เมื่อร่างสูงสง่าของแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นก้าวเข้ามาในห้องประชุมที่เงียบสงัดราวกับพายุที่สงบนิ่งก่อนโหมกระหน่ำสายตาทุกคู่พลันจับจ้องมาที่เขาด้วยความเคารพและคาดหวัง ฮวาเจิ้นเองก็กวาดสายตามองไปยังเหล่าขุนศึกและแม่ทัพที่ยืนเรียงรายอยู่ก่อนจะหยุดลงตรงร่างสูงโปร่งของจิ้นอ๋องที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะแผนการศึก
"ท่านอ๋องท่าน..." ฮวาเจิ้นเอ่ยถามด้วยความสงสัยดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังจิ้นอ๋องราวกับต้องการอ่านความนัยที่ซ่อนอยู่ภายใต้สีพระพักตร์ที่เรียบนิ่งนั้น
จิ้นอ๋องทรงยกพระหัตถ์ขึ้นห้ามปรามอย่างนุ่มนวลทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ฮวาเจิ้นต้องชะงักคำพูด "ท่านแม่ทัพใหญ่ฮวา...รอให้เรื่องสำคัญเบื้องหน้าจบลงเสียก่อนข้ามีเรื่องสำคัญยิ่งกว่าจะหารือกับท่านเป็นการส่วนตัว" น้ำเสียงทุ้มนุ่มของจิ้นอ๋องนั้นหนักแน่นและจริงจังจนฮวาเจิ้นทรงพยักพระพักตร์รับคำอย่างว่าง่ายก่อนจะเดินตามจิ้นอ๋องไปยังโต๊ะที่วางแผนการศึกอันละเอียดลออเอาไว้เบื้องหน้า
ครู่ต่อมาประตูห้องประชุมก็เปิดออกอีกครั้ง ร่างเล็กระหงของฮวาเสี่ยวซีปรากฏขึ้นนางอยู่ในชุดบุรุษสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีตขับเน้นรูปร่างที่งดงามราวสตรีสูงศักดิ์ให้เด่นชัดยิ่งขึ้นผิวขาวผ่องสะอาดสะอ้านราวกับน้ำค้างยามเช้า แม้ดวงหน้างามจะดูอิดโรยเล็กน้อยและท่วงท่าการเดินจะดูแปลกไปจากปกติเล็กน้อย ราวกับยังไม่คุ้นชินกับอิริยาบถใหม่แต่สายตาทุกคู่ในห้องกลับถูกตรึงไว้ที่ใบหน้าหวานหมดจดนั้นจนไม่อาจละสายตาได้ราวกับต้องมนต์สะกด
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยอย่างสุดหัวใจของบิดาดังขึ้น"ซีเออร์! เหตุใดเจ้าจึงมิไปพักผ่อนเสียหน่อยเล่า? ใบหน้าเจ้าดูไม่สู้ดีนัก"
ฮวาเสี่ยวซียิ้มหวานละมุนราวกับดอกไม้แรกแย้มในยามเช้า รีบเดินเข้าไปคล้องแขนแข็งแรงของบิดาอย่างออดอ้อนพร้อมกับซบใบหน้าน้อยๆ กับท่อนแขนที่คุ้นเคยนั้นนางถูไถแก้มเนียนกับแขนของบิดาอย่างออเซาะ ราวกับลูกแมวน้อยที่ต้องการความอบอุ่น"ท่านพ่อ..." เสียงหวานนั้นแผ่วเบาราวกับกระซิบ
ฮวาเจิ้นทอดสายตาอ่อนโยนลงมองบุตรสาวดวงใจของเขาความปรารถนาที่จะโอบกอดและกล่อมเกลานางให้นอนหลับดังเช่นเมื่อครั้งยังเยาว์วัยพลันผุดขึ้นมาในใจอย่างรุนแรงทว่าบัดนี้นางเติบโตเป็นสาวสะพรั่งแล้วความงดงามของนางเปล่งประกายจนทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะเขาจึงได้เอ่ยเตือนนางด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย
"ซีเออร์...เสียมารยาท ปล่อยแขนพ่อก่อนเถิด"
"ไม่เอา..."ฮวาเสี่ยวซีตอบเสียงอู้อี้ พลางกระชับอ้อมกอดแขนบิดาแน่นยิ่งขึ้นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป "ข้าจะกอดอยู่อย่างนี้ พวกท่านคุยกันไปเถอะข้าแค่อยากอยู่ใกล้ๆ ท่านพ่อ"
ภาพความอ่อนหวานและออดอ้อนของหญิงสาวที่งดงามราวเทพธิดาจำแลงกายเป็นบุรุษนั้นทำให้ทุกคนในห้องประชุมต่างตกตะลึงราวกับต้องมนต์สะกดสายตาของพวกเขาจับจ้องอยู่ที่นางอย่างลืมตัวหัวใจแทบจะละลายไปกับความน่ารักน่าเอ็นดูนั้น โดยเฉพาะจิ้นอ๋องพระองค์ทอดพระเนตรภาพนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ตีวนอยู่ในพระทัยราวกับปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นผู้ที่ได้รับการออดอ้อนและซบแนบเช่นนั้นบ้าง
