงหลังจากที่คนต้อนรับเข้าไปนั่งที่ชั้นสองแล้ว นางก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า"คืนนี้สนามประลองมีการแสดงดีๆ อันใดอีกหรือเจ้าคะ?"
"ประลองสัตว์!" ผู้ดูแลอู๋หัวเราะอย่างอารมณ์ดี "นับว่าพวกท่านมาได้ถูกเวลาพอดีการประลองสัตว์ครั้งใหญ่ประจำเดือนกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!"
ขณะที่อันซิ่วเอ๋อร์กำลังจะถามต่อเขาก็รีบร้องเรียกเสี่ยวเอ้อร์ กล่าวว่า "สั่งอาหารขึ้นชื่อมาสักหน่อยเร็วเข้า เอาเหล้าดีๆ มาหนึ่งไหด้วย"
อาหารยังไม่ได้มาเสี่ยวเอ้อร์ก็นำถั่วลิสงมาวางไว้ก่อน อันซิ่วเอ๋อร์หยิบกินไปเรื่อยๆอันเถี่ยมู่กลับรินเหล้าดื่มอยู่คนเดียว ผู้ดูแลอู๋อยากจะรินเหล้าให้เขากลับทำเมินใส่ ไม่ได้สนใจไยดี
แม้ว่าเขาจะทำใจได้แล้วแต่สำหรับเรื่องที่ผู้ดูแลอู๋หลอกลวงพวกตน เขาก็ยังคงเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจการที่เขายอมมากินข้าว ก็เพียงเพราะเห็นแก่ว่าเขาจะเลี้ยงได้เข้ามาในภัตตาคารใหญ่เป็นครั้งคราว ช่วยประหยัดเงินได้บ้าง เหตุใดจะไม่ทำเล่า
มีเพียงอันซิ่วเอ๋อร์ที่เอาแต่ซักถามผู้ดูแลอู๋เกี่ยวกับเรื่องการประลองสัตว์เมื่อเห็นว่าอันเถี่ยมู่ทำเมินใส่ผู้ดูแลอู๋ จึงพยายามช่วยคลี่คลายบรรยากาศนางกล่าวขอโทษแทนอันเถี่ยมู่ว่า "ผู้ดูแลอู๋ท่านอย่าถือสาเลยนะเจ้าคะ พี่รองของข้าเป็นคนเช่นนี้ เขาซื่อตรงทำในสิ่งที่ฝืนใจไม่ได้เจ้าค่ะ"
ผู้ดูแลอู๋หัวเราะแห้งๆ ในใจคิดว่าเจ้ากำลังหลอกด่าข้าอยู่กระมัง การดื่มเหล้ากับข้าคือสิ่งที่ฝืนใจหรือ?
แต่ทว่าอันซิ่วเอ๋อร์กลับมีใบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์มองดูแล้วก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใด บางทีนางอาจจะแค่พูดจาไม่เป็นเท่านั้น
"มา ข้าจะรินเหล้าให้ท่าน"อันซิ่วเอ๋อร์หยิบกาน้ำชา รินเหล้าให้ผู้ดูแลอู๋อย่างนอบน้อมเมื่อผู้ดูแลอู๋ดื่มไปหนึ่งจอกแล้ว นางจึงแสร้งถามอย่างไม่ตั้งใจว่า "ผู้ดูแลอู๋ การประลองสัตว์ของสนามประลองมีกฎเกณฑ์เช่นไรหรือเจ้าคะ?ฟังท่านพูดแล้วดูเหมือนจะน่าสนุกมาก?"
"จะไม่น่าสนุกได้อย่างไร?"เมื่อได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์ถาม ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลสนามประลองผู้ดูแลอู๋ก็รู้สึกภาคภูมิใจไปด้วย เขาตอบอย่างร่าเริงว่า "การประลองสัตว์ของสนามประลองแห่งนี้มีทั้งการประลองระหว่างสัตว์กับสัตว์คนกับสัตว์ มีทั้งประลองเดี่ยว ประลองคู่ ครึกครื้นเป็นอย่างยิ่งมิเช่นนั้นจะบอกหรือว่าพวกท่านโชคดี ที่ได้เห็นฉากอันน่าตื่นเต้นเช่นนี้รับประกันได้ว่าจะทำให้พวกท่านไม่อาจลืมเลือนไปชั่วชีวิต!"
