ก่อนหน้ายุคา โลกเคยเฟื่องฟูมากกว่านี้ ผู้ฝึกตนขอบเขตเทพไม่ใช่สิ่งหายากอันใดนัก ทว่าก็เกิดเหตุกาลไม่คาดฝันขึ้นศาสตร์์สูญสิ้นไป สายธารลมปราณอ่อนแรง วรยุทธ์ขั้นนิรันดิ์เทพหายอย่างไร่ร่องรอย ไม่มีผู้ใดสามารถก้าวข้ามมรรคาสู่แดน์ได้อีก
แต่แล้วความตกต่ำก็ยังไม่สิ้นสุด หลังจากนั้นสองพันปี เผ่ามารได้ปรากฎตัวตนขึ้นเป็ครั้งแรก เผ่าพันธ์นี้พิเศษตรงที่สามารถบรรลุมรรคาได้เพียงดื่มเืสูบิญญา าใหญ่ครั้งนั้นกินเวลานานหลายชั่วอายุคน จุดจบไม่ใช่สิ่งแน่ชัดบ้างก็ว่าเทพเ้ากลุ่มสุดท้ายของมนุษย์และผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่ามารล้วนตกตายกันเสียแทบสิ้น
บ้างก็ว่าถูกผนึกไว้ที่ใดสักแห่งบนภพยุทธ์แห่งนี้ รอคอยอย่างเงียบเชียบ ต่างฝ่ายต่างสั่งสมกำลังรอคอยผู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาของเผ่าตน
เพียงว่าสายัณห์มาพาสิ้นแสง สรรพสิ่งก็ไม่มีสำเนียง
บุรุษร่างสูงโปร่งลืมตาตื่นจากสมาธิเหนือพฤกษาใหญ่ ยามเช้านี้รู้สึกผ่อนคลายนัก ครั้นสำรวจภายในหอสมบัติก็พอใจ บัดนี้ภายในชั้นแรกมีขวดโอสถอยู่ห้าขวด แม้ว่าจะไม่ได้มีความบริสุทธ์มาก แต่ก็นับว่าเป็โอสถชั้นล้ำฟ้าที่ต่อให้ในยุทธภพเมื่อห้าร้อยปีก่อนก็ยังหาได้ยากพอสมควร ซึ่งระดับโอสถถูกแบ่งออกเป็ ปฐี ล้ำฟ้า ลึกลับและเหนือสุดคือเทวะอันเป็ตำนาน
เฟยหลางะโลงมาจากต้นไม้ จมูกสูดกลิ่นสดชื่อของใบหญ้าที่มีเฉพาะในป่าใหญ่เข้าไปเต็มปอด แล้วจึงเดินต่อไป ป่านี้เงียบอย่างน่าประหลาด บุรุษหนุ่มพยายามไม่ก้าวเข้าไปส่วนที่ลึกกว่านี้ หากคิดไม่ผิดพงไพรนี้ถูกแบ่งออกเป็สามเขต เขตแรกและกลางยังปลอดภัยไม่ค่อยเป็อันตรายระหว่างทางจึงเก็บสมุนไพรไปด้วยอย่างไม่อนาทรร้อนใจ
ถึงแม้ว่ายามนี้จะได้ยินเสียงครวญครางอู้อี้เฉกเช่นคนที่ใกล้ตายก็ไม่หวั่น อย่างไรเสียก็ไม่มีอันใดข้องเกี่ยวกันอยู่แล้ว ยกเว้นว่าเกี่ยวข้องทางโชคชะตา วาสนาได้พบพานโดยบังเอิญ