จิ้นอ๋องทรงกระแอมในลำคอเบาๆเพื่อดึงความสนใจของทุกคนกลับมาสู่เรื่องสำคัญเบื้องหน้าพระองค์ทอดพระเนตรไปยังแผนที่บนโต๊ะที่กางอยู่ ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง
"เอาล่ะ...หันมาสนใจเรื่องนี้กันดีกว่าข้าได้ลอบเข้าไปสดับฟังแผนการของแม่ทัพหานเฉิงซีมาแล้วเขาวางแผนการรบไว้ดังนี้..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำของจิ้นอ๋องเริ่มบรรยายแผนการอันแยบยลของศัตรูอย่างละเอียด"แผนของหานเฉิงซีคือการ ถอยทัพ จากค่ายใหญ่ที่ชายแดนเฉิงหยาง แล้วไป รวมพล ที่ค่ายเสบียงเล็กที่อยู่ห่างออกไปพวกมันคงคิดว่าการทำลายค่ายเสบียงของเราจะทำให้เราชะงักการโจมตี แต่ที่แท้แล้วนั่นเป็นเพียง การล่อลวง ให้พวกเราประมาทและหลงกล"
พระองค์ทรงชี้ไปยังจุดต่างๆบนแผนที่ด้วยพระหัตถ์ "พวกมันจะ ซุ่มกำลัง ไว้รอบค่ายเสบียงเมื่อพวกเราเคลื่อนพลตามไป พวกมันก็จะ โจมตีโอบล้อม หวังจะตัดกำลังและสร้างความเสียหายให้กับกองทัพของเรา"
แม่ทัพใหญ่ฮวาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้และกังวล "ท่านอ๋อง...แล้วท่านมีพระดำริที่จะรับมือกับแผนการนี้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?"
จิ้นอ๋องทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อยพระเนตรคมกริบเปล่งประกายความมั่นใจ ราวกับแสงดาวที่ส่องสว่างในยามค่ำคืนพลางตรัสตอบแม่ทัพใหญ่ฮวาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
"หานเฉิงซีคิดว่าตนเองฉลาดนักแต่เขามิรู้เลยว่าข้าได้ล่วงรู้แผนการของเขาแล้ว เราจะ ทำตามแผนของมัน แต่จะ ซ้อนกลเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ให้พวกมันต้องพบกับความพ่ายแพ้ที่คาดไม่ถึง"
"เราจะนำทัพส่วนหนึ่งเคลื่อนพลไปยังค่ายเสบียง ตามที่พวกมันคาดการณ์ไว้ แต่จะ ซุ่มกำลังหลัก ไว้โดยรอบอย่างมิดชิดราวกับพยัคฆ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเมื่อพวกมันออกมาจากที่ซ่อนเพื่อโจมตีอย่างมั่นใจ เราก็จะ ปิดล้อม และ โจมตีตอบโต้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ราวกับสายฟ้าฟาด"
"นอกจากนี้ข้าจะนำ ทหารอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีความคล่องแคล่วและชำนาญการรบในภูมิประเทศ อ้อมไปซุ่มอยู่ในแนวป่ารกทึบริมแม่น้ำ ใกล้กับป้อมผาเหล็ก เมื่อการรบที่ค่ายเสบียงเริ่มขึ้นพวกมันอาจจะส่งกำลังเสริมมา หรืออาจจะมีกองกำลังอื่นซ่อนอยู่อีก หากเป็นเช่นนั้นกองกำลังที่ซุ่มอยู่ริมน้ำนี้ก็จะ โจมตีตัดกำลัง พวกมันเสียก่อนที่จะมาถึงสนามรบหลัก"
พระสุรเสียงของจิ้นอ๋องหนักแน่นและเฉียบขาดราวกับประกาศิตจากสวรรค์ "แผนของเราคือการ ล่อเสือออกจากถ้ำ ด้วยเหยื่ออันโอชะแล้ว สังหาร มันเสีย ณ ที่นั้น!ให้พวกมันได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้ที่ขมขื่นที่สุด"
เหล่าขุนศึกและแม่ทัพที่ยืนล้อมรอบโต๊ะต่างตั้งใจสดับฟังแผนการรบอันแยบยลของเป่ยหม่านที่จิ้นอ๋องทรงเล่าอย่างละเอียดทุกคำพูด ทุกการชี้ไปยังแผนที่ล้วนบ่งบอกถึงพระปรีชาสามารถและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลขององค์อ๋องเมื่อจบการบรรยายแผนการรบที่ละเอียดถี่ถ้วน
จิ้นอ๋องทรงกวาดสายพระเนตรไปยังทุกผู้คนในห้องประชุมที่เงียบสงัดราวกับรอคอยการตอบสนอง ก่อนจะตรัสถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น
