จางเอ่อร์ในใจร้อนรน ด้านหนึ่งกอดเสวี่ยสวินเอาไว้ อีกด้านก็ฟาดฟันกับกระบี่ของคนชุดดำที่ทั้งเร็วทั้งโหดอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ร่างหมุนต่อสู้คล่องแคล่วว่องไวประหนึ่งฝนดาวตกเหนือจันทราลอยเลื่อน ก้าวถอยปกป้องสองคนด้านหลัง ทั้งรุกและถอยไปพร้อมๆ กัน
เซี่ยงอวี่อย่างไรก็ท่องยุทธภพมาหลายปี ยามนี้กัดฟันแน่นรวบรวมเรี่ยวแรงฮึดสู้ฆ่าฟัน เปิดทางนองเืออกไปด้วยกันกับจางเอ่อร์ ก่อนพลิกกายขึ้นหน้าต่างของโรงเตี๊ยมเหอเฟิงะโหนีไป
สามคนสลัดตัวหลบหนีด้วยฝีเท้าวิชาตัวเบาได้สำเร็จ ทว่าปิ่นเงินของเสวี่ยสวินกลับร่วงบนพื้นโดยไม่ทันรู้ตัว
…
เวลานี้หลิวปังกับหลิวเจียวกำลังตามหาร่องรอยเบาะแสขององค์หญิงสวินทั่วทุกหนแห่ง ครั้นได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวดังมาจากทางโรงเตี๊ยมเหอเฟิงก็รีบพาองครักษ์เข้ามาทันที
ทว่าเมื่อมาถึงบริเวณหอสุรา กลับเห็นสถานที่แห่งนี้พังพินาศข้าวของกระจัดกระจาย มีร่องรอยการต่อสู้รุนแรง สิ่งเดียวที่ไม่เห็นก็คือตัวจ้าวเสวี่ยสวิน
ปิ่นปักผมรูปดอกท้อจากแก้วหลิวหลีอันเป็เอกลักษณ์วางนิ่งอยู่บนพื้น หลิวปังก้มหยิบขึ้นมาพิศดูอย่างละเอียด เห็นเพียงดอกท้อสองดอกบนหัวปิ่นแกะสลักอย่างวิจิตรประณีต สมจริงราวดั่งมีชีวิต
ปิ่นปักผมอันนี้เหมือนจะเคยเห็นจ้าวเสวี่ยสวินปักประดับอยู่เป็ประจำ คาดว่าเป็ขององค์หญิงสวินไม่ผิดแน่
หลิวปังถือปิ่นเงินในมือ ดวงตาปิดแน่น รำพึงขึ้นเงียบๆ ในใจ ‘เ้าห้ามเป็อะไรไป สตรีเฉลียวฉลาดเกินคนเช่นนี้ หากชีวิตนี้ไม่อาจร่วมเคียงข้างกายช่วยข้าลุล่วงการใหญ่วสันตสารท กลับชวนให้คนนึกเสียดายยิ่งนัก…’
…
ณ จวนแม่ทัพซึ่งเดิมทีมีบรรยากาศสงบเงียบเคร่งขรึม จู่ๆ กลับเห็นจางเอ่อร์บุกเข้ามาพร้อมอุ้มเสวี่ยสวินที่หมดสติ กับบุรุษผู้กล้าที่ได้รับาเ็คนหนึ่ง
องค์หญิงใหญ่เห็นแล้วสีหน้าแปรเปลี่ยนฉับพลัน เอ่ยสั่งการด้วยจิตใจร้อนรุ่มดั่งไฟสุม “รีบไปตามหมอหลวงฝีมือดีที่สุดมา!”