ต่อมาเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นมาแต่ใกล ในใจคิดคงมีคนเห็นแล้ว “คุณชาย! คุณชาย ถึงไม่รู้ว่าท่านมาจากสกุลใด แต่ได้โปรดช่วยข้าด้วย” เสียงสตรีดังขึ้น ครั้นเบนสายตามองก็พบกับหญิงสาวอาภรณ์เขียวอ่อน ดวงหน้างามเย้ยฟ้าดินไม่ต่างอันใดจากเซียน ลำตัวชุ่มโชกไปด้วยโลหิต าแหลายแห่ง
“ดึกดื่นเช่นนี้ ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอผู้คนข้าผู้แซ่เฟย มาจากเมืองเพลิงพฤกษา ยินดีที่ได้พบแม่นาง….” ชายหนุ่มกล่าวด้วยเสียงเป็มิตร แววตาแฝงความลึกล้ำเรียบนิ่ง ดูไม่ออกว่าคิดสิ่งใดอยู่
“ที่แท้ก็คือกงจื่อสกุลเฟยจากเมืองใหญ่ ข้าเป็เพียงจอมยุทธ์หญิงไม่มีชื่อเสียงนามหลันซี เป็ศิษย์สำนักเหนือเมฆาออกมาทำภารกิจปราบอสูรกับมิตรสหาย ทว่ายามนี้ถูกสัตว์อสูรทำร้ายหนีตายไปคนละทิศละทางจนหมดสิ้นเสียแล้ว ข้าจึงอยากขอร้องให้ท่านช่วยปกป้องข้าในการเดินทางออกจากป่าอสูรแห่งนี้” ครั้นได้ยินนางกล่าว บุรุษหนุ่มก็สงสารขึ้นมาจับใจ ใบหน้าทอแววปวดร้าวยิ้มอย่างฝาดขม
“ตัวข้าหลงทางอยู่พอดีนับว่าโชคดีนักถือว่าแลกเปลี่ยนช่วยเหลือแก่กัน งั้นแม่นางหลันซีนำทางข้าไปได้เลย” ครั้นกล่าวจบก็สืบเท้าเดินตามหญิงสาวไป
เดินมาได้ชั่วยามสตรีผู้นั้นก็ได้เงียบงันไปดูท่าแล้วคงไม่ไว้ใจเขาเต็มส่วนเมื่อเห็นว่าบรรยากาศตึงเครียดจึงได้คิดหาวิธีทำลาย
“ไม่ทราบว่าแม่นาง เคยสดับเื่ของ เ้าอสูรเขตหนึ่งหรือไม่”
“เคย… เ้าอสูรเขตหนึ่ง เสือโคร่งครามอัสนี อายุราวพันปีแล้วมีกำลังภายในสูงส่งนัก หากเจอควรหนีอย่างเดียว เดี๋ยวก่อน!มีบางอย่างไล่ตามเรามาแล้ว” ครั้นหันหลังมองก็พบกับหมาป่าตัวเขื่อง ขนดำขลับแววตาดุร้ายนัก“เป็มันที่ทำร้ายกลุ่มของพวกข้า”
ด้านหน้าของหมาป่าดำนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งสภาพน่าสังเวช ทะยานกายด้วยวิชาตัวเบา ทว่าขาหักไปข้างทำให้เคลื่อนที่ได้แปลกประหลาดนัก “ศิษย์น้องช่วยข้าด้วย!”