"คนกับสัตว์หรือเจ้าคะ? สัตว์ป่าเหล่านั้นดุร้ายไร้ปรานี หากทำร้ายคนเข้าจะทำเช่นไร?"อันซิ่วเอ๋อร์ถามด้วยความเป็นห่วง
"ฮ่าๆ ทำร้าย?" ผู้ดูแลอู๋เมื่อได้ยินเช่นนั้น กลับมีท่าทีดูแคลน กล่าวว่า "แค่ทำร้ายนับประสาอะไร? ต่อให้ฆ่าตายก็ไม่มีใครชดใช้ให้ผู้ที่เข้าร่วมการประลองสัตว์ในวันนี้ล้วนลงนามในสัญญาเป็นตายทั้งสิ้น"
"สัญญาเป็นตาย?" เมื่ออันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเช่นนี้ ในใจก็พลันปวดแปลบขึ้นมา กล่าวว่า"เช่นนั้นสัญญาเป็นตายนี้ทางสนามประลองคงไม่ได้บังคับให้นักสู้เหล่านั้นลงนามกระมังเจ้าคะ?"
"ย่อมไม่ได้แน่นอน" ผู้ดูแลอู๋กล่าวอย่างหนักแน่น "คุณหนูอันท่านคิดไปถึงไหนแล้วพวกเราเป็นสนามประลองที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับการขึ้นทะเบียนจากทางการจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไรยิ่งไปกว่านั้นเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะหาคนทำไม่ได้เสียเมื่อไหร่ย่อมมีผู้คนยินยอมลงนามกับพวกเราเพื่อแลกกับเงินทองอยู่แล้ว"
"แล้วนักสู้ที่ทำสัญญากับพวกท่านแต่ก่อนจะมีผู้ใดไปเข้าร่วมอีกหรือไม่เจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์ถามอีก
ผู้ดูแลอู๋เห็นว่าอันซิ่วเอ๋อร์ถามมากความจึงมองนางด้วยความสงสัย กล่าวว่า "หรือว่าคุณหนูอันมีญาติอยู่ที่สนามประลอง?"
"ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะข้าแค่รู้สึกน่ากลัวเล็กน้อย จึงสอบถามไปตามประสา" อันซิ่วเอ๋อร์กุมหน้าอกกล่าวว่า "นี่เป็นเรื่องความเป็นความตาย ใครจะกล้าไปทำ?เมื่อคราวก่อนข้าได้ยินคนอื่นพูดว่านักสู้ของสนามประลองมักบาดเจ็บอยู่เสมอก็รู้สึกหวาดกลัวแล้ว ใครจะคิดว่าจะมีเรื่องการลงนามในสัญญาเป็นตายด้วย"
"ชิ เรื่องแค่นี้มันจะอะไรกันที่จริงแล้วพวกที่ลำบากที่สุดก็คือพวกนักสู้ที่ถูกตระกูลใหญ่ๆ เลี้ยงดูต่างหากหากพวกเขาตายไป ก็ไม่มีใครเหลียวแล เมื่อเทียบกันแล้วสนามประลองของเรายังนับว่ามีเมตตากับนักสู้เหล่านี้อยู่มาก" ในคำพูดของผู้ดูแลอู๋ แฝงไปด้วยการดูแคลนชีวิต
"เช่นนั้นการประลองสัตว์ในค่ำคืนนี้จะมีนักสู้เหล่านั้นหรือไม่เจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์ถามอีกรินเหล้าให้ผู้ดูแลอู๋อย่างเอาใจ
"เรื่องเช่นนั้นคงไม่มี ตระกูลใหญ่ๆในเมืองของเรามีไม่มากนัก นักสู้ก็มีน้อยยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็ล้วนเป็นผู้ที่รักษาหน้าตา หากไม่จำเป็นจริงๆใครจะส่งนักสู้ออกมาให้คนอื่นกล่าวหาว่าฆ่าคนโดยไม่เห็นค่าชีวิตเล่า?"ผู้ดูแลอู๋จิบเหล้า กล่าวต่อไปอีกมาก
"ยิ่งไปกว่านั้นข้าบอกแล้วว่าการประลองสัตว์คืนนี้ไม่เหมือนยามปกติการประลองคืนนี้จะเป็นวันที่น่าตื่นเต้นที่สุดของสนามประลองในรอบเดือนพวกท่านมาได้ถูกเวลาจริงๆ ที่จะได้เห็นฉากอันน่าตื่นตาตื่นใจเลือดพล่านเช่นนี้รับประกันได้ว่าจะทำให้พวกท่านไม่อาจลืมเลือนไปชั่วชีวิต!"
ผู้ดูแลอู๋กล่าวด้วยท่าทีเร่งร้อนรอคอยไม่ไหว ยื่นมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาตำหนิสองสามคำ"พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่ เหตุใดอาหารยังไม่มาอีก!"