เวลานี้ใบหน้าเสวี่ยสวินขาวซีด ท่อนแขนของเซี่ยงอวี่มีเืไหลทะลักราวกับราดเท กระทั่งแม่ทัพที่ผ่านสมรภูมิรบมายาวนานอย่างหม่าเหวินหยวนเห็นแล้วยังใ เป็ผู้ใดกันลงมือสังหารโเี้ปานนี้
จางเอ่อร์ขมวดคิ้วกระบี่ ไม่ได้สนใจมารยาทพิธีรีตองอะไรแล้ว พูดด้วยเสียงร้อนใจ “ดูท่าพวกเขามีสภาพเป็เช่นนี้น่าจะต้องยาพิษ จำเป็ต้องรักษาโดยด่วน!”
หมอหลวงรีบเข้ามาตรวจดูอาการคนทั้งสองอย่างละเอียด หลังสาละวนอยู่พักหนึ่งก็กล่าวรายงาน “เรียนองค์หญิงิ่ ทั้งสองต้องพิษสารหนู เคราะห์ดีได้รับพิษในปริมาณน้อย รักษาได้ทันเวลา กระหม่อมให้พวกเขาดื่มยาแล้ว ตอนนี้พ้นขีดอันตราย ไม่มีอะไรร้ายแรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จางเอ่อร์กับจ้าวอวี้ิ่ได้ยินแล้วก็พรูลมหายใจโล่งอก
เสวี่ยสวินยังคงหมดสติ จางเอ่อร์นั่งเฝ้าข้างเตียงนาง มองดวงหน้าซีดขาวนั้นด้วยสีหน้ากังวล ั์ตาเรียวยาวปรากฏระลอกคลื่นกระเพื่อมไหวน้อยๆ คล้ายฝังซ่อนความรู้สึกลึกซึ้งบางอย่างไว้
เห็นเพียงเสวี่ยสวินที่นอนหลับอยู่ในห้วงฝันขมวดคิ้วแน่น เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามหน้าผาก เห็นชัดว่าจิตใจว้าวุ่นไม่สงบ
จางเอ่อร์ลูบใบหน้าซีดเซียวของคนตรงหน้าอย่างปวดใจสงสาร ยากจะจินตนาการได้ว่าร่างเล็กบอบบางเช่นนี้ กลับต้องเจออันตรายมากมายไม่สิ้นสุด...ชั่วเวลานี้เขาแทบอยากให้คนที่าเ็นั้นเป็ตน!
“พี่ใหญ่เซี่ยง พี่ใหญ่เซี่ยง...” เสวี่ยสวินที่นอนหมดสติตื่นขึ้นช้าๆ ทว่าทันทีที่ลืมตา กลับโพล่งเรียกชื่อของเซี่ยงอวี่ออกมา
ครั้นเห็นจางเอ่อร์นั่งอยู่ข้างเตียงตน เสวี่ยสวินก็ดึงเขาไว้อย่างกระวนกระวายใจต่างจากยามปกติ ดวงหน้างามเต็มไปด้วยความห่วงใยกังวล “พี่ชาย พี่ใหญ่เซี่ยงเป็อะไรหรือไม่!”
จางเอ่อร์เห็นเสวี่ยสวินฟื้นขึ้นมาแล้วไม่สนใจร่างกายตัวเอง กลับคิดจะลุกขึ้นไปดูแลเซี่ยงอวี่ แววตาพลันเย็นเยือกดุจบึงน้ำลึก มากน้อยอย่างไรในใจก็นึกขุ่นเคืองขึ้นมา
ทว่าเขาเลือกระงับไฟโทสะนั้นลง เอ่ยคำเสียงเรียบนิ่ง “สหายเซี่ยงไม่เป็ไร พวกเ้าต่างต้องพิษสารหนูเหมือนกัน ต้องพักผ่อนให้มากเข้าไว้”
เสวี่ยสวินกลับรบเร้าไม่เลิก พูดเสียงร้อนใจ “พี่ใหญ่เซี่ยงรับกระบี่แทนข้า ข้าต้องไปดูเขา...”