"ทุกท่านมีความเห็นเช่นไรเกี่ยวกับแผนการนี้?ผู้ใดมีข้อเสนอแนะหรือข้อสงสัยประการใด โปรดกล่าวมาตามตรงเถิดอย่าได้เกรงใจ"
ในขณะที่เหล่าขุนศึกกำลังขบคิดถึงแผนการอันแยบยลนั้นเสียงเล็กๆ ที่แฝงไว้ด้วยความห้าวหาญอย่างประหลาดก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาฮวาเสี่ยวซีที่ยังคงหลับตาพริ้ม ซบใบหน้างามอยู่กับท่อนแขนแข็งแรงของผู้เป็นบิดาราวกับเด็กน้อยที่กำลังอ้อนวอน แต่กระนั้นริมฝีปากเล็กๆที่แดงระเรื่อของนางก็ยังคงเอื้อนเอ่ยคำถามที่แฝงไว้ด้วยความกังวลอย่างไม่อาจปิดบังได้
"คิดว่าแผนจะสำเร็จหรือไม่?"
คำถามแผ่วเบานั้นกลับทำให้ทุกคนในห้องประชุมพลันรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลังพวกเขารู้ดีว่านี่มิใช่เพียงคำถามธรรมดา แต่มันมาจาก อี้เฟยหลง หรือฮวาเสี่ยวซีในคราบชายหนุ่มผู้ซึ่งมีไหวพริบเฉลียวฉลาดและมักจะมองเห็นจุดที่ผู้อื่นมองข้าม ราวกับดวงตาที่มองทะลุปรุโปร่งทุกสถานการณ์จิ้นอ๋องทรงยกยิ้มมุมพระโอษฐ์อย่างพึงพอใจในความเฉลียวฉลาดและความใส่ใจของนางก่อนจะตรัสตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจและอ่อนโยน
"สำเร็จหรือไม่น่ะหรือ...ย่อมต้องสำเร็จสิ เสี่ยวซีเออร์ เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย แผนการของข้ามิได้มีเพียงเท่าที่กล่าวมาข้าได้เตรียมการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้ว"
พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังแผนที่อีกครั้งพระเนตรคมกริบเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์เล็กน้อยก่อนจะตรัสต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความมั่นใจและมีเลศนัย
"ข้า จงใจที่จะให้ทัพส่วนหนึ่งเคลื่อนพลไปยังค่ายเสบียงในลักษณะที่ ล่อแหลม ราวกับตกอยู่ในอันตรายเพื่อ ดึงดูด ความสนใจและกำลังส่วนใหญ่ของพวกเป่ยหม่านไปที่นั่นให้พวกมันตายใจว่าเรากำลังเดินตามแผนของพวกมัน"
"ในขณะเดียวกันข้าได้สั่งให้ กองกำลังลับ ส่วนหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยทหารที่เชี่ยวชาญการซุ่มซ่อนและเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วซุ่มซ่อน อยู่ในเส้นทางที่คาดว่าพวกมันจะใช้เสริมกำลังหากพวกมันคิดจะส่งทหารมาช่วยเหลือที่ค่าย
เสบียง กองกำลังลับของเราก็จะ โจมตีตัดกำลังพวกมันเสียก่อนที่จะมาถึงสนามรบหลัก ทำให้กำลังเสริมของพวกมัน
แตกกระเจิงและเสียขวัญ"
"และที่สำคัญที่สุด..."จิ้นอ๋องทรงหยุดตรัสเล็กน้อยทอดพระเนตรไปยังฮวาเสี่ยวซีด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความรักใคร่และเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้ง"...ข้าเชื่อมั่นใน ความสามารถของเจ้า หากเกิดสถานการณ์คับขันใดๆที่ข้าคาดไม่ถึง ข้าก็รู้ว่าเจ้าจะสามารถ พลิกสถานการณ์ และนำชัยชนะมาสู่พวกเราได้อย่างแน่นอน"
"ได้...จัดไป" ฮวาเสี่ยวซีตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับละเมอออกมาจากห้วงนิทราอันแสนสุข ดวงตาทั้งสองยังคงปิดสนิทราวกับกำลังพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพียงครู่เดียวร่างเล็กๆ ที่ซบอยู่กับแขนบิดาก็เอนเอียงลงจนฮวาเจิ้นต้องรีบ