“ช่วยเขา ข้าจ้างท่านหนึ่งร้อยผลึกปราณ” แววตาทอแววคมกริบครู่หนึ่ง ก่อนจะอันตธานหายไปไร้ร่องรอย ครานั้นแสงสีม่วงก็พลันสว่างขึ้น ร่างของบุรุษหนุ่มก็หายลับไปสุดสายตา
ต่อมาเห็นเพียงประกายอัสนีสาดวูบ จากนั้นหมาป่าทมิฬก็ร้องโหยหวนอย่างน่าอนาจล้มลงกับพื้นสิ้นชีพ ที่ศีรษะถูกหอกแทงทะลุอย่างไม่มีปราณี
ชายหนุ่มในอาภรณ์ฟ้าลวดลายเมฆาทรุดฮวบลงบนพื้น ขอบคุณอยู่หลายครั้งคราดวงตาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม ฝีมือฉกาจนัก! หอกสีม่วงที่ก่อร่างด้วยลมปราณแผดแสงเสียดแทงั์ตาอยู่เนืองเนือง สตรีนามหลันซีวิ่งเข้ามาอย่างตระหนกแฝงความเป็ห่วง ทว่าเป็บุรุษผู้นั้นที่เผยแววตาแปลกใจแทน
เฟยหลางเห็นดังนั้นก็เหมือนจะได้ข้อสรุปแล้ว หอกนั้นเสือกแทงออกเฉียดลำคอสตรีอาภรณ์เขียวอย่างตั้งใจพลางกล่าวถาม “เ้าเป็ผู้ใดกันแน่”
“เ้าหมายความว่าเช่นไรนางก็เป็หลันซี ศิษย์น้องของข้า!” ชายหนุ่มตวาดเสียงเกรี้ยว ยามเห็นาแของสตรีร่างเล็กผู้นั้น
“ ศิษย์น้องเ้าเป็จอมยุทธ์ แล้วไฉนถึงมีมือเรียวบางผิวเรียบนวลประหนึ่งมีไว้เพียงคีบดอกกล้วยไม้ บอกว่าเป็จอมยุทธ์ไร้ชื่อทว่าเหตุใดถึงได้เก่งกาจถึงขนาดรับรู้ถึงสัตว์อสูรั้แ่ใกลหลายลี้ และสุดท้ายป่าอสูรแห่งนี้เงียบสงัดเกินไป ั้แ่อยู่กับเ้าข้ายังไม่ได้ยินเสียงแมลงร้องสักครั้งครา มันกำลังหวาดกลัวสิ่งใดอยู่งั้นหรือ”
“ท่านกล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร”ใบหน้านางคล้ายจะมีน้ำตา ความหวาดกลัวปกคลุมจิตใจ
“เ้าไม่เคยเล่นไพ่การพนันงั้นรึ จึงไม่รู้ว่าการปกปิดแววตานั้นจำเป็อย่างยิ่งเวลาโกหก” ครั้นกล่าวจบ ก็พบว่าร่างของนางนั้นคล้ายจะหายไปยืนอยู่ใกลหลาย่คนแล้ว สตรีผู้นั้นยิ้มจางๆอย่างเลศนัย
“ ข้าคิดกว่าทุกอย่างลงตัวแล้ว แต่ข้าไม่นึกเลยว่าเ้าจะแข็งแกร่งถึงขนาดสังหารหมาป่าทมิฬได้ในการลงมือเพียงครั้งเดียว ผิดแผนยิ่งนัก”
ในพริบตากลางป่าก็เสมือนมีสายลมเย็นเยียบพัดผ่าน ทั้งคล้ายตาน้ำพิสุทธ์ที่ผุดทะลักยามเหมันต์ทำให้หวาดกลัวอย่างน่าขนลุก เงาร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นที่สุดสายตา สตรีผู้นั้นก้มศีรษะประสานมือเคารพ
“นายท่าน…”
บุรุษหนุ่มอาภรณ์หมึกผุดรอยยิ้มฝาดขม ใบหน้าไม่อนาทรร้อนใจถูกแทนที่ด้วยอาการเ็า ข้าประมาทมากจนเกินไป หลงนึกว่านางเป็เพียงโจรที่ปลอมแปลงใบหน้าจึงวาดหวังปล้นกองโจรอีกที
“แต่ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอเ้าผู้ปกครองเขตแดนเช่นนี้ ข้าผู้แซ่เฟยชะตาอาภัพเพียงนี้เชียวหรือ”แม้คำกล่าวจะแฝงสิ้นหวังหดหู่ เพียงแต่บนใบหน้าคลี่ยิ้มอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตามีเค้าความกล้าหาญอยู่เต็มส่วน