พูดจบก็ตั้งท่าจะลงจากเตียง แต่จนปัญญาด้วยร่างกายยังอ่อนแอ ถ้าไม่ได้จางเอ่อร์ช่วยประคองไว้ก็เกือบล้มคว่ำลงกับพื้นแล้ว ได้แต่จำยอมล้มเลิกความตั้งใจไป
จางเอ่อร์เห็นดังนั้นก็โมโหแล้วจริงๆ ั์ตาลึกล้ำพลันเบิกกว้าง เปล่งเสียงเดือดดาล “ตัวเ้ามีสภาพเช่นนี้แล้ว! ยังจะอวดดีอะไรอีก เสียแรงข้าสู้อุตส่าห์เสี่ยงอันตรายหลอกลวงเบื้องสูงออกจากวังมาปกป้องเ้า ถ้าเกิดเ้าเป็อะไรไป...”
แววตาอันคมกริบดุดันเช่นนี้ทำให้หัวใจของนางค้างหน่วง เป็ครั้งแรกที่เห็นญาติผู้พี่โมโหบันดาลโทสะ แต่กลับไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด...
ั์ตาสุกใสของเสวี่ยสวินช้อนขึ้นมองจางเอ่อร์ด้วยความประหลาดใจ
จางเอ่อร์เองก็รู้ตัวว่าเผลอเสียกิริยาไป เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ถ้าเกิดเ้าเป็อะไรไป ข้าจะอธิบายกับจ้าวอ๋องอย่างไร...”
พูดจบจางเอ่อร์ก็ทิ้งเสวี่ยสวินไว้เื้ั ออกจากห้องไปเพียงลำพัง ถอนใจรำพึงอย่างเ็ป ‘เ้าเห็นแค่ว่าเซี่ยงอวี่าเ็ กลับมองไม่เห็นข้า...’
…
ทางฝั่งจางเอ่อร์เพิ่งออกไปได้ไม่นาน จ้าวอวี้ิ่กับหม่าเหวินหยวนก็มาเยี่ยมเสวี่ยสวิน
อวี้ิ่เห็นนางฟื้นแล้ว ในที่สุดก็สงบใจลงได้ ทว่ากลับเอ่ยถ้อยคำที่เดิมทีตั้งใจจะว่ากล่าวตำหนินั้นไม่ออก
เสวี่ยสวินเล่าเื่ที่เซี่ยงอวี่ช่วยชีวิตตนด้วยวาจาฉะฉานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังขอให้คนทั้งสองอย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะองค์หญิงของตน แต่ไรมาอวี้ิ่รักใคร่เอ็นดูน้องสาวคนนี้เสมอ จึงตอบตกลงด้วยความยินดี
“แท้จริงแล้วเป็ผู้ใดกันใจกล้าบังอาจถึงเพียงนี้ กล้าทำร้ายองค์หญิงสวิน” หม่าเหวินหยวนเป็แม่ทัพเลื่องชื่อของแคว้นจ้าว บุคลิกลักษณะเปิดเผยตรงไปตรงมา เอ่ยถามขึ้นในทันที
“คนชุดดำพวกนั้นน่าจะเป็มือสังหารที่พระอัครมเหสีซ่องสุมไว้ คาดว่าตอนอยู่ในวังจ้าวไม่กล้าลงมือ ถึงได้แสดงฉากละครนอกวังเช่นนี้”
อวี้ิ่เอ่ยชี้แนะอย่างร้อนใจ “เราไม่อาจนั่งเฉยรอคอยความตายได้ พระอัครมเหสีเห็นเ้าเป็หนามตำตามาตลอด ยากจะรับรองได้ว่าอาจถูกนางลอบทำร้ายลับหลังเข้าวันใด!”
ครั้งนี้จ้าวเสวี่ยสวินกลับพยักหน้า กล่าวคำด้วยท่าทางจริงจัง “ทีแรกข้าเองไม่อยากขุดคุ้ยหาความ ประการแรกเื่นี้อาจพัวพันไปถึงพี่ฉี่กับเมี่ยวหลาน ประการที่สองเพราะไม่มีหลักฐาน บัดนี้พระอัครมเหสีทำร้ายมาถึงคนข้างกายข้าแล้ว สวินเอ๋อร์จะไม่ยอมใจอ่อนอีกต่อไป!”
...