ประคองบุตรสาวไว้ในอ้อมแขนด้วยความเป็นห่วงเขา ส่ายหน้าเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู มองใบหน้าหวานที่หลับพริ้ม
อย่างอ่อนโยนก่อนจะเงยหน้ามองคนรอบกาย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรักใคร่"นางหลับแล้ว ข้าขอตัวพานางไปพักผ่อนก่อน แล้วจะรีบกลับมา"ทุกคนในที่นั้นต่างพยักหน้าและส่งยิ้มเอ็นดูให้กับภาพความผูกพันอันอบอุ่นของสองพ่อลูก
จิ้นอ๋องทรงขบพระทนต์แน่นพระหัตถ์ทั้งสองกำเข้าหากันจนเห็นข้อพระหัตถ์ขาวดวงพระเนตรคมกริบจับจ้องอยู่ที่ร่างเล็กบอบบางในอ้อมแขนของฮวาเจิ้น ความรู้สึกหวงแหนและปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นผู้ที่ได้โอบอุ้มนางไปพักผ่อนนั้นแล่นริ้วอยู่ในพระทัยอย่างรุนแรงราวกับคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งอย่างไม่หยุดหย่อน
ฮวาเจิ้นอุ้มร่างเล็กของบุตรสาวแนบอกเดินออกจากห้องประชุมที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและแผนการรบอันซับซ้อน เพื่อหาห้องพักที่เงียบสงบและสะดวกสบายให้นางได้พักผ่อนอย่างสบายใจเขาทอดสายตาลงมองใบหน้าหวานที่หลับพริ้มอยู่ในอ้อมแขนความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูท่วมท้นในหัวใจ ราวกับสายน้ำที่เอ่อล้นเขาวาดหวังให้นางยังคงเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆที่เขาสามารถโอบอุ้มพาไปไหนต่อไหนได้อย่างง่ายดายและไม่ต้องกังวลภัยอันตรายใดๆในโลก
"ดวงใจของพ่อ..."ฮวาเจิ้นพึมพำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ราวกับเสียงกระซิบจากส่วนลึกของหัวใจพลางลูบผมนุ่มสลวย
ของนางเบาๆ ด้วยความทะนุถนอม "เจ้าซนจริงๆ เสี่ยวซีเออร์แอบมายังชายแดนอันตรายแห่งนี้ตั้งนานแล้ว ไม่บอกพ่อสักคำให้เป็นห่วงจนแทบคลั่งเลย"
ฮวาเจิ้นชะงักฝีเท้าดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในสมองอย่างรวดเร็วราวกับประกายไฟที่จุดขึ้นในความมืดมิด "เดี๋ยวนะ... นางมาตั้งนานแล้ว...อย่านั้น... วันนั้น ในป่าทมิฬ... นางคงจะ..."
น้ำเสียงของฮวาเจิ้นแผ่วลงราวกับกำลังครุ่นคิดถึงความเชื่อมโยงบางอย่างที่เพิ่งจะกระจ่างชัดเจนในใจความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในป่าทมิฬเมื่อครั้งก่อนเริ่มชัดเจนขึ้นมาทีละน้อยราวกับภาพวาดที่ค่อยๆ ปรากฏสีสัน พร้อมกับความสงสัยและความตกใจที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นในหัวใจ
ใบหน้าของฮวาเจิ้นดำทมึนลงอย่างเห็นได้ชัดความโกรธเคืองเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย ราวกับพายุที่กำลังก่อตัวแต่สิ่งที่ทำให้เขาขุ่นเคืองใจยิ่งกว่าคือความซุกซนของบุตรสาวที่นำมาซึ่งความปวดหัวไม่จบสิ้นและยิ่งเขาคิดลึกไปว่านางอาจจะบังเอิญไปเห็นภาพที่ไม่สมควรในป่าทมิฬ...ภาพที่บิดาผู้เป็นที่เคารพรักกำลังร่วมรักกับหญิงสาวอื่น...ภาพลักษณ์ของบิดาที่ดีงามที่เขาสร้างสมมาต่อหน้าบุตรสาวคนนี้อาจจะพังทลายลงในพริบตา ความกังวลและความกระวนกระวายใจเริ่มกัดกินจิตใจของเขาราวกับหนอนที่ชอนไชอยู่ในเนื้อไม้
“เจ้าตัวแสบเอ๊ย...พ่อจะทำอย่างไรกับเจ้าดี”ฮวาเจิ้นพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทั้งรักทั้งเอ็นดูระคนเหนื่อยใจมองใบหน้าหวานที่หลับใหลอยู่ในอ้อมแขน ราวกับเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆแต่ความจริงแล้ว... นางอาจจะรู้มากกว่าที่เขาคาดคิดเสียอีก